"คนดีขี่ฮอนด้า … คนบ้าขี่ซู … คนเจ้าชู้ขี่คาวา"
นี่คือสำนวนที่ใช้เปรียบเทียบของชาวสองล้อหรือผู้หลงใหลในความเร็วบนเบาะมอเตอร์ไซค์ และสำนวนนี้ก็มีอายุมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีแล้วแน่ ๆ
ทำไมคนดีขี่ฮอนด้า ? ทำไมคนบ้านขี่ซู(ซูกิ) ? และคนเจ้าชู้ต้องขี่คาวา(ซากิ) ... นี่คือเรื่องที่เราจะเอาไปผูกกับนักแข่งรถคนหนึ่งที่ชื่อว่า เควิน ชวานซ์ ชายผู้สร้างตำนาน "คนบ้าขี่ซู" จนโด่งดังไปทั่วโลก
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่นี่กับ Main Stand
วลีในตำนาน
"คนดีขี่ฮอนด้า … คนบ้าขี่ซู(ซูกิ) … คนเจ้าชู้ขี่คาวา(ซากิ)" ประโยคนี้ไม่ได้พูดกันขึ้นมาเล่น ๆ เพราะเดิมทีแล้วมันมีความหมายและเหตุผลซ่อนอยู่ครบทุกแบรนด์ที่กล่าวมา

ทำไมคนดีขี่ฮอนด้า ? เรื่องนี้ต้องย้อนไปไกลพอสมควร สมัยที่บริษัทฮอนด้าพยายามตีตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาปล่อยรถ Cub เครื่อง 50 cc ที่เหมาะกับสุภาพชนทุกเพศทุกวัย โดยสโลแกนที่พวกเขาพยายามชูรถรุ่นนี้คือ "You Meet The Nicest People On a Honda" หรือ "คุณจะพบแต่ผู้คนที่นิสัยดี ๆ บนมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า" ซึ่งกลายเป็นประโยคติดหูของยุคนั้น อีกเหตุผลคือฮอนด้าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่คนทั่วไปสามารถขี่ได้ง่าย
ทำไมคนเจ้าชู้ขี่คาวาซากิ คาดว่าจะเป็นการต่อสัมผัสของประโยคดังกล่าว ประกอบกับสติกเกอร์ "Ninja" บนรถมอเตอร์ไซค์ที่พระเอกดังอย่าง หลิว เต๋อ หัว ขี่ในเรื่อง "ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ" (แต่อันที่จริงมอเตอร์ไซค์คันนั้นคือ ซูซูกิ RG500 ที่ติดสติกเกอร์มั่วไปหมด สื่อถึงการเป็นรถที่ยำของขโมยมาอยู่ในคันเดียวตามสไตล์ชาวแก๊ง) นอกจากนี้ยังมีภาพจำจากมังงะเรื่อง "คู่คนลุยเลอะ" ที่ เอคิจิ โอนิซึกะ พระเอกของเรื่องกล่าวไว้ว่า "ลูกผู้ชายต้องคาวาซากิ" (เพราะโอนิซึกะใช้มอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้) นั่นเอง
มาถึงประโยคที่ว่าคนบ้าขี่ซู ซึ่งนอกจากจะสะท้อนถึงคนใช้รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่คนใช้ต้องหลงใหลในยี่ห้อนี้จริง ๆ เพราะแม้จะแรงแต่แสนพยศแล้ว ยังบังเอิญเกี่ยวข้องกับพระเอกของเรื่องที่เราจะพูดถึงในวันนี้ นั่นคือ เควิน ชวานซ์ สุดยอดนักบิดแห่งยุค 80s-90s

นอกจากถ้วยรางวัลแล้ว สิ่งที่ ชวานซ์ ได้สร้างตำนานไว้คือความระห่ำในแบบที่ไม่มีใครกล้าขับตามในยุคนั้น เพราะถ้าพลาดขึ้นมารับรองว่าเจ็บหนักแน่นอน ดังนั้น ชวานซ์ จึงเป็นผู้สร้างตำนานให้รถมอเตอร์ไซค์ของซูซูกิ ที่ทำให้คนทั่วไปขนานนามว่า "คนดี ๆ เขาไม่ขี่กันแบบนี้แน่" ... ส่วนจะระห่ำแค่ไหน เรากำลังจะขยายความในบทต่อไปนี้
เด็กระห่ำเกิดมาเพื่อบิด
เควิน ชวานซ์ นั้นเกิดที่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1964 ณ ช่วงเวลาที่เขาลืมตาดูโลก ตลาดรถมอเตอร์ไซค์กำลังเติบโตไปทั่วทุกหัวระแหง และบังเอิญว่าครอบครัวของเขาก็ผูกพันและเกี่ยวข้องกับเรื่องของมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะจำความได้
พ่อและแม่ของเขาเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเคยเป็นตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ของ ยามาฮ่า ในปีเดียวกับตอนที่ ชวานซ์ เกิด ดังนั้นเมื่อเขาลืมตามาก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์เลย จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิดนัก

