
บางเกมเหมือนจะแพ้ แต่กลับพลิกได้เสมอ และเมื่อถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขามักเป็นฝ่ายยืนอยู่บนยอดเขา นี่คือคุณสมบัติของ เรอัล มาดริด ที่มักจะแสดงให้เห็นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
ผลงานที่ผ่านมาใน ลาลีกา หรือ โคปา เดล เรย์ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เมื่อเสียงเพลงบรรเลงก่อนเกมถ้วยหูใหญ่ดังขึ้น ทุกคนรู้ดีว่า เรากำลังจะได้เห็น "ร่างทอง" ของราชันชุดขาว
เหตุใด เรอัล มาดริด ถึงมักโชว์ฟอร์มเทพออกมาได้เสมอในเกมยุโรป ? ค้นหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand ที่นี่
Identity & History
มองแค่ตัวเลขก็รู้แล้วว่า เรอัล มาดริด คือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสโมสรชิงแชมป์ยุโรป ตั้งแต่ยุค ยูโรเปี้ยน คัพ ในอดีต สู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปัจจุบัน พวกเขาคว้าแชมป์มากที่สุด 15 สมัย จนสร้างมาตรฐานของคำว่า "สโมสรระดับทวีป" และ "สโมสรระดับโลก" ขึ้นมาได้เป็นสโมสรแรกอย่างเต็มภาคภูมิ
อย่างที่เขาบอกกันว่าความยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพียงข้ามคืน กลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ และภาระความรับผิดชอบระดับแชมเปี้ยนโอบล้อมนักเตะทุกคนที่อยู่ภายใต้เสื้อสีขาวและตรามงกุฎ ซึ่งในเชิงจิตวิทยา สิ่งนี้สร้างวัฒนธรรมแห่งชัยชนะขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

"เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยุโรป 5 สมัยติดต่อกันเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเริ่มไม่รู้จักคำว่าถอยหลัง มันคือความรู้สึกของนักเตะของพวกเขาที่รู้สึกว่า เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น พวกเขาจะต้องทำได้ดีเหมือนที่ผ่าน ๆ มา เพราะในยุโรปไม่มีทีมไหนที่จะยิ่งใหญ่กว่าพวกเขาได้อีกแล้ว" กิลเยม บาลาเก้ กูรูฟุตบอลสเปนให้สัมภาษณ์ถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของ มาดริด ที่สร้างขึ้นตั้งแต่วันที่พวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ติดต่อกันได้ 5 สมัย ในช่วงปี 1956-60 ก่อนจะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ในปี 1966
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่หายไปนานหลายสิบปี เรอัล มาดริด อาจจะไม่ได้ตกต่ำลงในช่วงเวลาหลังจากนั้นมากนัก แต่ในฟุตบอลถ้วยยุโรป มีหลายทีมพัฒนาขึ้นมามาก โดยเฉพาะทีมจากอิตาลี มันทำให้ความสูสีเกิดขึ้นมา มาดริด ใช้เวลานาน อัตลักษณ์ของความเป็นแชมป์เคยเกือบจะหายไป แต่สุดท้ายในปี 1998 แชมป์สมัยที่ 7 ที่พวกเขารอคอยก็มาถึง และนั่นถือเป็นจุดสตาร์ทของช่วงความยิ่งใหญ่ ช่วงที่ 2 ที่ทุกทีมเรียก มาดริด ว่า "ราชายุโรป"
ยุคนั้นประธานสโมสรคือ ลอเรนโซ่ ซานซ์ ผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบายทวงความยิ่งใหญ่กลับมา ซานซ์ นำเงินก้อนโตมาให้ทีมเสริมทัพ ในตลาดครั้งนั้นพวกเขาคว้า โรแบร์โต้ คาร์ลอส, ไอตอร์ การันก้า, ดาวอร์ ซูเคอร์ และนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นหม้ออย่าง คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ รวมถึงนักเตะที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น รวมทั้งหมด 9 รายในตลาดซื้อขายเดียว
