Feature

คนชั่วคราวที่ (อาจ) มีของ : ไมเคิล คาร์ริค กับปรัชญาฟุตบอลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เลือก | Main Stand

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นเต็งจ๋ากุนซือชั่วคราวของ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอดในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

 


ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน ไมเคิล คาร์ริค กลับกลายเป็นที่ถูกเลือกแบบแซงเข้าวินในแบบสุดเซอร์ไพรส์ 

อะไรที่ทำให้บอร์ดบริหารผีแดงเปลี่ยนในโค้งสุดท้าย พวกเขาเห็นอะไรในตัว คาร์ริค บ้าง ?  … นี่คือเรื่องราวจาก Main Stand 

 

1 เดียวจาก 3 คน

อย่างที่หลายคนทราบกัน หลังจากที่ รูเบน อโมริม โดนปลดจากตำแหน่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ตั้งธงแน่นอนว่ากุนซือที่จะเข้ามาทำงานแทนจะต้องเป็นแค่ "กุนซือชั่วคราว" ที่มีอายุงานสั้นแค่จบซีซั่น 2025-26 เท่านั้น 

เหตุผลที่พวกเขาตัดสินใจแบบนั้น อาจเป็นเพราะพวกเขามีบทเรียน "การเปลี่ยนกุนซือใหม่ระหว่างซีซั่น" ชั้นดี ในวันที่พวกเขาปลด เอริค เทน ฮาก และ ตั้ง อโมริม เข้ามาทำงานแทน ซึ่งผลสุดท้ายนอกจากพวกเขาจะทำให้ซีซั่น 2024-25 สูญเปล่าแล้ว ก็ยังไม่ได้มีผลดีอะไรกับซีซั่นต่อมาด้วย 

ความล้มเหลวในอดีต บีบให้ ยูไนเต็ด อยู่ในสถานะไม่สามารถพลาด 2 ทีติด ๆ กันได้อีกแล้ว ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุด คือ การหาคนที่มารับตำแหน่งกุนซือชั่วคราวมาทำงานให้จบไปก่อน และจากนั้นค่อยคัดสรรกุนซือใหม่อีก 1 ครั้ง เมื่อซัมเมอร์มาถึง

ซึ่งแคนดิเดตกุนซือชั่วคราวก็ถือเป็น "คนใน" ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์, ไมเคิล คาร์ริค และ รุด ฟาน นิสเตลรอย ทั้ง 3 คนนี้เคยเป็นอดีตนักเตะของทีม และเคยคุมทีม ปีศาจแดง มาแล้วทั้งนั้น ในรายของ โซลชาร์ นั้นมากกว่าใคร เพราะเคยนั่งตำแหน่งกุนซือใหญ่มาแล้ว แต่สำหรับ คาร์ริค และ นิสเตลรอย นั้น มีโอกาสได้คุมทีมเป็นกุนซือขัดตาทัพคนละ 3 เกม ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กุนซือคนต่อไปตามลำดับ 

บทสรุปจากสำนักข่าวต่างประเทศหลาย ๆ แหล่งนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การตัดสินใจเลือก คาร์ริค แบบพลิกล็อกทั้ง ๆ ที่ชื่อของ โซลชาร์ นำโด่งมาในโพลตั้งแต่แรก เกิดจากการประชุมช่วงเช้าของ โอมาร์ แบร์ราดา ซีอีโอ ของทีม, เจสัน วิลค็อกซ์ ผอ.กีฬา และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ 

เฟอร์กี้ นั้น ได้รับเชิญเข้ามาแสดงความคิดเห็น เพราะเขารู้จักทั้ง 3 คนดีจากการเคยเล่น และทำงานที่ยูไนเต็ด ซึ่งท้ายที่สุดหวยก็ออกที่ คาร์ริค เนื่องจาก คาร์ริค ได้นำเสนอโปรเจกต์ที่ตรงใจกับทีมสัมภาษณ์ นอกจากนี้ทั้ง 3 คนยังเชื่อว่า คาร์ริค นั้น มีความเป็นโค้ช (หมายถึงการลงลึกไปสอนนักเตะ และการจัดโปรแกรมซ้อม) มากกว่า โซลชาร์ ด้วย 

