Feature

โอปอล์ AF 9 - อ๊อฟ ชัยนนท์ : จากนักร้องเวทีประกวด สู่บทบาทคนอ่านข่าวกีฬารุ่นใหม่ | Main Stand

“บันเทิง” และ “กีฬา” สองกิจกรรมสันทนาการที่อยู่ใกล้กัน แต่ตีคู่กันเป็นเส้นขนาน น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนบันเทิงข้ามมาคว้าโอกาสในวงการกีฬา เนื่องจากความแตกต่างของโลกสองใบที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกัน


 

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เริ่มต้นในวงการบันเทิงแล้วจะปิดโอกาสของตนในสายกีฬา อย่าง โอปอล์ - ณัฐชา เสนาบุตร หรือ โอปอล์ AF 9 และ อ๊อฟ - ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ อดีตสองนักร้องจากเวทีประกวดผู้ผันตัวเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา 

Main Stand ขอพาคุณย้อนดูเรื่องราวการเดินทางจากบทบาทนักร้อง สู่ผู้ประกาศข่าวกีฬาของ โอปอล์ AF 9 และ อ๊อฟ ชัยนนท์ สองคนกีฬารุ่นใหม่ที่จะดำเนินรายการ “เกาะสนามข่าวเช้า” โปรแกรมข่าวเช้าที่เจาะลึกเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวในโลกกีฬา

 

เริ่มต้นด้วยบทบาทนักร้อง

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ? นี่คงเป็นคำถามที่เด็กไทยทุกคนเคยได้ยิน แน่นอนว่าหลายคนย่อมมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป ...

สำหรับ โอปอล์ AF 9 ความฝันเกี่ยวกับอนาคตของเธอมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือการก้าวขึ้นไปบนเวทีและขับขานเสียงเพลงเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้คนมากมาย ตลอดชีวิตของเธอนั้นไม่มีอาชีพอื่นใดที่ใฝ่ฝันนอกจากการเป็นนักร้องเลย

“เราฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก คือรู้สึกว่าตัวเองร้องเพลงได้ แล้วก็เริ่มเห็นไอดอลของเรา เช่น พี่ดา เอ็นโดรฟิน ประกวดตามเวทีต่าง ๆ เราก็รู้สึกว่าฉันร้องเพลงแนวนี้ได้เหมือนกัน” โอปอล์ เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักร้องของเธอ

“เมื่อโตขึ้นมาหน่อย สมัยเรียมหาลัย เรามีวงดนตรีของตัวเอง มันก็เป็นวิถีทางของการออกไปเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้ ซึ่งเรารู้สึกว่า การเป็นนักร้องเนี่ยแหละ น่าจะเป็นตัวตนของเรามากที่สุด”

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2555 วงการเพลงกระแสหลักบ้านเราในช่วงเวลานั้น ยังคงให้ความสำคัญกับการค้นหานักร้องหน้าใหม่เข้ามาประดับวงการ ผ่านเวทีแข่งขันในรูปแบบเรียลลิตี้โชว์ โดยสองรายการที่คนไทยรู้จักกันดี ได้แก่ “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว” และ “ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย” ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่คนมีฝันทั่วประเทศต้องการเข้าไปสัมผัสสักครั้ง

ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย คือเวทีที่ โอปอล์ เลือกเป็นจุดหมาย แม้การเดินทางของเธอจะเริ่มต้นด้วยความผิดหวัง หลังไม่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในซีซั่น 8 แต่ โอปอล์ กลับมาฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถของตัวเอง จนกลายเป็นผู้เข้าแข่งขันทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 9 เพียงคนเดียว ที่ผ่านการคัดเลือกจากรอบออนไลน์

“การร้องเพลงมันเป็นความฝันของเรา ซึ่งโอปอล์ก็มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วในการติดเวที AF ซึ่งเป็นเวทีที่เรารู้สึกมาตลอดว่าฉันต้องติดให้ได้ เพราะเราอยากเป็นนักร้อง มันก็เท่ากับว่า เราประสบความสำเร็จในมุมของการเป็นนักร้องไประดับหนึ่งแล้ว”

