Feature

เพราะปั้นต่อได้หรือแค่เล่นใต้โต๊ะ ? : เชลซี โกยเงินยับ ๆ กับนักเตะที่ไม่ใช้ได้ยังไง | Main Stand

อังเดร ซานโตส, เลียม ดีแลป และ นิโคลัส แจ๊คสัน เหล่านี้เป็นชื่อนักเตะที่ เชลซี ไม่ต้องมีอยู่ในทีมก็ได้ ไม่เดือดร้อนอะไร 

 


พวกเขาเหล่านี้มีโอกาสลงสนามน้อยนิด และพอได้ลงก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มโดดเด่นมากนัก แต่ทำไมพอชื่อของพวกเขาเข้ามาอยู่ในตลาดนักเตะกลับมีราคาแพง อย่างน้อยก็แพงกว่าตอนที่ซื้อมา หรือแพงกว่านักเตะฟอร์มกำลังดีที่ทีมอื่น ๆ ขายกัน

เชลซี ทำได้ยังไง เรื่องนี้มีนอกมีในหรือเปล่า ? ติดตามกับ MAIN STAND 

 

เริ่มคิดแบบนักธุรกิจ 

นับตั้งแต่ เชลซี เปลี่ยนเจ้าของจาก โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย มาเป็นกลุ่มทุน BlueCo สัญชาติอเมริกัน นโยบายการซื้อขายก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยซื้อแต่ตัวท็อป กลายเป็นการลงทุนกับนักเตะอายุน้อย

เชลซี ไม่เซ็นสัญญากับนักเตะอายุเกิน 24 ปีเลย จนกระทั่งซีซั่น 2026-27 ที่พวกเขาต้องจัดให้ตามใจกุนซือใหม่อย่าง ชาบี อลอนโซ่ เพราะตกลงกันชัดเจนเพื่อจูงใจให้เขาเข้ามารับงานที่เป็นเหมือนเผือกร้อนนี้ 

แต่ใจความสำคัญคือ นักเตะอายุน้อย ๆ นั้นซื้อง่าย ขายคล่อง และค่าเหนื่อยถูก ถ้าโชคดีก็เหมือนถูกหวย ถ้าโชคไม่ดีก็ปล่อยขายระบายออกไป

นโยบายนี้ถูกเรียกว่า Vision 2030 หรือแผนระยะยาวที่จะผลิดอกออกผลในปี 2030 ที่สโมสรจะประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของตัวเลข และผลงานในสนาม 

แต่ถ้าเอาแค่ตอนนี้ล้วน ๆ กรณีอย่าง โคล พาลเมอร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจน เขาย้ายมาเมื่อปี 2023 ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ สัญญา 7 ปี และค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 80,000 ปอนด์เท่านั้น ... 

นั่นคือ เชลซี ถืออนาคตเขาในมือ หลังจบปีแรกพาลเมอร์เล่นดีมาก ๆ สโมสรตอบแทนทันที ด้วยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ 9 ปี และเพิ่มค่าจ้างเป็น 130,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งราคาแค่นี้สำหรับสโมสรที่มีขนาดเชิงพาณิชย์ระดับเชลซี ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับซูเปอร์สตาร์ที่ได้รับการยอมรับในลีก 

คำถามคือ แล้วนักเตะที่ไม่ได้เล่นดีเหมือนกับ พาลเมอร์ ล่ะ ? คนที่สโมสรไม่อยากเก็บไว้และไม่ใช่นักเตะระดับท็อป ทำไมนักเตะกลุ่มนี้ถึงขายได้ง่ายดายนัก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นการขายแบบได้กำไรอีกต่างหาก ?  

 

เปลี่ยนนักเตะเกรดรองให้เป็นกำไร 

บางทีองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของโมเดล Vision 2030 ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เล่นที่ไม่ได้ขึ้นมาเป็นตัวหลักในทีมชุดใหญ่ เพราะเชลซีซื้อผู้เล่นอายุน้อย และเพราะมูลค่าในตลาดของนักเตะอายุน้อยสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากตามเส้นทางการพัฒนา แม้แต่ผู้เล่นที่ล้มเหลวในการเบียดขึ้นทีมชุดใหญ่ 

ตลอดช่วงฤดูร้อนปี 2025 รายได้จากการขายผู้เล่นของเชลซีเกิน 200 ล้านปอนด์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ เคียร์แนน ดูวส์บิวรี่-ฮอลล์ (25 ล้านปอนด์), เลสลี่ย์ อูโกชุควู (25 ล้านปอนด์), คาร์นี่ย์ ชุคเวเมก้า (มากกว่า 20 ล้านปอนด์), เรนาโต้ เวก้า (26 ล้านปอนด์) และ โนนี่ มาดูเอเก้ (เริ่มต้น 48.5 ล้านปอนด์)