ส่วนเรื่องอื่น ๆ มีรายละเอียดออกมาในเชิงข่าวกอสซิปว่า เหตุผลที่ โซลชาร์ ไมได้รับเลือก เพราะเขามีเงื่อนไขเพิ่มเติมเช่นการขอรับโบนัส เมื่อทำตามโจทย์ที่บอร์ดวางไว้ได้ นอกจากนี้เขายังอยากได้สัญญา 1 ปี และอาจจะมองไปถึงการรับตำแหน่งถาวรเป็นหนที่ 2 ของตัวเองด้วย แตกต่างกับ คาร์ริค ที่รับทุกข้อเสนอ และบอกว่า "เขายังมีงานที่ค้างไว้กับสโมสรนี้" ซึ่งว่ากันว่าไอเดียของ คาร์ริค เมื่อครั้งก่อน โดนใจ ราล์ฟ รังนิก จนรังนิกอยากจะดึงตัวไว้ทำงานร่วมกันมาแล้ว 

ท้ายที่สุดการตัดสินก็จบที่ ไมเคิล คาร์ริค กุนซือที่มีประสบการณ์คุมทีมระดับอาชีพไม่ถึง 200 เกม ... คำถามต่อมา คือ ฟุตบอล และปรัชญาของเขาเป็นแบบไหน ทำไมจึงชนะใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ 

 

ปรัชญาของ คาร์ริค

"ผมเกลียดคำว่าปรัชญาจริง ๆ นะให้ตายสิ" นี่คือประโยคที่ไมเคิล คาร์ริค ตอบคำถามสื่อ หลังจากถามว่า "ปรัชญาฟุตบอลของเขาเป็นแบบไหน" ... และเมื่อเขาไม่ตอบด้วยตัวเอง เราจึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปตอนที่เขาทำงานที่ มิดเดิลสโบรห์ ซึ่งเป็นการทำงานกุนซือใหญ่ครั้งแรก และครั้งเดียวของเขา ก่อนจะได้รับตำแหน่งที่ ยูไนเต็ด ตอนนี้ 

ไมเคิล คาร์ริค ไม่ใช่โค้ชประเภทที่ชอบพูดคำว่า “ปรัชญา” แต่ในความย้อนแย้งนั้นเอง คาร์ริคกลับเป็นหนึ่งในโค้ชที่มีปรัชญาชัดเจนมากที่สุดคนหนึ่ง เพียงแค่เขาไม่เคยรู้สึกจำเป็นต้องประกาศมันออกมาดัง ๆ

ถ้าจะอธิบายฟุตบอลของคาร์ริคในประโยคเดียว มันคือ การควบคุมเกมด้วยสมอง ไม่ใช่อารมณ์ สมัยเป็นนักเตะ เขาเป็นมิดฟิลด์ที่ไม่เร่ง ไม่ตื่น ไม่วู่วาม สมัยเป็นโค้ช เขาก็ทำทีมแบบเดียวกัน ที่มิดเดิลสโบรห์ คาร์ริคมอบ "คาแรกเตอร์" ให้ทีมทันที เมื่องานของเขาเริ่ม

The Athletic สรุปจากสถิติตลอดการคุมทีมโบโร่ของเขาว่า ฟุตบอลของคาร์ริค ส่วนใหญ่เป็นระบบ 4-2-3-1 แผนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่การกำหนดหน้าที่ให้นักเตะในทีมต่างหากที่เขาเน้นย้ำ เขามักจะสื่อสาร และลงลึกในการซ้อมเพื่อให้ลูกทีมเข้าใจอย่างชัดเจนว่า "เมื่อคุณได้บอล หน้าที่ของคุณคืออะไร" 

ฟุตบอลของ คาร์ริค เน้นที่การครองบอลให้เหนือกว่าโดยเฉพาะในแดนตัวเองและกลางสนาม(แดน 1 และ แดน 2) จากนั้นจะใช้การผ่านบอลเพื่อควบคุมจังหวะ และเปิดช่องเกมรับของคู่แข่ง จนกระทั่งถึงพื้นที่สุดท้าย ทีมจะต้องโจมตีด้วยความเด็ดขาด รวดเร็ว ดังนั้นเขาสั่งให้ลูกทีมของเขา "ต้องกล้าตัดสินใจ" 

ซึ่งในช่วงที่แท็กติกของเขาเบ่งบาน และทีมกำลังฟอร์มพีก โบโร่ เคยยิงได้ถึง 66 ประตู จาก 30 เกมแรกที่เขาคุมทีม จนเกิดคำชมจากแฟน ๆ เดอะ โบโร่ ว่าเป็นฟุตบอลที่สนุกที่สุดในรอบหลายปี 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทีมงานของ INEOS เลือก คาร์ริค เพราะเชื่อว่าเขามีความเป็นโค้ชมากกว่า โซลชาร์ ซึ่งตัวอย่างก็เคยเกิดขึ้นที่ โบโร่ เมื่อครั้งหนึ่ง เขาพัฒนา ชูบา อัคปอม กองหน้าที่แทบไม่มีใครพูดถึง ยิงได้แค่ 6 ประตูจาก 2 ซีซั่น ทว่าเมื่อ คาร์ริค มาคุมทีม เขาเริ่มขยับตำแหน่ง และแนะนำให้นักเตะเปลี่ยนวิธีการมองเกมใหม่ สุดท้ายในซีซั่นแรกที่ทำงานร่วมกัน อัคปอม กดไป 28 ประตูในลีก จนเขาเคยพูดว่า "คาร์ริค คือโค้ชแบบที่เขาฝันถึงมาตลอดอาชีพ" เลยทีเดียว

