
หากโชคชะตาหรือพระเจ้าคือคนเขียนบท ฤดูกาล 2001-02 ของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น คงเป็นหนึ่งในบทละครที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยมีมา
นี่คือเรื่องราวของทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามและดุดันที่สุดทีมหนึ่ง แต่กลับถูกจดจำในฐานะ "ผู้แพ้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด" ภายในเวลาเพียง 11 วัน
ติดตามเรื่องราวของทัพ "ห้างขายยา" ในวันที่พวกเขาถูกเรียกว่า "Neverkusen" ไปกับ Main Stand
ยกระดับห้างยา
ฟุตบอลเยอรมันในยุค 1990 ถึงยุค 2000 ต้น ๆ คุณปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ณ ตอนนั้น บาเยิร์น มิวนิค ยืนหนึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ (แม้เอาเข้าจริง ก็แทบทุกยุค) โดยยุคนั้นดูจะมีผู้ท้าชิงแบบจริงจังแค่ทีมเดียวนั่นคือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เท่านั้น
ช่วงรอยต่อของสหัสวรรษ เลเวอร์คูเซ่น พยายามจะสอดแทรกขึ้นมาเป็นทีมระดับแนวหน้าของลีกให้ได้ สโมสรเริ่มลงทุนมากขึ้นกับการซื้อขายนักเตะ จนค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ "2 เสือ" มากขึ้นทีละนิด ๆ จนกระทั่งในฤดูกาล 2000-01 แบร์ตี้ โฟ้กส์ พาทีมจบอันดับที่ 4 ของตารางบุนเดสลีกา ด้วยแต้มห่างจาก บาเยิร์น ทีมแชมป์อยู่ 6 แต้ม แต่ก็มากพอจะพาทีมคว้าตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือก
อย่างไรก็ตาม สโมสรดูเหมือนจะไม่พอใจนักกับผลงานของ โฟ้กส์ อดีตกุนซือที่เคยคุมทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ถึง 8 ปี แถมพาทีมอินทรีเหล็กคว้าแชมป์ยูโร ปี 1996 นั่นทำให้หลังจบซีซั่นดังกล่าว โฟ้กส์ โดนให้ออกจากตำแหน่ง และสโมสรดึง เคล้าส์ ท็อปโมลเลอร์ ในวัย 50 ปี เข้ามาคุมทีม

ช่วงเวลาดังกล่าว ท็อปโมลเลอร์ ไม่ได้เป็นโค้ชระดับขึ้นหิ้งมากมายนัก แต่บอร์ดบริหารเลือกเขาเพราะเขาให้คำมั่นสัญญาว่า จะทำฟุตบอลที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง สวยงาม และเป็นระบบแบบที่ทุกยูนิตในสนามจะสอดคล้องกันทั้งหมด กล่าวก็คือ พวกเขาจะเป็นทีมเล่นเกมรุก-รับ ด้วยกันทั้งทีม พร้อมใจกันไล่ล่าฟุตบอลออกจากเท้าคู่แข่งมาครอบครองให้ได้ ... ว่าง่าย ๆ มันคือศาสตร์ของ "โมเดิร์นฟุตบอล" ที่กำลังเป็นที่นิยมในทุกวันนี้นี่แหละ
ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ท็อปโมลเลอร์ จึงกล้าสัญญาขนาดนั้น เพราะนักเตะของ เลเวอร์คูเซ่น ก็ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ยกทีม หากพูดถึงเรื่องราวก่อนซีซั่น 2001-02 เริ่มขึ้น เพราะนักเตะทีมชุดนี้ส่วนใหญ่จะดังจากผลงานซีซั่น 2001-02 ทั้งสิ้น แม้มีตัวที่แฟนบอลพอรู้จักอยู่บ้าง อาทิ โอลิเวอร์ นอยวิลล์, มิชาเอล บัลลัค ที่โด่งดังขึ้นมาในฉายา "ไกเซอร์น้อย" รวมถึงกลุ่มม้าแก่อย่าง อูล์ฟ เคียร์สเท่น, แบร์นด์ ชไนเดอร์, คาร์สเท่น ราเมโลว์ และ เยนส์ โนวอตนี่