ไม่ใช่แค่การขายอย่างเดียวเท่านั้น ลุงของเขาก็เป็นนักขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากอาชีพ พี่ของเขาก็เดินบนเส้นทางนี้เช่นกัน ตัวของ ชวานซ์ เองก็เลยตามรอยไปอย่างไม่รู้ตัว เขาหัดขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยเริ่มจากความชอบ จึงติดสอยห้อยตามพ่อและลุงของเขาไปยังสนามแข่งต่าง ๆ จนอายุได้ 16 ปี เขาจึงเริ่มอาชีพบนเส้นทางนักบิดครั้งแรก ด้วยการเป็น "เด็กเทสต์" หรือคนทดสอบรถของลุงเขาก่อนที่จะใช้ในการแข่งขัน
"พอผมได้เป็นคนเทสต์รถของพ่อและของลุง ภาพของการเป็นนักแข่งอาชีพก็ชัดและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นมาก ผมเองได้มีประสบการณ์ทุกวัน อาจจะไม่ได้แข่งระดับโลกอะไร แต่ก็ได้เห็น ได้จดจำ และได้ลองขับขี่จริง ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์ พ่อกับแม่ของผมก็สนับสนุนเรื่องนี้ แม้มันจะแตกต่างกันระหว่างรถวิบากกับรถทางเรียบ แต่อย่างน้อย ๆ มันต้องใช้พื้นฐานและทฤษฎีคล้าย ๆ กันที่คุณสามารถเอามันมาปรับใช้ร่วมกันได้" ชวานซ์ ว่าถึงจุดเริ่มต้นของเขา
จุดเปลี่ยนจากสายวิบากมาเป็นสายความเร็วของ ชวานซ์ เกิดขึ้นในปี 1983 ตอนนั้นเขาไปแข่งขันในรายการซูเปอร์ครอส ที่ฮิวส์ตันบ้านเกิดเขา รายการนั้น ชวานซ์ เกิดอุบัติเหตุระหว่างแข่งจนตกลงมากระแทกพื้น โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในตอนนั้นก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าการแข่งสายวิบากไม่ได้เหมาะกับเขามากนัก เพราะตอนนั้นมีนักแข่งเก่ง ๆ หลายคน ขณะที่ตัวเขาก็ได้ฝึกซ้อมแค่ช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น ทำให้ยากที่จะขึ้นมาเป็นตัวท็อปแถวหน้าของวงการโมโตครอสได้
เขาเก่งในระดับหนึ่ง แต่ไมได้เก่งมากระดับไร้เทียมทาน และเขาคิดว่าตัวเองตามคนอื่นในโมโตครอสไม่ทัน ชวานซ์ จึงเริ่มเบนเข็มเข้าสู่สายแข่งทางเรียบแทน ... แน่นอนว่าเขาไม่เคยลองแข่งมอเตอร์ไซค์แบบนี้มาก่อน การทดสอบฝีมือครั้งแรกเกิดขึ้นที่สนาม วิลโลว์ สปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย วันนั้นเป็นวันที่ค่ายซูซูกิ ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับ โยชิมูระ สำนักแต่งรถในการทำทีมลงแข่งบนแดนลุงแซมเอารถมาให้นักแข่งได้ลอง ... แต่ของแบบนี้แค่ลองบิดก็รู้แล้วว่ามันใช่

