FEATURE

กว่าจะได้ลุยศึก : เส้นทางของนักบอลเมียนมา ชุดซูซูกิ คัพ 2020 เจอกับอะไรบ้าง | Main Stand



ทีมชาติเมียนมา ถือเป็นหนึ่งในทีมที่ถูกจับตามองมากที่สุดในฟุตบอลซูซูกิ คัพ 2020 แม้พวกเขาจะไม่ใช่เต็งแชมป์ของการแข่งขัน แต่นั่นเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองหลังการรัฐประหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักฟุตบอลโดยตรง

 


นักฟุตบอลถูกยิงเสียชีวิตในร้านอาหาร, นักฟุตบอลลี้ภัยไปประเทศญี่ปุ่น, ลีกฟุตบอลถูกยกเลิกการแข่งขันตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม และนักฟุตบอลที่ประกาศบอยคอตการเล่นให้ทีมชาติ ทั้งหมดนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2021 และทำให้แผนการเตรียมทีมซูซูกิ คัพ พังไม่เป็นท่า

Main Stand บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของทีมชาติเมียนมาในรอบปีที่ผ่านมา และการรวมทีมเพื่อสู้ศึกซูซูกิ คัพ ท่ามกลางปัญหารอบด้านที่เกิดขึ้นภายในประเทศ

 

บอยคอตเพื่อประชาธิปไตย 

ความวุ่นวายทั้งหมดที่ฟุตบอลทีมชาติเมียนมาต้องพบเจอในปี 2021 มีจุดเริ่มต้นจากความวุ่นวายทางการเมือง หลังการรัฐประหารในประเทศพม่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดย มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำรัฐประหารเมียนมาเข้ายึดอำนาจการปกครองจาก ออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ (มีศักดิ์เทียบเท่านายกรัฐมนตรี) ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ก่อนที่เจ้าตัวจะแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี

การรัฐประหารครั้งนี้สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมากในประเทศเมียนมา เมื่อบวกกับการเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจเผด็จการของประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฮ่องกง และ ไทย ประชาชนชาวเมียนมาจึงลุกขึ้นต่อสู้ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อประท้วงรัฐบาลทหารเมียนมา

เมียนมา ฮ่องกง และไทย ต่างต่อสู้ภายใต้แนวคิดหลักเดียวกัน คือ "ต่อต้านอำนาจเผด็จการ" (Anti-Authoritarian) ภายใต้ขบวนการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นความร่วมมือแบบหลวม ๆ ในนาม "พันธมิตรชานม" (Milk Tea Alliance) โดยผู้เคลื่อนไหวในกลุ่มนี้จะมีการแสดงออกที่ใช้ร่วมกัน คือการชูสามนิ้วขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาจากภาพยนตร์ชุด The Hunger Games ที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจเผด็จการในภาพยนตร์จะแสดงออกด้วยวิธีนี้

แนวคิดนิยมประชาธิปไตยและการแสดงออกเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารผ่านการชูสามนิ้ว แพร่กระจายไปยังกลุ่มคนทุกอาชีพ ทุกชนชั้นในประเทศเมียนมา รวมถึง นักฟุตบอล ด้วยเช่นกัน ซึ่งการเคลื่อนไหวของบรรดานักเตะเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นแทบจะในทันทีหลังการรัฐประหาร ซึ่งในขณะนั้นมีประชาชนชาวเมียนมาถูกสังหารและถูกจับกุมไปแล้วมากมาย

นักฟุตบอลชาวเมียนมาคนแรกที่ตัดสินใจแสดงจุดยืนประชาธิปไตย คือ คยอ ซิน ฮเท็ต ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติเมียนมา โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อตั้งแต่หลังเกิดการรัฐประหารใหม่ ๆ ว่า เขาจะไม่ลงเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติเมียนมา ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร


Photo : kyodonews

"เราจะเล่นฟุตบอลบนถนนจนกว่าประเทศของเราจะได้ประชาธิปไตย เราจะไม่เล่นให้กับทีมชาติเมียนมาภายใต้เผด็จการทหาร และเราออกมาประท้วงในวันนี้เพื่อส่งข้อความนี้ออกไป" คยอ ซิน ฮเท็ต ให้สัมภาษณ์กับสื่อจากประเทศเยอรมัน