สวนทางกับ โอปอล์ AF9 ... ความฝันแรกของ อ๊อฟ ชัยนนท์ กลับไม่ใช่อาชีพนักร้องอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะในวัยเด็กของเขา ไม่มีสิ่งใดที่ผู้ชายคนนี้หลงรักไปมากกว่า “กีฬาฟุตบอล”

“ความฝันตอนเด็กอยากเป็นนักบอลครับ คือผมชอบบอลมาก ทั้งบอลไทย บอลนอก ผมชอบหมด ผมจำได้ว่าผมเข้าไปดูบอลไทยแมตช์แรกในชีวิต คือ ธนาคารกรุงเทพ เจอ ตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสนามอัฒจันทร์มันโล่งมาก นักบอลกับสตาฟเยอะกว่าผู้ชมอีก แต่ผมก็ไปดู เพราะเราชอบ ไม่มีเหตุผลว่าทำไม” ชัยนนท์ เล่าถึงความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลของตัวเอง

“ตอนนั้นคือบ้าบอลมาก อยู่โรงเรียนต้องเตะบอล อ่านหนังสือพิมพ์ก็ดูแต่ข่าวบอล ข่าวกีฬา แต่ว่าตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เราชอบจะมาเป็นอาชีพได้ไหม คือตอนเด็กเราไม่รู้ว่ามันมีอาชีพ นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวกีฬา รู้แค่ว่า ถ้าชอบบอลต้องฝันอยากเป็นนักฟุตบอล”

เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา ชัยนนท์ จึงเรียนรู้ว่าความฝันและความจริง ไม่สามารถเดินเคียงข้างกันได้เสมอไป เนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกาย บวกกับทางบ้านไม่สนับสนุน เขาจึงไม่สามารถเดินต่อบนเส้นทางนักฟุตบอลได้ตามฝัน แต่ ชัยนนท์ ก็ไม่ยอมแพ้ ยังหาทางเข้ามาทำงานในวงการฟุตบอลเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น การลองสมัครผู้ประกาศข่าวกีฬาช่อง 7 หรือ เคยคิดจะไปเรียนเป็นโค้ชฟุตบอลแบบจริงจัง

เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะขณะที่ ชัยนนท์ กำลังเดินหน้าล่าความฝันบนเส้นทางกีฬา เขากลับประสบความสำเร็จในอีกเส้นทางที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือ วงการบันเทิง หลังเอาชนะการประกวดร้องเพลง LG Star Talent ทางช่อง 3 ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจเดินทางไปแข่งขันด้วยซ้ำ

“ผมเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมาก็มีคนบอกว่าไปประกวดร้องเพลงสิ เขาบอกว่าผมร้องเพลงได้นะ เราก็คิดในใจนะว่า ใช่เหรอ เพราะผมเคยประกวดร้องเพลงจากเวทีในโรงเรียน ซึ่งเราไม่เคยชนะเลย”

“ตอนชนะการประกวด ผมไม่ได้ตั้งใจไปแข่งด้วยซ้ำ คือรุ่นน้องที่ร้องเพลงด้วยกันมาในโรงเรียนเขาชวนไป ผมก็ไปประกวดแล้วดันชนะ เมื่อชนะก็มีการเซ็นสัญญากับช่อง 3 และทางแกรมมี่ หลังจากนั้นเลยทำงานในวงการบันเทิงเรื่อยมา”

 

สู่อาชีพผู้ประกาศข่าว

ความสำเร็จบนเวทีประกวดเปิดโอกาสให้ โอปอล์ AF9 และ อ๊อฟ ชัยนนท์ เติบโตในวงการบันเทิง ไม่เพียงในฐานะนักร้องเท่านั้น แต่รวมไปถึงบทบาทอื่นทั้ง นักแสดง หรือ พิธีกร