คาร์ริค อธิบายต่อว่า แม้ฟุตบอลของเขาจะเน้นการครองบอลและความสวยงาม แต่เขาเชื่อว่าทุกอย่างสามารถพลิกแพลงให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ เช่น ในบางเกมที่ต้องเน้นผลเพื่อเอาชนะ เขาก็พร้อมโยนปรัชญาทิ้งไป และเน้นไปที่การแข่งขันตรงหน้าเป็นอันดับแรก เขาเชื่อว่า "แม้แต่ทีมที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ยังมีวันที่เล่นไม่ดี และกระเสือกกระสนในการหาทางเอาชนะ" 

อีกเรื่องหนึ่งที่นักเตะโบโร่ หรือคนรอบข้างของเขาพูดถึง คือเรื่องของวิธีการทำงาน คาร์ริค เป็นคนที่ไม่ตำหนิลูกทีมต่อหน้าสาธารณะ ในช่วงที่ โบโร่ ฟอร์มตก เขามักจะไม่สร้างเรื่องราวให้ตัวเองป็นผู้ถูกกระทำ แต่เลือกจะปกป้องทีม และพยายามแก้ปัญหากันภายในมากกว่า  

บุคลิกแบบนี้ทำให้เขาได้รับความเคารพจากนักเตะ แม้จะไม่ใช่โค้ชที่เสียงดังหรือคาแรกเตอร์ตึงจัด คนที่ทำงานใกล้ชิดกับเขาที่สนามซ้อม พูดเหมือนกันว่า “เขาเป็นคนเข้าถึงยาก ถ้าไม่รู้จัก แต่ถ้ารู้จักแล้ว จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่น่าเชื่อใจ และจริงใจ” นั่นคือข้อดีทั้งหมดของ คาร์ริค ที่เราพอจะสรุปได้จากงานคุมทีมครั้งเดียวของเขา คำถามต่อมาคือ... ถ้าเขาดีขนาดนั้น ทำไมยังโดนไล่ออกที่ โบโร่ ? เขาไม่มีข้อเสียเลยหรือ ? 

 

เหรียญอีกด้าน

แม้ฟุตบอล คาร์ริค จะทำให้ มิดเดิลสโบรห์ ขึ้นมาเป็นทีมระดับแถวหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถคว้าตั๋วเลื่อนชั้นได้ เมื่อผ่านไป 3 ฤดูกาล และในฤดูกาลสุดท้ายของ คาร์ริค กับทีม แฟนบอล "เดอะ โบโร่" ค่อนข้างหงุดหงิดกับผลงานของทีมภายใต้การคุมทีมของ คาร์ริค อย่างจัง

คำวิจารณ์ที่มีต่อเขา มีหลัก ๆ 3 อย่าง ได้แก่ การเป็นโค้ชที่ไม่มีแผนสอง, การครองบอลด้านข้างที่มากเกินไป และฟุตบอลที่เอาแต่แปะบอลไปมา ชักช้าและน่าเบื่อ 

เหตุผลที่แท้จริงอาจจะเป็นเพราะในซีซั่นนั้น โบโร่ ต้องเสียตัวหลักออกไปหลายคน เช่น อัคปอม ที่ย้ายไป อาแจ็กซ์, มอร์แกน โรเจอร์ส ที่ย้ายไป แอสตัน วิลล่า, ขณะที่ตัวหลักที่ยืมตัวมาอย่าง แซ็ค สเตฟเฟ่น, คาเมร่อน อาเชอร์ และ ไรอัน ไจล์ส ต้องกลับไปยังสังกัดแม่ จนทำให้ทีมขาดคุณภาพ และไม่สามารถหาคนใหม่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวได้  

นั่นคือสิ่งที่ คาร์ริค ต้องยอมรับ เพราะมีผลงานที่ไม่ดีเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในช่วงท้ายซีซั่นที่ทีมยิงประตูไม่ได้ถึง 4 จาก 6 เกม แม้ ณ เวลานั้นจะไม่มีนักเตะคนไหนลุกขึ้นมาต่อต้านเขา แต่ว่ากันว่าความเชื่อมั่นในตัวเขาลดลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