ส่วนในฤดูกาล 2026-27 ก็ขาย เลียม ดีแลป ที่ซื้อมา 30 ล้านปอนด์เมื่อซีซั่นก่อน ให้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยราคา 45 ล้านปอนด์ ขณะที่ นิโคลัส แจ๊คสัน ที่ซื้อมาเมื่อปี 2023 ด้วยราคา 32 ล้านปอนด์ ก็ใกล้จะจบดีลกับ แอสตัน วิลล่า ในราคาสูงถึง 65 ล้านปอนด์ ... แพงกว่าตอนที่พวกเขาย้ายมา ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงมากนัก 

ถ้าว่ากันตามหลักฟุตบอลคือ นักเตะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีแววพัฒนาได้ และส่วนใหญ่นักเตะดาวรุ่งจะมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าทีมที่ซื้อพวกเขาไปให้โอกาสลงสนามต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้มูลค่าของนักเตะเหล่านี้สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดไปอีก 

ยกตัวอย่างเช่น อังเดร ซานโตส ที่ย้ายไป แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยราคา 50 ล้านปอนด์ ทั้ง ๆ ที่ เชลซี ซื้อมาราว 12 ล้านปอนด์เท่านั้น ... เหตุผลเพราะ ซานโตส แสดงศักยภาพมาแล้วในการยืมตัวกับ สตราส์บูร์ก ช่วงปี 2024-2025 ที่โดดเด่น และเริ่มมีบทบาทในทีมชุดใหญ่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เรียกว่าถ้าไม่มีตัวยืนอย่าง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ กับ มอยเสส ไกเซโด้ เขาก็พร้อมจะลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงทันที 

นักเตะอย่าง ซานโตส จึงถูกใจ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ระยะหลังไม่ได้มีงบประมาณสูงในการซื้อนักเตะตัวท็อปใช้งานได้ทันที เพราะกฎการเงิน พวกเขาต้องเสี่ยงกับนักเตะอย่าง ซานโตส ที่เคยเล่นได้ดีมาก ๆ และอยู่ในสเต็ปของการพัฒนาไปพร้อมกับทีม

นี่คือเหตุผลด้านฟุตบอล ... แต่ถึงอย่างนั้น บางครั้งมันก็ดูแพงไปสำหรับใครหลายคน ดังนั้นจึงเกิดทฤษฎีที่คิดกันขึ้นมาว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ "เหลี่ยม" ที่ใช้กับช่องโหว่ของตลาดซื้อขาย ซึ่ง เชลซี ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ 

 

Transfer Loophole

เอาตัวอย่างจากเคสของ แจ๊คสัน ในตลาดนักเตะฤดูร้อนปี 2026 มาเป็นต้นแบบจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีมากขึ้น ... ว่ากันว่าในช่วงที่พรีเมียร์ลีกวางกฎ PSR หรือ Profitability and Sustainability Rules ที่ห้ามสโมสรขาดทุนเกิน 105 ล้านปอนด์ภายในเวลา 3 ปี สิ่งนี้ทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกซื้อ-ขายนักเตะแพงกว่าปกติ เพราะต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือกันให้เอาตัวรอดจากกฎ PSR นี้ 

พูดง่าย ๆ คือ การซื้อขายนักเตะอย่าง แจ๊คสัน ถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหารตัวเลขทางบัญชี เพื่อให้สโมสรดูเหมือนทำกำไรและไม่ผิดกฎการเงิน

สมมติว่า เชลซี ซื้อ แจ๊คสัน มาในราคา 30 ล้านปอนด์ โดยให้สัญญากับเขานานถึง 8 ปี ... หลังผ่านไป 2 ปี เชลซี ทยอยจ่ายค่าตัวให้ บียาร์เรอัล ไปแล้ว 10 ล้านปอนด์ ทำให้แจ๊คสัน เป็นนักเตะที่มีมูลค่าทางบัญชีอยู่ที่ 20 ล้านปอนด์ 

ต่อมา เชลซี ขาย แจ๊คสัน ให้ แอสตัน วิลล่า 65 ล้านปอนด์ จะเท่ากับว่า เชลซี ได้กำไรทางบัญชีในตอนนี้ไปเลย 45 ล้านปอนด์ ดังนั้น การขายนักเตะจึงช่วยให้ตัวเลขกำไร-ขาดทุนของ เชลซี ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วน วิลล่า ที่ซื้อมา 65 ล้านปอนด์ ไม่จำเป็นต้องบันทึกค่าใช้จ่าย 65 ล้านปอนด์ทั้งหมดในปีเดียว หากเป็นสัญญา 5 ปี คาดว่าพวกเขาจะจ่ายค่าตัวเฉลี่ยปีละ 13 ล้านปอนด์ จึงเกิดข้อได้เปรียบทางบัญชีทั้งสองฝั่ง เชลซีได้กำไรทางบัญชีทันที ส่วนวิลล่ากระจายต้นทุนออกไปอีกหลายปี 