ข้อความที่ คยอ ซิน ฮเท็ต ส่งออกไปนั้นได้ผล เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เฮียน เฮต ออง (Hein Htet Aung) ปีกวัย 20 ปีที่ค้าแข้งอยู่กับสโมสรสลังงอร์ ในลีกมาเลเซีย ซึ่งแสดงความดีใจหลังทำประตูได้ด้วยการชูสามนิ้ว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม จนกลายเป็นข่าวฮือฮาอย่างมากในประเทศเมียนมา

หลังการชูสามนิ้วของนักฟุตบอลวัยรุ่น คยอ ซิน ฮเท็ต จึงออกมาเรียกร้องให้นักฟุตบอลอีกหลายคนกล้าแสดงออกถึงจุดยืนทางประชาธิปไตย เพราะนี่จะเป็นการกระตุ้นให้บรรดานักเตะรุ่นเยาว์ตัดสินใจหันหลังให้แก่การเล่นให้กับทีมชาติเมียนมา และจะเป็นการอารยะขัดขืนที่มีพลังมากที่สุด เท่าที่นักฟุตบอลชาวเมียนมาจะทำได้ โดยนักฟุตบอลรุ่นซีเนียร์ของทีมชาติเมียนมา ต่างพาเหรดกันชูสามนิ้ว และประกาศไม่รับใช้ทีมชาติเป็นการชั่วคราว ซึ่ง ซอว์ มิน ตุน ปราการหลังของสโมสรตราด เอฟซี และอดีตกัปตันทีมชาติเมียนมาก็เป็นหนึ่งในนั่น

การแสดงออกของนักฟุตบอลชาวเมียนมากระจายตัวเป็นวงกว้าง แม้จะถูกคุกคามอย่างหนักโดยรัฐบาลทหาร โดย พเย เลียน อ่อง (Pyae Lyan Aung) ผู้รักษาประตูที่ลงเล่นในเกมฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกที่พบกับญี่ปุ่นได้ตัดสินใจชูสามนิ้วขณะเคารพธงชาติในเกมดังกล่าว จนต้องลี้ภัยในประเทศญี่ปุ่น ส่วน ชิต โบ เยียน (Chit Bo Nyein) กองกลางทีมชาติเมียนมารุ่น U-21 ตัดสินใจออกไปเดินประท้วงบนท้องถนน ก่อนถูกทหารบุกยิงเสียชีวิตที่ร้านอาหารของครอบครัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้นักฟุตบอลในเมียนมาหลายคนต่างถอนตัวจากทีมชาติเป็นว่าเล่นด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการแสดงออกจุดยืนทางการเมือง ซึ่งผลลัพธ์ของการถอนตัวยกใหญ่นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับรัฐบาลทหารเท่าไรนัก แต่กลับส่งผลกระทบกับทีมชาติเมียนมาที่เตรียมตัวสู้ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ปลายปี 2021 แบบเต็ม ๆ
 

สร้างทีมที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

สำหรับชาวเมียนมา ฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ถือเป็นรายการสำคัญที่พวกเขาตั้งความหวังจะประสบความสำเร็จสักครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดคือก้าวขึ้นมาทัดเทียมประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งความตั้งใจในการพัฒนานี้แสดงให้เห็นทั้งจากการส่งนักเตะชื่อดังมาค้าแข้งในไทยลีก เช่น อ่อง ธู (Aung Thu) และ จอ โคโค (Kyaw Ko Ko) หรือ การดึงเฮดโค้ชชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมเพื่อวางระบบให้กับนักเตะ

อองตวน เฮย์ (Antoine Hey) คือกุนซือของทีมชาติเมียนมาชุดปัจจุบันที่ทำงานกับทีมมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2018 ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2019 ซึ่งคราวนี้ เฮย์ หวังอยู่ยาวและใช้เวลาถึงสองปีเพื่อเตรียมทีมให้มีความพร้อมมากที่สุด ในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 และซูซูกิ คัพ 2020