"ผมไปทดสอบรถกับทีม โยชิมูระ ซูซูกิ โดยไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างมืออาชีพเลยสำหรับรถประเภทนี้ ผมได้ขึ้นไปขี่มันประมาณ 2 รอบ และพยายามบอกตัวเองว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไร" ชวานซ์ กล่าว
"ผมเริ่มต้นอย่างตะกุกตะกัก ต้องให้คนสอนคนช่วยตลอด จนกระทั่งเมื่อเริ่มจับจังหวะได้อะไร ๆ ก็ดีขึ้น จากที่ตามหลังประมาณ 10 วินาทีเห็นจะได้ ผมกลับมาเป็นผู้ชนะเมื่อแข่งครบ 8 รอบสนาม ... ผมรู้ได้เลยว่าสัญญาณการเริ่มต้นมาถึงแล้ว"
ผลงานดังกล่าว ทำให้ทีม โยชิมูระ ซูซูกิ จับ ชวานซ์ เซ็นสัญญาทันที ส่วนสไตล์การขับขี่ของเขานั้นตรงตามตำรา "คนบ้าขี่ซูซูกิ" โดยแท้จริง เนื่องจากเขาเป็นนักแข่งที่ชอบใช้ความเร็วแซงคู่แข่งในจังหวะที่อันตรายที่สุดในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำ
เอาง่าย ๆ ว่า วาเลนติโน่ รอสซี่ ตำนานนักบิดโมโตจีพีชาวอิตาเลียนดีกรีแชมป์โลก 9 สมัย ยังเคยออกมายกย่องการขี่ของ ชวานซ์ ว่า "เหลือเชื่อ" มาแล้ว

"การแข่งขันรุ่น 500 ซีซี สมัยก่อนนั้นยากสุด ๆ มอเตอร์ไซค์ในยุคนั้นขี่ยากมาก นอกจากนักแข่งจะต้องสู้กันเองแล้ว พวกเขายังต้องเอาชนะรถของตัวเองให้ได้ พวกเขามียางที่ไม่ดี มีเบรกที่ไม่ได้ น้ำหนักรถก็แสนเบา แต่พละกำลังมากกว่าเยอะ การชนครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เลวร้ายจนนึกภาพไม่ออกได้เลย นักบิดอย่าง ชวานซ์ และคนอื่น ๆ ในยุคนั้นถือว่าน่ายกย่อง ผมยกให้พวกเขาเป็นคนที่เรียกว่า 'นักบิดตัวจริง' เลย" รอสซี่ ว่าไว้เช่นนั้น
ความเดือดของ ชวานซ์ เป็นไปตามนั้น เขาไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ในเวที AMA Superbike เขาคว้าชัยชนะในการแข่งขันได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่เคยได้แชมป์ประจำปีเนื่องจากอาการบาดเจ็บ รวมถึงมีคู่แข่งอย่าง เวย์น เรนนี่ย์ ที่ทำผลงานสม่ำเสมอกว่า แต่ผลงานของเขาก็ไปเข้าตาของ แบร์รี่ ชีน อดีตแชมป์โลกรุ่น 500 cc ปี 1976 และ 1977 ตำนานยุค 70s ของซูซูกิ ที่นำเขาข้ามทวีปมาชิมลางในเวทีมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก กับโควตาไวลด์การ์ดในบางสนามของฤดูกาล 1986 และ 1987
"ตอนนั้น แบร์รี่ ชีน เห็นการแข่งขันของผมและเข้ามาคุยกับผม เขาบอกผมว่าอยากให้ผมอยู่กับเขาอีกสัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อทดสอบรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของเขา เขาบอกผมว่า 'คุณขี่ได้ดีนะ เดี๋ยวผมจะพยายามหารถที่เหมาะให้กับคุณ แล้วเราจะไปลุยในระดับโลกกัน" ชวานซ์ กล่าว
และในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงในปี 1988 เมื่อ ซูซูกิ ตัดสินใจทำทีมโรงงานอย่างเต็มตัว ซึ่งหนึ่งในนักแข่งที่พวกเขาเลือกคือ เควิน ชวานซ์ และก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดผิดหวัง เมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์ในเวทีระดับโลกได้ทันทีตั้งแต่สนามแรกที่ลงแข่งแบบเต็มฤดูกาล ณ ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น บ้านของซูซูกิ

นั่นคือครั้งที่ 8 เท่านั้น ที่ ชวานซ์ ลงแข่งขันด้วยรถสูตรที่สร้างเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ (ปี 1986 ลงแข่ง 4 สนาม ปี 1987 ลงแข่ง 3 สนาม) ต่างจากในบ้านเกิดที่เขาลงแข่งด้วยรถที่ผลิตสำหรับขายจริงก่อนนำมาปรับแต่งเพื่อการแข่งขัน
"ถ้าไม่มี แบร์รี่ ผมคงไม่ได้ลุยในเวทีระดับโลกอย่างรวดเร็วเช่นนี้แน่นอน"
ตำนานคนบ้าขี่ซูซูกิ
ไม่เพียงแค่ปรับตัวได้ไวและคว้าชัยชนะได้เร็วเท่านั้น แต่ผลงานของ เควิน ชวานซ์ บนเวทีมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี ในปัจจุบัน ยังถือว่าค่อนข้างคงเส้นคงวา