ถ้าคุณมองว่า วิลล่า เป็นฝ่ายขาดทุน ... ก็คงต้องคิดใหม่อีกรอบ เพราะไม่กี่สัปดาห์ก่อน วิลล่า ก็เพิ่งขาย มอร์แกน โรเจอร์ส ให้ เชลซี ด้วยราคา 117 ล้านปอนด์ ทำสถิติเป็นนักเตะอังกฤษที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์  

เช่นเดียวกัน โรเจอร์ส ได้สัญญาอายุ 6 ปี + ออปชั่นขยายสัญญาอีก 1 ปี ดังนั้น วิลล่า จะได้กำไรทางบัญชีทันที 117 ล้านปอนด์ ขณะที่ เชลซี ก็ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ซึ่งจะกลายเป็นตัวเลขขาดทุนในบัญชี แทนที่จะขาดทุน 117 ล้านปอนด์ในปีนี้ เชลซี สามารถลดเหลือเพียง 25-30 ล้านปอนด์ต่อปีเท่านั้น 

ดีลลักษณะนี้เรียกกันว่า Transfer Loophole หรือการใช้โครงสร้างบัญชีของดีลนักเตะ เพื่อทำให้ฝั่งหนึ่งเห็นกำไรทันที ขณะที่อีกฝั่งทยอยรับรู้ต้นทุนในหลายปี ช่วยให้ทั้ง 2 สโมสรคู่ค้าสามารถบริหารตัวเลขตามกฎการเงินอย่าง PSR ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง 

 

นี่มันโกงกันหรือเปล่า ? 

ถ้าอยู่ในโลกของวงการอื่น ๆ นี่อาจจะเป็นการฉ้อโกง แต่ในโลกฟุตบอลมันคือ "ช่องโหว่" อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เพราะนักฟุตบอลไม่มีราคากลางของตลาดโลก เหมือนทองหรือน้ำมัน 

"ราคานักฟุตบอลขึ้นอยู่กับคนซื้อและคนขายจะตกลงกัน" นี่คือประโยคที่เป็นช่องโหว่อย่างแท้จริง ไม่สามารถทำให้จับมือใครดมได้ว่าดีลนี้ตั้งใจจะเหลี่ยม หรือตั้งใจจะซื้อราคานี้กันจริง ๆ  

ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ก็จะพยายามจับตา และพยายามทำให้เกิดการใช้ช่องโหว่นี้ได้ยากขึ้น ด้วยการออกกฎ 45 วัน ตามหลักเกณฑ์ง่าย ๆ ว่า "ห้ามทั้ง 2 สโมสรทำดีลยื่นหมู-ยื่นแมวแบบนี้ภายใน 45 วัน" เพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรเพิ่มตัวเลขรายได้ของตนเองผ่านการซื้อ-ขาย นักเตะแบบใช้ช่องโหว่ 

เท่ากับว่าดีลของ แจ๊คสัน "อาจจะ" ชะงักและช้ากว่ากำหนด เพราะก่อนหน้านี้ เชลซี ก็เพิ่งซื้อ โรเจอร์ส จากวิลล่าไปหมาด ๆ ... ย้ำว่าแค่ "อาจ" เท่านั้น เพราะการสืบสวนเพื่อหาความจริงก็ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น วิลล่า อาจจะบอกว่า อูไน เอเมรี่ ต้องการตัว แจ๊คสัน จริง ๆ เพราะเคยทำงานร่วมกันที่ บียาร์เรอัล ช่วงปี 2021-2022 ขณะที่ แจ๊คสัน ก็เคยบอกว่าตอนที่ อูไน ย้ายมาคุม วิลล่า เมื่อปี 2022 เขาก็เคยเกือบได้ย้ายตามมาด้วยกันแล้ว แต่ก็พลาดไปเพราะบาดเจ็บเสียก่อน 

จากช่องโหว่ของกฎที่เปิดไว้ กลายเป็นอ้อยเข้าปากช้างไปแล้ว ยากที่จะดึงออกมาจากปากได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เราได้เห็นดีลราคาแพง ๆ แบบไม่สมเหตุสมผล หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนแปลก ๆ แบบนี้ จนกว่าผู้คุมกฎจะแก้ไขและปิดช่องโหว่นี้ให้สนิทได้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://backpagefc.com/stories/chelsea-vision-30-psr-amortisation-youth-model-explained
https://www.cityam.com/uefa-outlaw-long-contract-transfer-loophole-exploited-by-chelsea/
https://www.express.co.uk/sport/football/2242727/Chelsea-transfer-UEFA-rules
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c5111jg2r3yo

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