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง การเดินทางของทั้งคู่บนเส้นทางบันเทิง โดยเฉพาะในฐานะนักร้อง กลับมาถึงจุดที่ไม่สามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมุมของความก้าวหน้าทางอาชีพ ซึ่งสำคัญกับชีวิตมากกว่าความฝันในวัยเด็ก

“ผมชอบร้องเพลงนะ แต่พูดตรง ๆ ไม่ได้เงิน” ชัยนนท์ เล่าเหตุผลที่เขาหันหลังให้แก่บทบาทการเป็นนักร้อง

“ผมไม่ได้มาจากสายเดอะสตาร์ หรือ AF เราไม่ได้มีแฟนคลับเยอะขนาดนั้น งานจ้างมันก็จะมาไม่ถึงเรา ถ้าอย่างนั้นทำไงดีละ”

“พออายุประมาณ 25-26 ผมมานั่งคิดว่า เราจะทำตัวเด็ก ๆ เป็นพิธีกรรายการเพลง อะไรทำนองนี้ มันจะอยู่ได้อีกสักเท่าไหร่ ผมก็เลยรู้สึกว่า เราต้องหาอะไรที่มั่นคงกว่านี้ ผมก็ถามตัวเองว่าเราชอบอะไร นอกเหนือจากการร้องเพลง ก็พบว่า เราชอบอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เด็ก”

หลังจากหมดสัญญากับแกรมมี่ ชัยนนท์ จึงตระเวนสมัครตามช่องโทรทัศน์ต่าง ๆ เพื่อลองเดินบนเส้นทางใหม่ในฐานะผู้ประกาศข่าว โดยเจ้าตัวตั้งความหวังอยากอ่านข่าวที่มีความจริงจัง เช่น ข่าวบ้านเมืองทั่วไป หรือ ข่าวกีฬา เพื่อสลัดภาพความเป็นคนบันเทิงออกไป

แน่นอนว่า บทบาทผู้ประกาศข่าวกีฬา ย่อมเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้สานฝันของตัวเองในวัยเด็ก ถึงการทำงานที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬา แต่จนแล้วจนรอด ชัยนนท์ กลับจบลงด้วยการเซ็นสัญญากับแกรมมี่อีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิง ทางช่องวัน 31 ก่อนย้ายมาอ่านข่าวทั่วไปในช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ในเวลาต่อมา

“คงต้องบอกแบบนี้ว่า สภาพความเป็นจริงในทีวีดิจิตอล ข่าวกีฬามันถูกลดทอนความสำคัญลงไป บางสถานีไม่มีโต๊ะข่าวกีฬาด้วยซ้ำ เพราะหลายช่องไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์มา ผลบอลพรีเมียร์ลีกมีแต่ภาพนิ่ง ถ้าอย่างนั้น ไม่ทำข่าวแล้วกัน เพราะไม่มีภาพให้ดู คนก็ไม่ดู เรตติ้งก็ไม่ดี”

“ผมต้องชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างข่าวทั่วไปกับข่าวกีฬา ทางไหนมีโอกาสมากกว่ากัน คือผมอยากทำข่าวกีฬานะ แต่ไม่มีช่องไหนให้เราไปอยู่เลย เพราะทุกช่องลดงบ ตัดคนเหมือนกันหมด แล้วมีคนกีฬาดั้งเดิมอยู่อีกตั้งเท่าไหร่ เขาก็มีที่ของเขาเยอะแยะไป แล้วผมไม่ใช่คนกีฬาโดยตรงอีกต่างหาก แทรกซึมเข้าไปคงจะยาก แต่ข่าวทั่วไปพื้นที่มันเยอะกว่า”

สำหรับการถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศในเมืองไทย ช่องที่ถือลิขสิทธิ์มากที่สุดคงหนีไม่พ้น ทรูสปอร์ต ช่องกีฬาในเครือทรูวิชั่นส์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากทางสถานี จะต้องการพนักงานจำนวนมากเข้าไปทำงาน

โอปอล์ AF 9 คือใครคนนั้นที่เรากำลังพูดถึง ... หลังจากทรูวิชั่นส์ประกาศคัดเลือกผู้ประกาศหน้าใหม่ในช่องบันเทิง และกีฬา เธอตอบรับโอกาสใหม่ ตัดสินใจก้าวไปทดสอบความสามารถ ก่อนถูกเลือกเข้ามาทำงานในช่องทรูสปอร์ต เนื่องจากมีคาแร็กเตอร์ตรงตามความต้องการ

“วันหนึ่งทางทรูมีแคสต์พิธีกรซึ่งมีสองฝั่งคือ บันเทิง และกีฬา เราก็เลยไปลองดู แล้วทางทรูสปอร์ตมีคอมเมนต์ประมาณว่า เราน้ำเสียงได้ บุคลิกได้ น่าจะมีศักยภาพที่จะไปต่อ เขาเลยลองให้มาอ่านข่าวเป็นช่วงสั้น ๆ เริ่มจากไทยลีกก่อน” โอปอล์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นการทำงานสายกีฬา

“สำหรับโอปอล์ เรามองว่าคนอ่านข่าวสายบันเทิงต้องมีความเป็นผู้หญิงสูง มีจริตจะก้าน แต่เราดูเป็นคนซน ๆ ซึ่งพอมาอยู่ในวงการกีฬา มันอาจจะมีความสนุกมากกว่า ก็เป็นคาแร็กเตอร์หนึ่งที่เขามองเห็น ส่วนข่าวบันเทิงตอนนั้น การแข่งขันก็ค่อนข้างสูง เพราะว่าเด็ก AF ส่วนใหญ่ ร้องเพลงมาก็ต้องอยากทำงานในวงการบันเทิง”

การตัดสินใจกระโดดข้ามจากวงการบันเทิงสู่กีฬา ถือเป็นการท้าทายความสามารถของ โอปอล์ เป็นอย่างมาก เพราะถึงเธอจะเชี่ยวชาญเรื่องการพูดหน้ากล้อง แต่การเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางที่แตกต่างออกไปย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

“ตอนนั้นกังวลมากเลยนะ เพราะว่าเราเป็นนักร้องมาตลอด คือโอปอล์เป็นคนชอบพูด รู้สึกว่าตัวเองทำงานพิธีกรได้ แต่ในแนวทางของการเป็นผู้ประกาศ หรือ พิธีกรรายการกีฬา มันต้องจดจำข้อมูลมากมาย แล้วโอปอล์เข้าไปทำในทรูวิชั่นส์ เราเจอแต่รุ่นพี่ที่เก่งหมดเลย ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านกีฬา”

“ตอนนั้น ทุกอย่างมันใหม่มาก เพราะบทบาทผู้ประกาศข่าวต้องมีความสุภาพ แล้วเราไม่ใช่คนแบบนั้นโดยปกติ ก็ต้องปรับตัวเยอะ แต่ว่ามันก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้รู้ศักยภาพของตัวเอง ว่าเราสามารถทะลุกรอบของการเป็นนักร้องหรือพิธีกรในวงการบันเทิงไปสู่การข้ามมายังวงการกีฬาได้ด้วย ซึ่งมันเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราเติบโตต่อไปได้”

 

คนกีฬาร้อยเปอร์เซ็นต์

นับจากวันนั้น ถือเป็นเวลาหลายปีที่ โอปอล์ AF 9 เดินบนเส้นทางผู้ประกาศข่าวสายกีฬา จากแรกเริ่มที่เธอไม่มีความรู้ใดติดตัว โอปอล์ ค่อย ๆ เพิ่มเติมความสามารถและความสนใจที่ตัวเองมีต่อวงการกีฬา จนวันนี้เธอกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า เธอทำงานอยู่ในวงการกีฬา ด้วยความรักและความชอบของตัวเองอย่างแท้จริง

“มีคนชอบถามว่า เธอชอบกีฬาจริงหรือ เป็นผู้หญิงแล้วชอบกีฬาจริงเหรอ ?” โอปอล์ บอกเล่าถึงคำถามที่เธอได้รับกับบทบาทหน้าที่ในปัจจุบัน