เพียงแต่เมื่อเหล่าตัวเก๋าที่ส่วนใหญ่เป็นแข้งท้องถิ่น ต้องมาเจอกับกลุ่มนักเตะต่างชาติอย่าง เซ โรแบร์โต้, ยิลดิราย บาสเติร์ก, ลูซิโอ, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, ดิเอโก้ พลาเซนเต้ และคนอื่น ๆ เรากลับพบว่า ท็อปโมลเลอร์ สามารถทำให้ทีมชุดนี้ติดเครื่องได้ทันทีตั้งแต่เริ่มต้นซีซั่น 2001-02
"ผมว่าเรามีทีมที่มีทัศนคติยอดเยี่ยม กลุ่มนักเตะชุดนี้มีคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ พวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา และผมคิดอย่างจริงจังว่าเราจะสามารถเป็นทีมที่เอาชนะคู่แข่งด้วยทีมเวิร์ก นั่นคือฟุตบอล เลเวอร์คูเซ่น ในแบบที่เราคุยกันไว้" ท็อปโมลเลอร์ ว่าเช่นนั้น ... และเมื่อฤดูกาลเริ่มขึ้น เขาก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดกำลังจะเกิดขึ้นจริงหลังจากนี้
ท็อปโมลเลอร์บอล
ความสนุกของ เลเวอร์คูเซ่น ในยุคนั้นคือ ความแปลกใหม่ หลากหลาย และยืดหยุ่น ยกตัวอย่างเช่นในยุคที่ทีมอื่น ๆ นิยมการเล่นแบบกองหน้าคู่ ท็อปโมลเลอร์ วาง นอยวิลล์ ที่สูงแค่ 170 เซนติเมตร เป็นกองหน้าตัวเป้าแค่คนเดียว นี่คือวิธีใหม่ หรือจะเรียกว่า "False 9" ที่มาก่อนกาลก็ได้ เพราะ นอยวิลล์ จะเป็นคนที่ไม่ได้ปักหลักห้อยเป็นกองหน้าตลอดเวลา แต่เขาจะขยับเป็นตัวที่คอยเชื่อมบอลกับเพื่อนไม่ว่าจะโยกออกริมเส้น หรือถอยหลังต่ำ

ซึ่งการฉากออกไปที่อื่นของเขาก็นำมาสู่การเปิดพื้นที่ให้ มิชาเอล บัลลัค ขึ้นมาเป็นตัวสอดทำประตูที่มีประสิทธิภาพ โดย บัลลัค จะทำงานร่วมกับเพลย์เมคเกอร์เล็กพริกขี้หนูอย่าง บาสเติร์ก ที่คุมจังหวะเกมอย่างฉลาด จ่ายบอลดี เลี้ยงบอลติดเท้า และคล่องแคล่วมาก ๆ
และวันไหนที่ระบบ ฟอลส์ 9 ไม่เวิร์ก หรือ นอยวิลล์ โดนรุมกินโต๊ะ พวกเขาก็พร้อมจะส่ง เบอร์บาตอฟ ที่โดดเด่นทั้งเรื่องการครองบอลและจบสกอร์ที่เฉียบคมลงมาเป็นกองหน้าเพื่อช่วยกดดันแนวรับคู่แข่ง ... ถ้าถึงที่สุดแบบที่ต้องการประตูจริง ๆ เสือเฒ่าที่มีความเป็นเบอร์ 9 ที่สุดในทีมอย่าง เคียร์สเท่น ก็จะลงมารับหน้าที่เล่นในกรอบเขตโทษ ซึ่งจะคอมโบได้ดีมาก ๆ กับตัวรุกคนอื่น ๆ ที่พร้อมจะป้อนเข้ามาให้กับเขา
ปีก 2 ข้างอย่าง เซ โรแบร์โต้ และ แบร์นด์ ชไนเดอร์ นอกจากจะมีลูกครอสจากด้านข้างที่แม่นยำมาก ๆ แล้ว ทั้ง 2 คนนี้ยังเป็นมือเตะลูกนิ่งที่แม่นยำ ทำให้ เลเวอร์คูเซ่น สร้างสูตรเซตพีซได้หลากหลายมาก อีกอย่าง ทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้เป็นปีกจรวดเร็วที่เป็นลมกรด แต่ทั้งคู่มีทักษะการเล่นเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ไม่หวงฟุตบอล โดยเฉพาะ เซ โรแบร์โต้ ที่ไม่ได้เด่นแค่เกมรุกอย่างเดียวเท่านั้น ในซีซั่นดังกล่าวเขาได้รับคำชมมากเรื่องการถอยไปเล่นเกมรับ ช่วยงานของแบ็กซ้ายอย่าง พลาเซนเต้ ที่ยังเป็นดาวรุ่งได้ดีมาก ๆ