"ผมเข้ามาในยุคที่ทีมเปลี่ยน 11 ตัวจริงแบบเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย เรารื้อจิ๊กซอว์เก่าออก และพยายามประกอบภาพใหม่ขึ้นมา ไม่มีเหตุผลอะไรอื่นซ่อนอยู่นอกจากแชมป์ยุโรปที่แฟน ๆ อยากจะได้ที่สุด แม้ มาดริด ไม่ชนะถ้วยนี้มานานแล้ว แต่เราให้ความสำคัญเสมอ ... เราเข้าชิงกับ ยูเวนตุส ที่นำโดย ซีเนดีน ซีดาน ซึ่งตอนนั้นพวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่า ส่วนพวกเราคือมวยรองในเวลานั้น"
"การรอคอยแชมป์นี้นาน 32 ปี มันสะท้อนหลังจบเกมนั้น เราชนะ นักเตะทุกคนคิดว่าพวกเรามีทีมที่มีคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ มันเหมือนช่วงเวลาที่มีใครสักคนร่ายเวทย์มนตร์ลงมา และบอกเราว่า 'พวกมึงแม่งเจ๋งที่สุดในยุโรปแล้ว' มันทำให้เกิดความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในทีม มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมนี้เชื่อโดยสนิทใจว่า ไม่ว่าจะเจอกับใครพวกเราก็ชนะได้ทั้งนั้น" คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ 1 ในแข้งชุดประวัติศาสตร์กล่าว
จริงหรือไม่คงไม่ต้องสืบให้มากความ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อีก 3 ครั้งใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 1998-2002 ... พวกเขาเชื่อโดยสนิทใจว่าสังเวียนนี้คือสังเวียนของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่พลาดซ้ำสอง โดย "ยอดประธาน"
สิ่งที่ยืนยันได้คือ เรอัล มาดริด มี DNA แห่งความเย่อหยิ่งและการแสดงอำนาจ พวกเขามีโมเดลในการเสริมทัพที่ชัดเจนว่าจะต้องมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ หรือนักเตะระดับโลกเข้ามาสร้างความตื่นตาตื่นใจในทุก ๆ ตลาดซื้อขาย อีกทั้งการแต่งตั้งโค้ชแต่ละครั้ง ก็ยังเลือกแต่คนที่มีความสำเร็จเข้ามาทำทีม
เพียงแต่ว่า 12 ปีหลังจากปี 2002 ทีมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ชวดแชมป์ยุโรปทุกปี แถมยังไม่เคยเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศเลยแม้แต่หนเดียว มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นภายในแน่ ๆ ? ... และคำตอบคงหนีไม่พ้นชายที่ชื่อ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ
จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องก็คงไม่ได้ เพราะในช่วงเวลาที่เหมือนกับหลุมดำห่างหายความสำเร็จในเวทียุโรปถึง 12 ปี ของ เรอัล มาดริด เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไม่ได้บริหารสโมสร คำถามคือ ... แล้ว เปเรซ ไปไหน ?

คำตอบคือหลังจากเข้ามาเป็นประธานสโมสรในปี 2000 และคว้าแชมป์ยุโรปได้เพียงในปี 2002 เปเรซ ผู้ยิ่งใหญ่ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2006 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อนโยบายที่ล้มเหลว จนทีมร้างราความสำเร็จ … นโยบายดังกล่าวคือ "กาลาติกอส" หรือการสร้างทีมรวมดาราโลก
เพียงแต่ว่าช่วงที่ เปเรซ หายไป เขาไม่ได้ยอมแพ้ ประธานสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกฟุตบอล กลับไปทำการบ้านเพื่อย้อนดูความล้มเหลวของยุคกาลาติกอส ที่มีนักเตะอย่าง ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม, หลุยส์ ฟิโก้ และ โรนัลโด้
ยุคนั้น มาดริด เป็นทีมที่มูลค่าทางการตลาดอันดับ 1 ของโลก ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่มากโข ส่วนเรื่องของถ้วยรางวัลสำหรับสโมสรนี้ ถ้าไม่ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาก็นับว่าเป็นปีที่ย่ำแย่อยู่ดี ดังนั้นในปี 2009 ที่ เปเรซ ชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง เขาสัญญากับแฟนบอลว่าจะเอาถ้วยยุโรปกลับมา และจะทำไปพร้อมกับการเสริมทัพที่น่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยคุณภาพในทุกตลาด
สิ่งที่ตามมาเรียกได้ว่าเป็นการเปิดยุคสมัยของเจ้ายุโรป พวกเขาคว้า กาก้า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และตามมาด้วยแข้งฝีเท้าดีอย่าง เมซุต โอซิล, อังเคล ดิ มาเรีย, ลูก้า โมดริช, โทนี่ โครส และอีกหลายคนเกินกว่าจะกล่าวถึง นี่คือช่วงเวลาที่ มาดริด กลับมาวงแชมป์ยุโรปได้อีกครั้ง และในระหว่างทาง เปเรซ ก็ได้เปลี่ยนกลยุทธ์การทำทีมให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น เปลี่ยนจากการซื้อซูเปอร์สตาร์ที่ดังอยู่แล้ว มาเป็นการเซ็นสัญญาดาวรุ่งระดับโลก เช่น วินิซิอุส จูเนียร์, โรดรีโก้, เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม
เชซุส เบนโกเอเชอร่า นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวสเปน ให้สัมภาษณ์กับ BBC เกี่ยวกับยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด ในช่วงเวลานั้น โดยเขายกให้ เปเรซ คือหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องนี้

"ไม่ต้องสงสัยเลย ชายคนนี้นี่แหละคือต้นขั้วของความสำเร็จในยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมาของ เรอัล มาดริด มากที่สุด ผมคิดว่า เปเรซ คือคนที่ตื่นรู้ถึงโลกฟุตบอลที่หมุนไปทุก ๆ วัน ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าการเอาสตาร์ระดับโลกมาใส่รวมกันในทีมเดียวจะทำให้ทีมยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาได้แชมป์ไม่มากพอ"
เปเรซ เห็นความล้มเหลวของสิ่งที่เขาทำขึ้นมาใน กาลาติกอส โปรเจกต์แรก และเพื่อสร้างที่ทีมที่ยิ่งใหญ่ กินระยะได้ยาว ๆ พวกเขาจึงสร้างยุคที่เรียกว่า 'กาลาติกอส ในอนาคต' พวกเขามีแมวมองชั้นเยี่ยมอยู่ในมือ และพวกเขาแค่บอกว่า 'จงไปหานักเตะดาวรุ่งที่เก่งที่สุดในโลกก่อนที่ทีมอื่นจะหาเจอ แล้วไปเอาตัวพวกเขามาให้ผม' นั่นแหละคือช่วงเวลาที่เขาได้เรียนรู้ และขยับไปข้างหน้าอีกขั้น จิตวิญญาณแห่งแชมเปี้ยน ถูกส่งต่อให้ยอดนักเตะดาวรุ่งในรุ่นหลัง ... เด็กพวกนี้จะเติบโตขึ้นอย่างเก่งกาจ มีความยโสโอหัง เมื่อพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนี้
ส่วนผสมที่ลงตัว
เรอัล มาดริด เป็นทีมที่หากมีนักเตะคนหนึ่งที่เก่งมาก ๆ และเป็นผู้นำในห้องแต่งตัว พวกเขาจะใช้งานนักเตะนั้นได้อย่างถูกทางและคุ้มค่า เรียกได้ว่าถ้านักเตะคนนั้นเป็นอ้อย พวกเขาก็จะคั้นน้ำออกจนแห้ง และค่อยขายต่อให้ทีมในภายหลัง นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาใช้งานนักเตะหลายคนจนอายุเกิน 33 ปี ทั้ง โมดริช, โครส, เซร์คิโอ รามอส, คาริม เบนเซม่า และอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง
เหตุผลที่พวกเขาทำแบบนั้น ก็เพราะพวกเขาเชื่อว่า การเก็บนักเตะเหล่านี้ไว้ในทีม คือการสร้างสมดุลระหว่างความเก๋าของแข้งวัย 30 กว่า ๆ ผสมผสานกับความสดและความห้าวของนักเตะอายุ 20 ต้น ๆ ต่างฝ่ายต่างจะเสริมส่งกัน ฝั่งนักเตะอายุเยอะก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเตะอายุน้อย ส่วนกลุ่มแข้งดาวรุ่งก็จะเป็นขุมพลังที่คอยทดแทนรุ่นพี่ในยามที่ถึงเวลาต้องพัก คุณจึงสังเกตได้ว่า มาดริด โรเตชั่นแทบจะตลอด เกมไหนที่พวกเขาต้องการความเก๋า กลุ่มรุ่นใหญ่ก็จะได้นำหน้า ส่วนเกมไหนต้องการความสด เหล่าดาวรุ่งก็จะถูกส่งลงมาปล่อยพลัง