แต่การถอนตัวของบรรดาผู้เล่นตัวหลักทีมชาติเมียนมากลับทำให้แผนงานทั้งหมดของ อองตวน เฮย์ พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา นำมาสู่ผลงานที่น่าผิดหวังในเกมที่พวกเขาบุกไปเยือนทีมชาติญี่ปุ่นแล้วถูกถล่มมา 0-10 แต่ถึงอย่างนั้น เฮย์ ยังยืนยันว่าฟุตบอลทีมชาติเมียนมาจะเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร

"พวกเราโฟกัสแค่การทำงานของพวกเรา ทีมของเรา และนักเตะของเรา โดยจะไม่แสดงจุดยืนทางการเมืองว่าเขาข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเราแค่ต้องการจะทำในสิ่งที่เราทำ คือสร้างฟุตบอลให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" เฮย์ ให้สัมภาษณ์หลังความพ่ายแพ้ยับเยินต่อทีมชาติญี่ปุ่น

อองตวน เฮย์ จึงต้องเดินหน้าสร้างทีมภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง โดยข้อแรกคือนักเตะต่างชาติที่อยู่นอกประเทศจะไม่มีชื่อในการแข่งขัน เนื่องจากนักเตะเหล่านี้กังวลเรื่องปัญหาความปลอดภัยและไม่ต้องการกลับบ้านเกิด บรรดาซูเปอร์สตาร์ที่เคยโลดแล่นในฟุตบอลไทย ทั้ง ซอ มิน ตุน, อ่อง ธู และ จอ โค โค จึงไม่มีชื่อในชุดซูซูกิ คัพ ทั้งหมด

ข้อจำกัดที่สองและอาจเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุดคือ นักเตะที่จะถูกเรียกตัวมาติดทีมชาติจะต้องไม่มีประวัติต่อต้านรัฐประหาร ดังนั้นบรรดาแข้งตัวหลักที่เล่นอยู่ในประเทศแต่ตัดสินใจเดินออกไปประท้วงรัฐบาลบนถนน เช่น คยอ ซิน ฮเท็ต จะไม่ถูกเรียกมาติดทีมชาติเช่นกัน (แม้เจ้าตัวจะไม่เต็มใจมาเล่นอยู่แล้วก็ตาม)

เมื่อเอาข้อจำกัดทั้งสองข้อมารวมกัน นักเตะทีมชาติเมียนมาชุดลุยซูซูกิ คัพ ส่วนใหญ่จึงเป็นนักเตะที่ค้าแข้งในประเทศเมียนมาเท่านั้น ซึ่งถ้ามองจากมุมคนนอกการตัดสินใจครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้การเก็บตัวนักเตะง่ายขึ้นด้วย แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เลย

เพราะการแข่งขันฟุตบอลลีกในประเทศเมียนมา ฤดูกาล 2021 ถูกยกเลิกตั้งแต่ยังไม่ทันแข่ง เพราะทางรัฐบาลทหารเป็นกังวลว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกจะกลายเป็นพื้นที่แสดงออกทางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้น ทั้งนักฟุตบอลและแฟนบอล เตรียมพร้อมจะชูสามนิ้วพร้อมกันในสนามฟุตบอลกันแทบไม่ไหว การแข่งขันฟุตบอลลีกเมียนมา ฤดูกาล 2021 จึงยกเลิกการแข่งขันที่ควรจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน 2021

เมื่อนักเตะไม่มีแมตช์ให้ลงเล่นตลอดทั้งปี แมตช์ฟิตเนสของนักเตะก็จะไม่เต็มร้อย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่มีการแข่งขันฟุตบอลลีก อองตวน เฮย์ ก็จะหมดสิทธ์ที่จะค้นพบนักเตะหน้าใหม่ที่อาจเฉิดฉายขึ้นมา เฮดโค้ชชาวเยอรมันจึงจำเป็นต้องเรียกตัวนักเตะที่เขารู้จักอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งบรรดานักฟุตบอลเหล่านี้ก็ไม่ใช่แข้งเกรดเอเสียอีก