ขณะที่กองกลางตัวรับอย่าง ราเมโลว์ จะถอยลงมายืนต่ำในระดาบเดียวกับ โนวอตนี่ และ ลูซิโอ เพื่อควบคุมพื้นที่แบบหลัง 3 ที่สามารถออกบอลได้ บิลด์อัพได้ หรือแม้กระทั่งให้จอมบู๊อย่าง ลูซิโอ ลากฝ่าคู่แข่งขึ้นไปสร้างเกมรุกเลยก็ยังได้ เพราะ ลูซิโอ เด่นเรื่องนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว นอกจากนี้การยืนหลัง 3 ในตอนที่ทีมได้ครองบอล ยังทำให้แบ็กอย่าง พลาเซนเต้ และ โซลตัน เซเบสเซ่น เติมไปเล่นเกมรุกร่วมกับ เซ โรแบร์โต้ และ ชไนเดอร์ ได้อีกด้วย
11 ตัวจริงขาประจำที่ เคล้าส์ ท็อปโมเลอร์ วางไว้ คือ (ระบบ 4-1-4-1) : ฮันส์-ยอร์ก บุตต์ ; โซลตัน เซเบสเซ่น, เยนส์ โนวอตนี่, ลูซิโอ, ดิเอโก้ พลาเซนเต้ ; คาร์สเท่น ราเมโลว์ ; แบร์นด์ ชไนเดอร์, ยิลดิราย บาสเติร์ก, มิชาเอล บัลลัค, เซ โรแบร์โต้ ; โอลิเวอร์ นอยวิลล์ โดยมีตัวสอดแทรกอย่าง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, อูล์ฟ เคียร์สเท่น และคนอื่น ๆ ... ซึ่งพวกเขาทุกคนได้รับคำชมมากมายจากสไตล์ฟุตบอลที่สร้างขึ้นมาในซีซั่นนั้น
"เลเวอร์คูเซ่น เล่นฟุตบอลได้อย่างเอนเตอร์เทน เราสร้างทีมชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และผมคิดว่าเราเป็นทีมที่ดีที่สุดในเยอรมันในซีซั่นนั้น" เคียร์สเท่น ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 1990 กล่าวย้อนความ

คุณไม่ต้องเชื่อคำพูดของนักเตะที่เกิดและโตกับสโมสรนี้อย่าง เคียร์สเท่น ก็ได้ แต่ถ้าคณเห็นสิ่งที่โกหกกันไม่ได้อย่างสถิติและตัวเลข คุณจะไม่แปลกใจที่ เคียร์สเท่น พูดแบบนั้น 14 เกมแรกของ บุนเดสลีกา เลเวอร์คูเซ่น ชนะ 11 เสมอ 3 และไม่แพ้ใครเลย ยิงได้ถึง 37 ประตู
ส่วนใน แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มรอบแรก (ยุคนั้นมีรอบแบ่งกลุ่ม 2 รอบ) แม้จะต้องอยู่กลุ่มเดียวกับ บาร์เซโลน่า และ ลียง (ชุด ลียง-ลงเป็นยิง) แต่ เลเวอร์คูเซ่น ก็เก็บ 12 แต้มเข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ ... ทุกอย่างดูยอดเยี่ยมไปเสียหมด เพียงแต่ว่าทุกคนต่างรู้ดี การจะเป็นแชมป์ได้ คุณต้องเก่งจนกระทั่งถึงตอนจบให้ได้ เพราะความผิดพลาดเพียงนิดเดียว สามารถทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังทลายได้อย่างง่ายดาย
และสำหรับ เลเวอร์คูเซ่น ชุดนี้ พวกเขาใช้เวลาในการล่มสลายเพียง 11 วันเท่านั้น
11 วันกับกงล้อแห่งโชคชะตาที่บิดเบี้ยว
จากความยอดเยี่ยมที่สร้างไว้ในช่วงต้นซีซั่น ท็อปโมลเลอร์ และลูกทีมของเขารักษาผลงานได้ดีระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้ไร้เทียมทานเท่าเดิม แต่ก็ยังนำเป็นจ่าฝูงของ บุนเดสลีกา (มี ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์น ไล่หลังมาห่าง ๆ) ขณะที่ฟุตบอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล ก็ผ่านเข้าถึงรอบชิงได้สบาย ๆ ด้วยชัยชนะที่ยิงคู่แข่งมากกว่า 1 ประตูทุกรอบ

ส่วนใน แชมเปี้ยนส์ลีก แม้จะตกอยู่ใน กรุ๊ปออฟเดธ ในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 ร่วมกับ อาร์เซน่อล, ยูเวนตุส และ เดปอร์ติโว ลา คอรุนญ่า ตัวแสบในยุคนั้นจาก ลา ลีกา แต่ เลเวอร์คูเซ่น ก็ผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม เข้าไปตัดกับ ลิเวอร์พูล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