"มันสำคัญมากนะที่คุณต้องบาลานซ์ทีมให้ดี ระหว่างความสด, พละกำลัง, พลังงานความมุ่งมั่นจากกลุ่มนักเตะหนุ่ม ที่ถูกดูแลโดยกลุ่มผู้มากประสบการณ์ ผู้ที่เอาชนะมาแล้วทุกสนามที่ลงเล่น นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า Winning Mentality (จิตวิญญาณแห่งผู้ชนะ) ที่กลุ่มนักเตะ มาดริด ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ผมคิดว่า เรอัล มาดริด คือสโมสรที่รู้ค่าถึงสิ่งที่พวกเขามีอย่างแท้จริง" ซามี่ เคดิร่า อดีตกองกลางของ มาดริด กล่าว
ส่วนคอมเมนต์จาก พอล คลีเมนต์ อดีตสตาฟของทีมก็พูดถึงเรื่องนี้ไม่ต่างกันว่า "มาดริด ส่งต่อยุคสมัยของแชมป์ยุโรป จากยุคที่นำโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สู่ยุคของคนหนุ่มได้ คุณต้องให้เครดิตกับ โมดริช และ โครส เยอะ ๆ เลย 2 คนนี้คือมืออาชีพตัวจริง ไม่เคยมีนักเตะคนไหนยอดเยี่ยมทั้งในและนอกสนามเท่าพวกเขา นับตั้งแต่ผมทำงานโค้ชมา"
มาดริด ในตอนนี้ ใช้พลังของดาวรุ่งในการสร้างสรรค์และทำลายฝั่งตรงข้าม กลุ่มนักเตะหนุ่มของพวกเขาได้อิสระเยอะในการเล่น แต่พวกเขาก็มีผู้นำจริง ๆ ในสนาม คนที่คอยดึงจังหวะ คนที่คอยบอกให้ทุกคนในทีมรู้ว่า นอกจากอิสระที่จะเล่นแล้ว อย่าลืมความรับผิดชอบในการแบกทีมไปสู่ชัยชนะด้วย
ดังนั้นเราจึงได้เห็นในเกมยาก ๆ ของ แชมเปี้ยนส์ลีก ที่นักเตะอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์, จู๊ด เบลลิงแฮม และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ วิ่งเป็นม้า ใช้พลังส่วนมากในการช่วยทีมเล่นเกมรับเพื่อรักษาผลสกอร์ แต่กลับกัน บางครั้งในเกมลีกที่เจอทีมเล็ก ๆ พวกเขามักจะไม่ได้ใส่สุดตัว ชนิด เจ็บเป็นเจ็บ ตายเป็นตาย แบบนี้ ... ดังนั้นเราจึงได้เห็น มาดริด มักจะทำแต้มพลาดหล่นหายบ่อย ๆ ในเกมที่ไม่น่าพลาด
อย่างที่ได้กล่าวไว้ ฟุตบอลยุโรปกลายเป็นบ้านของพวกเขาไปแล้ว ทุกครั้งที่เกมยากและรอบลึก ๆ มาถึง มาดริด จะกลายเป็นอีกทีมไปโดยปริยาย ไม่ว่าในลีกพวกเขาจะแย่แค่ไหนก็ตาม

เพราฟุตบอลรอบน็อกเอาต์ใน แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ได้ตัดสินกันแค่แท็กติกอย่างเดียวเท่านั้น แต่มักตัดสินกันที่ การควบคุมอารมณ์ หลายทีมที่เล่นดีในลีก กลับพังในเกมใหญ่ของยุโรป แต่ เรอัล มาดริด มักทำตรงกันข้าม เหตุผลสำคัญคือ พวกเขามีผู้เล่นที่ “คุ้นเคยกับเกมเดิมพันสูง”
ผู้เล่นของ มาดริด แทบจะยกชุด ต่างผ่านเกมใหญ่ระดับโลกมาหลายสิบครั้ง พวกเขารู้ว่าควรเล่นอย่างไรเมื่อเกมเริ่มตึงเครียด ไม่ว่าจะเป็นรอบรองชนะเลิศ หรือรอบชิงชนะเลิศก็ตาม
ในเกมบีบหัวใจเช่นนี้ คู่แข่งจำนวนมากมักรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญกับบางสิ่งที่มากกว่าแค่ทีมฟุตบอล และบางครั้ง มันก็เหมือนกับว่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คือเวทีที่ เรอัล มาดริด เข้าใจมันดีที่สุดในโลก ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เรื่องฟลุกหรือโชคช่วย เพราะสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมพวกเขามาอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
Why Real Madrid ALWAYS win in Europe | Full Documentary | BBC Sport
https://www.youtube.com/watch?v=ItJ8QbNprnI
https://www.nytimes.com/athletic/5522005/2024/05/29/real-madrid-champions-league-final-la-decima/
https://www.nytimes.com/athletic/4985671/2023/10/26/real-madrid-florentino-perez-la-liga/
https://www.theguardian.com/football/2006/jul/03/europeanfootball.realmadrid
https://www.sanook.com/sport/1036757/
https://m.allfootballapp.com/news/All/10-players-whose-careers-went-downhill-after-joining-Real-Madrid/882365