“ช่วงแรกยอมรับว่า เราไม่อินกับกีฬาเท่าไหร่ ถ้าพูดตามตรง ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ คืออ่านข่าวให้เสร็จแล้วกลับบ้าน แต่พอทำงานไปเรื่อย ๆ พอเราอยู่ในสังคมของคนกีฬา ได้เห็นตัวอย่างการทำงานของรุ่นพี่ ที่เวลาคุยแล้วเขามีข้อมูล เขาเข้าใจ มันดูดีกว่าเยอะเลย”

“ก็เลยทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความตั้งใจมากขึ้น มีความขยันมากขึ้น มีความคิดที่อยากจะทำทุกอย่างให้มันออกมาดี ไม่ใช่ทำ ๆ เสร็จแล้วไป เป็นแพสชั่นใหม่ที่เกิดขึ้นในตัวเรา ทำให้เราเริ่มรู้จักกระตือรือร้น รู้จักอัปเลเวลตัวเองจากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย”

ความตั้งใจในการพัฒนาความสามารถของตัวเอง ช่วยให้ โอปอล์ AF 9 ได้โอกาสเริ่มต้นความท้าทายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะดีเจ หรือ พิธีกรการแข่งขันอีสปอร์ต และล่าสุดกับบทบาทผู้ดำเนินรายการ “เกาะสนามข่าวเช้า” โปรแกรมข่าวกีฬาช่วงเช้าผ่านความร่วมมือของช่อง T-Sports และ Main Stand

อีกหนึ่งคนที่เข้ามาร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการเกาะสนามข่าวเช้าด้วยเช่นกัน คือ อ๊อฟ ชัยนนท์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานที่ก้าวขาเข้ามาในวงการกีฬา นับเป็นการบรรจบกันของความฝันและความเป็นจริง หลังจากเจ้าตัวต้องการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกีฬามาโดยตลอด

“มันเติมเต็มความฝันเหมือนกันนะ ด้วยความที่เราบ้าบอลมาก ชอบกีฬามาตั้งแต่เด็ก ผมเคยคิดกับตัวเองว่า ถ้าโตมาขอทำอาชีพอะไรก็ได้ ขอให้ไปอยู่ในสนามฟุตบอล แล้วพอมาถึงวันนี้กับงานที่เราทำทุกวันอยู่แล้ว ก็สามารถแตกออกมาอีกสายหนึ่งนั่นคือการอ่านข่าวกีฬา มันเหมือนเติมเต็มความฝัน”

“ผมเคยบอกกับผู้บริหารแล้วว่า ถ้าอ่านข่าวเช้าขนาดนี้ ไม่ใช่ข่าวกีฬา ผมไม่ทำนะ (หัวเราะ) คือไม่ใช่ว่าเลือกงานนะครับ แต่ด้วยความที่เราอ่านข่าวเยอะอยู่แล้ว เที่ยง เย็น ค่ำ 3 รายการแล้ว มันไม่มีช่วงไหนว่างสำหรับการทำงานเพิ่ม มันมีสลอตเดียวคือตอนเช้า แล้วจะทำอย่างไรให้ใครสักคนลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อทำงานในเวลาเช้ามาก ๆ ได้ คือมันต้องเป็นสิ่งที่ชอบจริง ๆ”

“เพราะฉะนั้น นี่แหละคือสิ่งที่ชอบจริง ๆ ผมถึงเริ่มลงมือทำ เรื่องเงิน เรื่องเวลา สู้ความชอบไม่ได้ อันนี้คือเราอยากทำข่าวกีฬาเพราะใจรัก เพราะเราชอบ ถ้าอย่างนั้น โอเค มาลุยกัน นี่เป็นความฝันที่อยากทำมานานแล้ว”

โอปอล์ AF 9 และ อ๊อฟ ชัยนนท์ เริ่มต้นเดินบนเส้นทางสายอาชีพในฐานะนักร้อง ผู้ให้ความบันเทิงด้วยเสียงเพลงบนเวที แต่ด้วยจังหวะเวลาและโอกาสต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งคู่เดินมาบรรจบที่จุดเดียวกันในฐานะผู้ประกาศข่าวกีฬารุ่นใหม่ที่มีไฟเต็มที่

ทุกวันนี้ ทั้ง โอปอล์ AF 9 และ อ๊อฟ ชัยนนท์ คือสองคนกีฬาที่ทำงานของตัวเองด้วยแพสชั่นและความรักในกีฬาอย่างแท้จริง ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตภายภาคหน้า ทั้งสองจะก้าวขาออกไปยังวงการอื่นอีกหรือไม่ ? แต่ทุกวันนี้ ทั้งคู่พร้อมทำเต็มที่กับการเสิร์ฟข่าวเช้าแก่แฟนกีฬา เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านรับข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนมากที่สุด

“ผมมองว่ามันเป็นความท้าทายมากกว่า เมื่อกีฬาเป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นความฝันของเราจริง ๆ แล้วเราจะประสบความสำเร็จกับมันไหม มันเป็นการท้าทายตัวเอง วงการบันเทิงเราอยู่กับมันมาหลายปี แล้วเรามาอ่านข่าวก็คืองานที่กำลังดำเนินไป แต่สำหรับสายกีฬาคือเราเพิ่งเริ่มตั้งไข่” อ๊อฟ ชัยนนท์ กล่าวถึงความท้าทายที่รออยู่กับบทบาทใหม่ของตัวเอง

“อย่าง โอปอล์ เราอายุเท่ากัน แต่ในวงการกีฬาเขาคือรุ่นพี่เรานะ ผมก็ต้องมาพิสูจน์ตัวเองเหมือนกันว่า ตัวเองจะทำได้ดีไหม หากเรายื่นขาเข้ามาในอีกวงการหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเรามีประสบการณ์จากการอ่านข่าว หรือ พิธีกร แล้วมาสายกีฬาจะประสบความสำเร็จ มันพูดไม่ได้ คือจะทำได้ดีขนาดไหนคงต้องให้แฟนกีฬาเป็นคนตัดสิน”

“โอปอล์พอใจนะ คือเราไม่คิดว่าวันหนึ่ง ตัวเองจะมาไกลกว่าที่เคยเป็น มองไปถึงตัวเองก็รู้สึกขอบคุณเหมือนกันที่ฮึดสู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง มันเป็นจุดที่ไม่ได้ทำร้ายใคร บางคนอาจจะยึดในสิ่งที่ฉันเป็นแบบนี้ ฉันชอบแบบนี้ แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ยืดหยุ่น มองไปข้างหน้าได้ ก็อาจจะเป็นข้อดีที่ทำให้เราเปิดรับอะไรได้เยอะขึ้น” โอปอล์ AF 9 กล่าวเสริม ถึงมุมมองที่มีต่อบทบาทหน้าที่ของตัวเองในปัจจุบัน

“เรายอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่คนกีฬาตั้งแต่เริ่มต้น แต่มันเป็นเส้นทางที่พลิกผันมา เราไขว่คว้าความรู้เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบที่สุดในเส้นทางนี้ เพราะถึงเราอาจจะเริ่มต้นความชอบจากการเป็นนักร้อง แต่ระหว่างทาง เราได้เห็นโอกาสที่เราสามารถเติบโตไปได้ในอีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งพอเราคว้ามันไว้ เราก็แค่พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถือว่าแฮปปี้แล้วแหละกับสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้”

ติดตามบทบาทของทั้งคู่ ที่จะมาเล่าข่าวกีฬาในสไตล์สดใหม่ยามเช้าได้ใน “ลุยสนามข่าวเช้า” ทางช่อง T-Sport ทุกวันจันทร์ - อาทิตย์  ตั้งแต่เวลา 7.00 - 9.00 น.  

Author

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

let me fly you to the moon, my eyes have always followed you around the room 'cause you're the only.

Graphic

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Art Director ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น