พวกเขาแพ้ก่อนใน 0-1 ที่ แอนฟิลด์ แต่เมื่อกลับมาเล่นที่ ไบอารีนา บัลลัค, เบอร์ตาตอฟ และ ลูซิโอ ก็ช่วยกันยิงพาทีมชนะ 4-2 เข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศที่ต้องเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่ง เลเวอร์คูเซ่น ก็ผ่านได้อีกด้วยการเสมอทั้ง 2 นัดโดยมี โอลิเวอร์ นอยวิลล์ เป็นตัวแสบยิงประตูทั้ง 2 นัด เขี่ยปีศาจแดงตกรอบด้วยกฎอเวย์โกล (โอลด์ แทรฟฟอร์ด 2-2, ไบอารีนา 1-1) ... ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปอย่างเหลือเชื่อ

มาถึงตรงนี้พวกเขาต้องลุ้น 3 แชมป์อย่างเต็มตัว ในเกมลีกอีก 3 นัดสุดท้าย พวกเขานำ ดอร์มุนด์ ถึง 5 แต้ม ขอแค่ชนะอีกสักนัดก็แชมป์แล้ว ดูยังไงก็ไม่น่ายากเกินใจ พร้อมรอชิงอีก 2 ถ้วย รายการหนึ่งที่เบอร์ลินกับ ชาลเก้ อีกรายการที่กลาสโกว์กับ เรอัล มาดริด ... เลเวอร์คูเซ่น เป็นกระแสในโลกฟุตบอล ณ ตอนนั้น ทั้งโลกจับตามองพวกเขาในฐานะม้ามืดที่มาแรงเกินคาด ... และมันเป็นธรรมดาที่เมื่อทุกคนคาดหวังอะไรสักอย่างในตัวคุณ หากคุณจิตใจไม่แข็งแกร่ง คุณอาจจะต้องพบกับความกดดันอย่างมหาศาล แบบที่คุณไม่สามารถแบกรับมันได้
11 วันอันตรายของพวกเขา เริ่มจากพ่ายคาบ้านให้กับ แวร์เดอร์ เบรเมน 1-2 เมื่อวันที่ 20 เมษายน การแพ้เกมนี้เริ่มทำให้ เลเวอร์คูเซ่น ไม่มั่นใจในตัวเองจากคำบอกเล่าของนักเตะในทีมชุดนั้น
ก่อนที่เกมต่อมา พวกเขาจะบุกไปแพ้ เนิร์นแบร์ก 0-1 ทำให้ตอนนี้พวกเขาไม่ได้กำหนดชะตาตัวเองอีกแล้ว จากนำ 5 แต้ม เหลือตาม 1 แต้มในเกมสุดท้าย แม้ที่สุดแล้ว เลเวอร์คูเซ่น จะเล่นเกมปิดซีซั่นด้วยการชนะ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 2-1 แต่ก็ตามไม่ทัน พวกเขาเป็นรองแชมป์ด้วยความห่าง 1 คะแนนไปแบบเจ็บปวด
7 วันต่อมา ความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล ให้กับ ชาลเก้ แชมป์เก่า เป็นภาพสะท้อนของทั้งฤดูกาลและการล่มสลายของพวกเขา
เลเวอร์คูเซ่น เป็นฝ่ายครองเกมเมื่อนำ 1-0 ความตึงเครียด ณ เบอร์ลิน ของพวกเขาคลายลงด้วยประตูแรกของ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ แต่ ชาลเก้ ตีเสมอได้จาก ยอร์ก โบห์เม่ ในช่วงท้ายครึ่งแรก และท้ายที่สุดสติของ เลเวอร์คูเซ่น ก็กระเจิง ครึ่งหลัง ชาลเก้ มาเร่งเครื่องม้วนเดียวและปิดฉากเกมด้วยการถล่มคู่แข่งไป 4-2
ท็อปโมลเลอร์ ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า "บางครั้งคุณก็ต้องแพ้ และคุณก็ต้องยอมรับ เราเหลือเวลาอีก 4 วันเพื่อลืมความพ่ายแพ้นี้และมุ่งหน้าไปสู่กลาสโกว์" ... แต่บังเอิญว่าลูกทีมของเขาดันถูกความพ่ายแพ้ 2 ถ้วยติดภายใน 5 วันครอบงำ สลัดฝันร้ายทิ้งไม่ได้ และนั่นไม่ดีเลยก่อนเกมชิงดำกับราชายุโรปอย่าง มาดริด