บอร์ดบริหารของ โบโร่ พยายามเรียกตัว คาร์ริค เข้ามาประชุม เพื่อต้องการโน้มน้าวให้เขาลองเปลี่ยนแนวทางการเล่นใหม่ แต่ คาร์ริค ปฎิเสธที่จะปฎิวัติปรัชญาของตัวเอง และเขาสัญญาว่าเขาจะพยายามขัดเกลาให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น ... ทว่าที่สุดแล้วบอร์ดบริหารไม่ได้คิดว่าวิธีของเขาจะเวิร์ก และแฟนบอลก็คิดว่าเขาเป็นกุนซือหัวรั้น ดื้อ และบ้าปรัชญาจนเกินไป สุดท้ายก็นำไปสู่การแยกทางในตอนจบ 

แม้ คาร์ริค จะบอกว่าเขาเกลียดคำว่าปรัชญา แต่เขาก็พูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง คือ บางครั้งสำหรับอาชีพโค้ชการมาคุยเรื่องปรัชญาฟุตบอลมันก็เสียเวลาเปล่า เพราะผลงานในสนามต่างหากที่ตัดสินว่าความเชื่อ และสิ่งที่คุณลงมือทำนั้น มันแสดงผลได้จริงแค่ไหน และเมื่อผลการแข่งขันไม่มา ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปโดยปริยาย 

จากแดนอีสานผ่านไป 1 ปี คาร์ริค เดินทางขึ้นเหนือกลับมาสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในตอนนี้ แม้งานนี้จะเป็นงานแค่ชั่วคราว แต่งานนี้ อาจจะเหมาะกับเขาก็เป็นได้ และจากทั้งหมดที่เรากล่าวมา ก็สามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมเขาจึงเหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งกุนซือ 6 เดือนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้ 

มันมีเหตุผลหลายอย่าง ประการแรกกลุ่ม INEOS คงไม่กล้าแต่งตั้งคนนอกเข้ามารับงานนี้แน่ เพราะถ้าเกิดเข้ามาแล้วผิดพลาด เสียงวิจารณ์จะดังขึ้นเป็นพิเศษ และพวกเขาจะถูกมองว่าไร้วิสัยทัศน์ไปโดยปริยาย 

การเอาศิษย์เก่ากลับมาทำทีมถือเป็นตัวเลือกที่เพลย์เซฟสำหรับบอร์ดบริหาร เพราะแน่นอนว่าแฟนบอลน่าจะเข้าใจว่านี่คือการทำงานแค่ชั่วคราว ถ้าผลงานดีก็จะมีคำชื่นชมเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าผลงานไม่ดี เชื่อว่าแฟนบอลหลายคนจะเข้าใจได้ว่าเป็นการเข้ามาในช่วงเวลาที่ทีมกำลังแย่ แม้จะผิดหวัง แต่ไม่มากไปกว่าการเอาโค้ชคนนอกเข้ามาทำทีมในช่วง 6 เดือนนี้แน่ ๆ 

บอร์ดบริหารเล่นแบบเพลย์เซฟอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้น การมาของ คาร์ริค ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าลอง หากเราเปรียบเทียบกับ โซลชาร์ ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้มีผลงานโค้ชเป็นชิ้นเป็นอันกับทีมล่าสุดอย่าง เบซิคตัส อีกทั้งเคยสอบตกกับ ยูไนเต็ด ไปแล้ว หากเอากลับมาทำทีมอีกครั้ง ก็จะเหมือนกับการไม่ได้เดินหน้าไปไหนเลย

บางที คาร์ริคอาจไม่ใช่โค้ชสายปฏิวัติ ไม่ใช่คนที่จะมาประกาศยุคใหม่ด้วยคำพูดสวยหรู  แต่เขาคือโค้ชที่เชื่อว่า ฟุตบอลที่ดี เริ่มจากความเข้าใจเกม ความเข้าใจคน และความนิ่งในวันที่ทุกอย่างวุ่นวาย ... ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งหมดนี้จะเป็นสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดหายไป ณ ปัจจุบัน .. ทีนี้ก็เหลือแค่ให้ คาร์ริค พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานในสนามแล้ว 

 

แหล่งอ้างอิง :

https://www.nytimes.com/athletic/6954763/2026/01/13/michael-carrick-manager-manchester-united/
https://www.nytimes.com/athletic/6965299/2026/01/13/michael-carrick-man-utd-manager-interim-why/
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47602042/how-manchester-united-chose-michael-carrick-head-coach
https://www.independent.co.uk/sport/football/man-united-michael-carrick-interim-latest-news-b2899651.html

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand