
"ผมมาเพื่อชนะ ไม่ใช่มาเพราะกลัวตกรอบ" นี่คือคำพูดสุดหล่อในวันเปิดตัว โธมัส ทูเคิล กับตำแหน่งกุนซือของ อังกฤษ ที่เคยชุบชูใจแฟนบอลสิงโตคำรามให้ฝันถึงถ้วยแชมป์ ฟุตบอลโลก 2026
แต่ในค่ำคืนที่พ่าย อาร์เจนตินา ... กองหลังอาชีพ 6 คนบนสนาม และการเปลี่ยนตัวสุดโกลาหล กลับกลายเป็นการ "กลืนน้ำลายตัวเอง" ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของกุนซือชาวเยอรมัน
ราคาแพงระยับที่ ทูเคิล ต้องจ่ายหลังจากนี้คืออะไร ? และทำไมความล้มเหลวครั้งนี้ อาจปิดประตูงานระดับท็อปของเขาไปตลอดกาล ?
ติดตามกับ MAIN STAND
จ้างคุณมาเพื่อเกมแบบนี้
เมื่อ เซอร์ แกเร็ธ เซาธ์เกต ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมหลังจบศึกยูโร 2024 ด้วยการเป็นรองแชมป์ แฟนบอลอังกฤษหลายคนรู้สึกขอบคุณการทำงานอย่างหนักของเขา แม้จะไม่ได้แชมป์ใหญ่ แต่ก็พาอังกฤษเข้าใกล้โทรฟี่ ทั้ง ยูโร และ ฟุตบอลโลก มากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปี 2024 หลายคนก็ยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่อังกฤษต้องเปลี่ยนโค้ช ด้วยการมีเป้าหมายคือการใส่ลูกเล่นที่แปลกใหม่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการไต่ไปอีกระดับ
สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ก็คิดว่า ณ เวลานั้น ไม่มีโค้ชสัญชาติอังกฤษคนไหนที่เหมาะกับงานนี้ พวกเขาพร้อมจะแหกขนบอีกครั้งด้วยการจ้างโค้ชต่างชาติ ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่ประเทศชาตินิยมอย่างอังกฤษ จะตัดสินใจเช่นนี้

โธมัส ทูเคิล กุนซือชาวเยอรมัน ผู้มีถ้วยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พกมาเป็นดีกรี แถมยังเคยทำงานในลีกอังกฤษกับ เชลซี อีกต่างหาก ... มองดูแล้วช่างเป็นตัวเลือกที่ลงตัวสุด ๆ
เหตุผลที่ เอฟเอ เลือก ทูเคิล นั้น นอกจากฝีมือและดีกรีโค้ชตัวท็อปของโลกแล้ว สถิติเก่า ๆ ยังบอกว่า เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเกมน็อกเอาต์ เป็นอัจฉริยะด้านแท็กติก เป็นผู้ที่สามารถวางแผนเฉพาะเจาะจง หรือแก้ไขสถานการณ์หน้างานได้ดี
ขนาดเซาธ์เกตที่ใครปรามาส ยังพาทีมมาได้ไกลขนาดนี้ หากใส่กึ๋นและลูกเล่นของกุนซือแชมป์ยุโรปอย่างทูเคิลเข้าไป อังกฤษในยุคที่มีนักเตะดี ๆ ให้เลือกใช้มากมาย คงได้ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังพวกเขาเฝ้ารอมานานถึง 60 ปี
การสัมภาษณ์ผ่านสื่อครั้งแรกของทูเคิล หลังรับงานกับทีมชาติอังกฤษ คือคำพูดที่ชวนฝัน เขาถูกนักข่าวถามว่า อะไรที่นักเตะทีมชาติอังกฤษขาดไป และเป็นได้แค่รองแชมป์ใน ยูโร 2024 ก่อนที่เขาจะตอบว่า
"เท่าที่ผมสังเกต พวกเขามีความกลัวจะตกรอบมากกว่าความตื่นเต้นกระหายชัยชนะ"
ประโยคนั้น ทำให้แฟนบอลชาวอังกฤษมโนภาพไปไกลว่า อะไรจะเกิดขึ้นในหน้าร้อนปี 2026
จนกระทั่งความจริงมาถึง
ตั้งแต่สตาร์ททัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2026 อังกฤษ ก็ประคองตัวเข้ารอบน็อกเอาต์ได้แบบสบาย ด้วยผลงาน ชนะ 2 เสมอ 1 จากนั้นพวกเขาก็ค่อย ๆ ออกแรงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในรอบ 32 ทีมกับ ดีอาร์ คองโก, รอบ 16 ทีมกับ เม็กซิโก และรอบ 8 ทีมกับ นอร์เวย์

แม้รูปเกมจะไม่สวย แต่ในโลกฟุตบอล ผลลัพธ์สำคัญที่สุดเสมอ อังกฤษปลุกกระแสแฟนบอลได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละรอบ จนกระทั่งมาถึงรอบตัดเชือกที่ต้องเจอกับ "ของจริง" อย่าง อาร์เจนตินา แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ตั้งแต่เริ่มเกมจนถึงนาทีที่ 65 โดยประมาณ ทูเคิลทำได้ตามที่เขาเคยบอกตอนรับงานเป๊ะ ไม่มีใครกล่าวหาว่า อังกฤษชุดนี้เฉื่อยชา และ "สั่นเดิมพัน" อีกแล้ว อังกฤษทำได้ดีมากในช่วงเวลาดังกล่าว นักเตะทั้ง 11 คนทำให้ทูเคิลดูหล่อขึ้นมาก และแทบจะลบคำวิจารณ์ที่เขาเคยได้รับในการประกาศชื่อผู้เล่นที่ได้เข้ามาเล่นในทัวร์นาเมนต์
แต่หลังจากนั้นความฝันก็สั่นคลอน เราไม่มีทางรู้เลยว่าก่อนเกมนี้ ทูเคิลได้ซ้อมเกมรับแบบที่มีเซ็นเตอร์แบ็กอาชีพ 4 คนในสนาม แถมยังมีนักเตะในตำแหน่งฟูลแบ็กอีก 2 คน รวมกองหลังอาชีพ 6 คนหรือไม่ ? แต่สิ่งที่เห็นปรากฏในสนามมันดูเหมือนกับว่า ทูเคิล กำลังกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยบอกว่า "กลัวจะตกรอบมากกว่ากระหายชัยชนะ"
การเปลี่ยนตัวสุดโกลาหล ทำให้เกมของอังกฤษเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาถอยร่นไปในกรอบเขตโทษของตัวเอง และทั้ง 11 คนลงไปเล่นในแดนตัวเองทั้งหมด ที่น่าปวดหัวคือ มันเป็นการถอยร่นแบบที่พวกเขาสมัครใจจะทำแบบนั้น ซึ่งทำให้เราได้เห็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจเลี่ยงได้

เหมือนกับคุณเล็งปืนใส่ฝั่งตรงข้ามมาตั้งนาน แต่อยู่ดี ๆ สติของคุณก็หมดลงจนเหนี่ยวไกใส่นิ้วเท้าตัวเอง และสถานการณ์ก็กลับตาลปัตร
5 นาทีสุดท้ายก่อนทดเวลา เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ยืนรอนอกกรอบเขตโทษแบบโล่งเป็นทุ่ง ก่อนจะเลือกมุมยิงแบบใส่เต็มเท้า ตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ
บางคนอาจบอกว่าอังกฤษโชคร้าย แต่นั่นมันดูไร้สาระเกินไปหน่อย เพราะอังกฤษเสียขบวนมาตั้งนานแล้ว มีเพียงแค่โชคเล็กน้อยที่มาจากการจบสกอร์แบบไม่เฉียบคมของอาร์เจนตินาเท่านั้นที่ทำให้พวกเขายังนำอยู่จนถึงนาทีที่ 85
ทีมชาติอังกฤษกลับพลาดโอกาส พวกเขาปล่อยโอกาสนั้นไป ไม่มีผู้เล่นที่มีความเร็วจากม้านั่งสำรอง ไม่มี บูกาโย ซาก้า, โนนี่ มาดูเอเก้ หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่จะมากดดันอาร์เจนตินาหรือปิดเกมได้ อังกฤษแทบไม่มีโอกาสบุกเลยหลังจากขึ้นนำ 1-0 เกมที่เหลือจึงเล่นกันในระยะ 20-30 หลาจากปราการด่านสุดท้ายอย่าง จอร์แดน พิคฟอร์ด
และเมื่อคุณเล่นแบบนี้กับทีมที่เล่นฟุตบอลแบบอิมโพรไวส์ ไหลไปตามสถานการณ์ และมีเลือดนักสู้จนหยดสุดท้ายอย่าง อาร์เจนตินา ... มันทำให้น่าสงสัยว่า การมีนักเตะเสื้อขาวเต็มกรอบเขตโทษนั้นมีประโยชน์อะไร
6 นาทีโดยประมาณหลังจากประตูตีเสมอ เกมปิดฉากโดยการเปิดบอลด้วยเท้าขวาของ ลีโอเนล เมสซี่ ที่แม่นยำถูกที่ถูกเวลา และจบด้วยการโหม่งจ่อ ๆ ของ เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ ตัวสำรองที่ ลีโอเนล สกาโลนี่ ส่งลงมาฝังอังกฤษที่กำลังหลังพิงเชือก

ไม่มีวี่แววเลยว่าอังกฤษจะกลับมาสู่เกมและยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ... ทูเคิล เปลี่ยนนักเตะในเกมรับลงมาเยอะจนเสียขบวนไปหมด แม้จะส่งแรชฟอร์ด หรือ ไอแวน โทนี่ย์ ลงมา แต่ความโกลาหลก็ทำร้ายพวกเขาเกินกว่าจะแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นได้
สุดท้ายอังกฤษก็หยุดเส้นทางแชมป์โลกไว้ที่รอบ 4 ทีมสุดท้ายอีกครั้ง ทว่ามันแตกต่างจากครั้งปี 2018 ที่พวกเขาแพ้ให้ โครเอเชีย
ทีมชาติอังกฤษชุดนั้นเป็นทีมคนหนุ่ม แถมยังมีกุนซือที่ประสบการณ์น้อยอย่าง เซาธ์เกต ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ข้อแก้ตัวเหล่านั้นใช้ไม่ได้ผลในวันนี้ และในฐานะกุนซือ โธมัส ทูเคิล ต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ เขาเองก็ก้มหน้ารับมันในการให้สัมภาษณ์ เพียงแต่เขาอาจต้องเสียอะไรมากกว่าที่คิดจากความผิดพลาดครั้งนี้
โลกไม่ได้แตก แต่สถานะคุณกำลังเปลี่ยน
ชีวิตของคนที่ประกอบอาชีพเฮดโค้ชฟุตบอลก็เป็นแบบนี้ รายละเอียดเพียงเล็กน้อยที่ต้องตัดสินใจในเวลาที่จำกัด และสุดท้ายผลลัพธ์คือสิ่งสำคัญที่สุด

ถ้าอังกฤษจบด้วยการชนะ 1-0 ยันอาร์เจนตินาอยู่จนจบเกม ผลคงเป็นอีกแบบ ทูเคิลคงถูกมองว่าเป็น "กุนซือสมองเพชร" กล้าตัดสินใจในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ แต่เมื่อผลมันออกมาตรงกันข้าม แรงกระหน่ำย่อมรุนแรงเป็นทวีคูณ
นักข่าวอังกฤษ และสำนักข่าวต่าง ๆ เปลี่ยนสถานะของเขาจาก "กุนซือท็อปเทียร์" กลายเป็น "ตัวตลกโปกฮา" ไปแล้ว บ้างก็บอกว่าเขาเป็นสายลับจากเยอรมนีที่ปลอมตัวมาเพื่อบ่อนทำลายทีมชาติอังกฤษ บ้างก็บอกว่า "คุณอาจจะเอาเซาธ์เกตออกไปได้ แต่คุณไม่สามารถเอาไอเดียของเขาออกจากทีมชาติอังกฤษได้"