สาเหตุที่ต้องมีคำว่า "ค่อนข้าง" ด้วยนั้น มาจากสไตล์การขับขี่ของเจ้าตัวที่บ้าดีเดือดสมกับการเป็น "คนบ้าขี่ซู" ขนานแท้ เขาใช้เบรกน้อย เข้าโค้งไม่กางศอก ซึ่งแม้จะเป็นลีลาการขับที่ทำให้แฟนคลับติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องแลกกับการที่เจ้าตัวมักจะประสบอุบัติเหตุจนไม่จบการแข่งขันอยู่บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่เป็นการล้มแบบไฮไซด์ (Highside) หรือรถสะบัด ดีดคนขี่ออกไป ซึ่งเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บอย่างมาก
"พอบิดคันเร่งในโค้งปุ๊บ รถก็สะบัดทันใด มันคือช่วงเวลาของความเงียบงันอันยาวนาน ตอนที่ตัวลอยอยู่ ความคิดทุกอย่างมันจะเริ่มเข้ามา 'กูจะลงพื้นตรงไหน ?', 'อะไรอยู่รอบ ๆ ตัวบ้าง ?', 'แล้วรถหายไปไหนวะ ?' สิ่งสุดท้ายที่คิดและเป็นสิ่งที่คุณคิดมากที่สุดคือ 'รถเอ๊ย อย่ามากระแทกตัวกูซ้ำนะเว้ย'"
ขณะเดียวกัน เวย์น เรนนี่ย์ คู่ปรับของเจ้าตัวสมัยแข่งขันในบ้านเกิด ยังตามมาเป็นคู่กัดกันต่อบนเวทีระดับโลก และทุกครั้งที่คู่นี้วัดฝีมือกัน แฟน ๆ ได้ลุ้นกันสนุกเสมอ จนกลายเป็นคู่ปรับสะท้านวงการสองล้อยุค 90s เลยทีเดียว
การสู้กันแบบถึงพริกถึงขิงของทั้งคู่นี้เองที่นำมาซึ่งช่วงเวลาแห่งความทรงจำมากมาย และหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ ชวานซ์ กับ ซูซูกิ กลายเป็นภาพจำในฐานะ "คนบ้าขี่ซูซูกิ" เกิดขึ้นในการแข่งขันที่ฮอกเคนไฮม์ ประเทศเยอรมนี ในปี 1991
ในวันนั้นก็เป็นเหมือนเช่นเคย เรนนี่ย์ เจ้าของฉายา "ไอ้ฝนเดือด" ขับเคี่ยวกับ ชวานซ์ มาตลอดการแข่งขัน จนมาถึงรอบสุดท้าย ทั้งคู่ยังคงผลัดกันนำผลัดกันตาม จนมาถึงช่วงท้ายของการแข่งขันการผลัดกันแซงแบบแลกหมัดก็บังเกิดขึ้น

"ตอนนั้นผมกำลังนำ แต่เขาก็ไล่หลังมาติด ๆ ผมมั่นใจว่าเขาจะต้องเข้ามาทางขวาของผมแน่ ๆ ผมเลยพยายามเกาะไลน์ขวาไว้ แต่เนื่องจากโค้งถัดไปเป็นโค้งขวา ผมเลยต้องเบนรถออกไลน์ซ้ายแล้วเขาก็มุดเข้ามาทางขวาอย่างที่คิดไว้จริง ๆ พอถึงสะพานลอยที่ผมเล็งไว้เป็นจุดเบรก ผมนี่คิดในใจ 'เวรละ' เพราะถึงเขาจะเบรกก่อนแต่มันลึกกว่าที่เคย" ชวานซ์ เล่าย้อนเหตุการณ์ในวันนั้น
"สิ่งแรกที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้น ผมเลยต้องหักออกขวาก่อนจะบีบคันเบรกสุดแรงเกิด ใช้คลัตช์ช่วยเพื่อไม่ให้รถสะบัดมากเกินไปแล้วเข้าโค้งขวา และทำให้ผมมีพื้นที่มากกว่าเดิมในโค้งต่อไปที่เป็นโค้งซ้าย"
วิธีการของเขาทำให้ทุกคนในสนามปรบมือให้ นั่นคือการขับขี่แบบ "คนบ้าขี่ซูซูกิ" อย่างแท้จริง ... ช่วงเวลาตลอดอาชีพของ ชวานซ์ ถูกจดจำในแบบนั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ก้าวถึงจุดสูงสุดด้วยการเป็นแชมป์โลกในปี 1993 ได้อีกด้วย
แม้ในปีนั้นหลายคนจะมองว่า เควิน ชวานซ์ โชคดี เมื่อ เวย์น เรนนี่ย์ คู่ปรับตลอดกาลต้องพบจุดเปลี่ยนของชีวิต กับการประสบอุบัติเหตุในการแข่งขันที่มิซาโน ประเทศอิตาลี จนกลายเป็นอัมพาตท่อนล่างและต้องเลิกแข่งทันที แต่ "ไอ้ฝนเดือด" มองว่า ผู้คนให้เครดิตกับความเก่งของ ชวานซ์ น้อยกว่าที่เขาเป็น

"คุณรู้ไหม ทุกครั้งที่ลงสนามผมไม่เพียงพยายามเอาชนะเท่านั้น แต่ผมต้องการที่จะบดขยี้เขาด้วย เพื่อทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะผมได้ เพราะตัวผมเองรู้เช่นกันว่า หากเขาสามารถเอาชนะได้อย่างสม่ำเสมอ เขาจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของผมเลย"
"การบดขยี้เขาคือสิ่งที่ผมพยายามทำกับเควิน แต่เขาแข็งแกร่งมาก ยิ่งเขาแข่งกับผมบ่อยเท่าไหร่เขาก็ยิ่งดีขึ้น จนทุกอย่างมาสุกงอมในปี 1993 ที่เขาแข็งแกร่งสุด ๆ ไปเลย" เรนนี่ย์ กล่าวถึงคู่ปรับตลอดกาลด้วยความชื่นชม
ความสำเร็จของเขาอาจจะไม่มากเทียบเท่าคู่ปรับร่วมรุ่นอย่าง เวย์น เรนนี่ย์ หรือ มิค ดูฮาน รวมถึงรุ่นน้องอย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ กับ มาร์ก มาร์เกซ แต่ด้วยตัวตนกับการขี่สไตล์ "คนบ้า" แฝงความอัจฉริยะที่สามารถทำให้รถสุดพยศเชื่องมือได้นี่แหละ ที่ทำให้แฟนกีฬาความเร็วมากมายต่างหลงรักผู้ชายคนนี้ แม้กระทั่งนักบิดรุ่นน้องอย่าง เปโดร อคอสต้า แชมป์โลกรุ่น โมโตทรี ปี 2021 ยังเอ่ยปากด้วยตัวเองว่า มี เควิน ชวานซ์ เป็นไอดอล
เหตุผลเหล่านี้ ทำให้ โมโตจีพี มอบเกียรติกับเขา ด้วยการรีไทร์หมายเลข 34 ที่เขาใช้ ไม่ให้นักแข่งคนไหนได้ใช้ต่ออีกตลอดกาล

"ชวานซ์ เป็นฮีโร่ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาฮีโร่ทั้งห้า (5 ยอดนักแข่งมอเตอร์ไซค์ยุค 80s-90s : เควิน ชวานซ์, เวย์น เรนนี่ย์, มิค ดูฮาน, เวย์น การ์ดเนอร์ และ เอ็ดดี้ ลอว์สัน) เทคนิคการขี่ของเขาด้วย RGV500 ของ Suzuki นั้นไม่ธรรมดา โดยคู่แข่งบางคนของเขาใช้เทคนิคต่าง ๆ น้อยกว่า เขาทำทุกอย่างด้วยพรสวรรค์และความกล้าที่เป็นธรรมชาติ - เบรกมือหนึ่ง คันเร่งคันใหญ่ และควบมันเหมือนกับคาวบอย" เว็บไซต์ Motor Sport Magazine บรรยายทุกอย่างได้อย่างจบครบถ้วนโดยแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://www.crash.net/motogp/interview/900920/1/exclusive-kevin-schwantz-interview
https://en.wikipedia.org/wiki/Kevin_Schwantz
https://en.wikipedia.org/wiki/Suzuki_GSX-R750
https://www.crash.net/motogp/news/938333/1/schwantz-i-only-dragged-my-elbow-when-crashing
https://www.motorsportmagazine.com/articles/motorcycles/motogp/kevin-schwantz-how-i-rode
https://www.motorsportmagazine.com/articles/motorcycles/motogp/kevin-schwantz-how-i-rode-part-2
https://www.overdrive.in/news-cars-auto/features/interview-kevin-schwantz-on-his-25-gp-wins-21-lap-records-and-more/
https://www.youtube.com/watch?v=YskxF4uvud8