นักเตะที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติเมียนมาจึงคัดมาจากสโมสรเดียวเป็นส่วนใหญ่ เช่น ฉาน ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นแชมป์ลีกเมียนมา ฤดูกาล 2020 โดยขนมาติดทีมถึง 7 คน ส่วนแชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่าง ย่างกุ้ง ยูไนเต็ด ก็พาเหรดมาติดทีมถึง 6 คน ซึ่งถึงแม้จะเลือกนักเตะดีกรีดีที่สุดในประเทศมาติดทีมก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยอะไรทีมชาติเมียนมาได้มากนัก เพราะแข้งเหล่านี้ไม่เคยรวมตัวฝึกซ้อมด้วยกันเลยในปี 2021 แม้แต่ ฉาน ยูไนเต็ด ที่ได้โอกาสเตะ AFC Cup ยังเลือกถอนตัวจากการแข่งขัน


Photo : affsuzukicup

ผู้เล่นตัวหลักที่ได้เห็นในซูซูกิ คัพ หนนี้ จึงผสมไปด้วยแข้งที่ไร้ประสบการณ์ในระดับชาติ โดยเฉพาะแผงหลัง ทั้ง เมียว มิน ลัต (Myo Min Latt) ผู้รักษาประตูที่เคยติดทีมชาติแค่ 2 นัด ก่อนเข้ามาเตะซูซูกิ คัพ, วิน มอ จอ (Win Moe Kyaw) แบ็คซ้ายที่ติดทีมชาติเพียง 5 นัด, สองเซ็นเตอร์แบ็ค ซอว์ เย ตุน (Zaw Ye Tun) และ เนียน ชาน (Nyein Chan) ที่ติดทีมชาติรวมกันแค่ 8 นัด โดยนักเตะทั้งสี่คนที่กล่าวมาไม่มีใครอายุต่ำกว่า 25 ปี

มีนักเตะเพียง 2 รายเท่านั้นที่ค้าแข้งในต่างประเทศและได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้ นั่นคือ อ่อง กอง มันน์ (Aung Kaung Mann) กองหน้าดาวรุ่งจากสโมสรศรีปะหัง ในมาเลเซีย และ เฮียน เฮต ออง ปีกจากสลังงอร์ ที่เคยชูสามนิ้วจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ซึ่งการกลับมาติดทีมครั้งนี้ของเขาสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย

สิ่งเดียวที่ทีมชาติเมียนมาพอจะทำได้จึงหนีไม่พ้นการเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด โดยพวกเขาเก็บตัวกันมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และเดินทางไปเข้าแคมป์ในประเทศตุรกี นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทีมชาติเมียนมา ยังคงเอาจริงในฟุตบอลซูซูกิ คัพ แม้จะมีปัญหาเรื่องสภาพทีมที่ไม่พร้อมเลยก็ตาม


Photo : affsuzukicup

นี่คือการเดินทางของทีมชาติเมียนมาก่อนลงแข่งขันซูซูกิ คัพ 2020 ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองได้ส่งผลต่อนักฟุตบอลชาวเมียนมา และการประกาศบอยคอตไม่ลงเล่นให้ทีมชาติถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามแนวทางการเรียกร้องประชาธิปไตย

แต่ถึงจะมีการเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานของประชาชน การแข่งขันฟุตบอลยังคงดำเนินต่อไป และถ้าเมียนมาตัดสินใจส่งทีมเข้าแข่งขันใน ซูซูกิ คัพ แล้ว พวกเขาจำเป็นจะต้องทำให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยฟุตบอลทีมชาติเมียนมาก็ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของประเทศและอาจจะสร้างความสุขให้คนในชาติได้บ้าง ในวันที่สถานการณ์บ้านเมืองเมียนมา ยังคงย่ำแย่แบบทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2021/jun/02/myanmar-football-crisis-pull-outs-suspension-threat-follow-coup-japan
https://twitter.com/dw_sports/status/1361354519074988033



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

Because our lives aren't romantic as DEAN's songs.
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x