ความดีงามที่เคยสร้างมาในอดีต โดนขุดมาเล่าอีกแบบตามโลกออนไลน์ จากกุนซือแชมป์ยุโรป เขาถูกตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้ว ทูเคิลอาจแค่โชคดีเท่านั้นที่ได้งานนี้ และแชมป์บิ๊กเอียร์ของเชลซีที่เขาคุมก็กลายเป็นเรื่องฟลุก แน่นอนว่าเรื่องบังเอิญไม่มีอยู่จริง แต่นั่นแหละ ผลของการกระทำ และลิ้นของคนก็ลื่นไหลจนสามารถกลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิดได้เสมอ และสื่ออังกฤษไร้ความปรานีอยู่แล้ว
The Athletic ลงคอลัมน์แต่เช้า (เวลาไทย ซึ่งเป็นเวลากลางคืนของยุโรปและสหรัฐอเมริกา) ถึงทูเคิล เนื้อหาเน้นไปที่ข้อผิดพลาดทางแท็กติกที่ถูกชำแหละออกเป็นชิ้น ๆ และเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น "คนนอกที่เข้ามาผลาญเงินและทำลายความหวังของชาติ" ไปโดยปริยาย
จริงอยู่ที่การแพ้เกมเดียวไม่ได้ทำให้โลกแตก แต่สิ่งที่ตามมามันหนักอึ้งสำหรับทูเคิลอย่างเลี่ยงไม่ได้ จุดเด่นที่สุดของทูเคิลคือความเป็น "อัจฉริยะทางแท็กติก" แฟนบอลและนักเตะพร้อมรับฟังเพราะเชื่อว่าแผนของเขาจะชนะ แต่เมื่อเขาพังเพราะแผนของตัวเอง ก็มีโอกาสสุด ๆ ที่ "ออร่า" ความน่าเกรงขามนี้จะหายไป นักเตะในอนาคตอาจจะเริ่มตั้งคำถามหรือขัดขืนต่อแท็กติกของเขาได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ หากเขายังไม่สามารถกู้ผลงานคืนได้ใน ยูโร 2028 ที่อังกฤษเป็นหนึ่งในชาติเจ้าภาพร่วม (ในฐานะ สหราชอาณาจักร และ ไอร์แลนด์) อีกล่ะก็ ความผิดพลาดครั้งนี้จะถูกเล่นซ้ำ และไม่เพียงแค่อาจตกงาน เพราะอำนาจในการต่อรองค่าเหนื่อย หรือการขออำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จสำหรับงานต่อไปในอนาคตของเขาจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาอาจต้องยอมลดระดับไปคุมทีมเกรดบี หรือทีมที่เพิ่งสร้างตัว เพื่อกู้ชื่อเสียงกลับมาใหม่ เหมือนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ ราฟา เบนิเตซ เคยต้องเผชิญในบางช่วงของอาชีพ ... นั่นแหละคือราคาที่ โธมัส ทูเคิล ต้องจ่าย
แม้โลกจะยังไม่แตก แต่การสอบตกของทูเคิลครั้งนี้มีราคา (แพง) ที่ต้องจ่าย นี่แหละแก่นแท้ของอาชีพโค้ช มีแต่ผลงานเท่านั้นที่จะช่วยให้คุณรักษางานของคุณได้
ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ต้องรอดูกันว่า ทูเคิล จะได้แก้มือในทัวร์นาเมนต์หน้าหรือไม่ เพราะความโกรธของแฟนบอลอังกฤษตอนนี้มันเหมือนไฟลามทุ่งเสียแล้ว
แหล่งอ้างอิง
https://www.nytimes.com/athletic/7442975/2026/07/15/thomas-tuchel-england-world-cup-argentina/
https://www.nytimes.com/athletic/7441914/2026/07/15/argentina-england-mess-world-cup-final-highlights/