"เราแค่ต้องการทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อคว้าชัยชนะพิเศษปิดท้ายฤดูกาล หลังจากที่เราพลาดโอกาสไปสองครั้งในเยอรมนี เรารู้สึกผิดหวังที่แพ้ แต่เราอยากแก้ตัวกับ เรอัล มาดริด นี่คือโอกาสเดียว ... ต้องทุ่มสุดตัว ผมมั่นใจว่าเราจะรู้สึกประหม่า แต่เรามั่นใจ เรายังมีโอกาสที่จะคว้าถ้วยรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฟุตบอลยุโรปเมื่อจบฤดูกาล" ฮันส์-ยอร์ก บุตต์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกม

และสุดท้าย เมื่อวันแข่งขันนัดชิงดำมาถึง ไม่ต้องบรรยายกันเยอะ ทุกคนรู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น เรอัล มาดริด ชนะไป 2-1 จากสุดยอดลูกวอลเลย์ของ ซีเนดีน ซีดาน ... พวกเขาส่ง เลเวอร์คูเซ่น คว้ารองแชมป์ไปอีกด้วย ... 11 วัน แพ้ 3 ถ้วย ความผิดหวังนี้ถึงกับทำให้ BILD สื่อดังของเยอรมนีพาดหัวข่าวว่า "Neverkusen" หรือ เนเวอร์คูเซ่น - ทีมที่ไม่มีวันได้แชมป์
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วเมืองเลเวอร์คูเซ่น ฉายา Neverkusen ถูกสื่อทั่วโลกประโคมใส่พวกเขาอย่างเจ็บแสบ ... แต่เมื่อคุณย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คุณก็จะพบว่า เลเวอร์คูเซ่น ในปีนั้น เป็นทีมที่แข็งแกร่งขนาดไหน พวกเขาผ่านเรื่องราว และสร้างเกมที่ยิ่งใหญ่มากมาย น่าเสียดายที่ทุกอย่างถูกลืมเพราะความพ่ายแพ้ใน 11 วันสุดท้ายของีซั่น
"ในโลกของฟุตบอล บางครั้งคุณไม่ได้รางวัลที่คุณสมควรได้รับเสมอไป บรรดานักเตะยังคงนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์และฝันถึงฤดูกาลที่ผ่านมา ... น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจบลงแล้ว"
"มันดูโหดร้ายก็จริง แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ตลอดซีซั่นก็คือ พวกเราเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม เราสร้างบรรยากาศสุดยอดขึ้นมาท่ามกลางแรงสนับสนุนมากมาย เราเสียสละอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งนั้น แม้มันจะไม่สำเร็จในตอนท้ายก็ตาม" ท็อปโมลเลอร์ กล่าวย้อนความถึงปีที่เจ็บแสบนั้น

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า แม้พวกเขาจะ "ชิงอะไรก็แพ้" ในปีนั้น แต่ เลเวอร์คูเซ่น 2001-02 กลับกลายเป็นทีมที่แฟนบอลจดจำและโหยหามากที่สุดทีมหนึ่ง เพราะมันคือการย้ำเตือนว่า ฟุตบอลไม่ได้สวยงามแค่ตอนจบที่ได้ชูถ้วย แต่มันสวยงามที่ความพยายามและการต่อสู้อย่างกล้าหาญจนหยดสุดท้าย
แม้จะเป็นพระรอง ... แต่พวกเขาก็เป็นพระรองที่โลกไม่เคยลืม
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/2001%E2%80%9302_Bayer_04_Leverkusen_season
https://www.theguardian.com/football/2002/dec/23/newsstory.sport4?utm_source=chatgpt.com
https://www.bild.de/sport/fussball/bayer-leverkusen/wird-jetzt-alles-anders-mythos-vizekusen-87085366.bild.html
https://www.skysports.com/football/news/3580816/ballack-hoping-to-make-amends?utm_source=chatgpt.com
https://www.fourfourtwo.com/features/horror-treble-remembering-worst-collapse-european-football
https://worldsoccertalk.com/news/the-greatest-teams-bayer-leverkusen-2001-2002-20150318-CMS-133728.html