
เกาหลีใต้ ตกรอบแบ่งกลุ่ม ส่วนญี่ปุ่นตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย เป็นอันว่าตัวแทนจากเอเชีย (แท้ ๆ) ลาฟุตบอลโลก 2026 กันไปหมดแล้ว
แข่งฟุตบอลเหมือนกัน ตกรอบใกล้ ๆ กัน แต่ทำไมฝั่งเกาหลีใต้จึงต้อนรับนักกีฬาตัวเองด้วยคำวิจารณ์เชิงลบ และการไล่เบี้ยที่สะเทือนทั้งวงการฟุตบอล ที่แม้แต่ประธานาธิบดียังต้องออกมาพูด ?
หาคำตอบกับ MAIN STAND
"ฮัน" และ "จอง"
คำว่า "ฮัน" ในภาษาเกาหลี มีความหมาย 2 แบบ อย่างแรกคือ "แม่น้ำฮัน" เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดที่ไหลผ่านกลางกรุงโซล แบ่งเมืองออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้ และแบบที่ 2 ความหมายในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยา "ฮัน" คือความรู้สึกฝังใจ ความคับแค้นใจที่สะสมมาจากประวัติศาสตร์ ซึ่ง ฮัน ในความหมายนี้ คือจุดเริ่มต้นที่เราจะหาคำตอบว่า ทำไมเมื่อเกาหลีใต้ตกรอบฟุตบอลโลก การตอบรับในเชิงลบจึงรุนแรงสุด ๆ แบบไม่มีทีมไหนในทัวร์นาเมนต์เทียบได้

หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์ประเทศเกาหลีใต้ คุณจะพบว่าพวกเขาคือประเทศที่ถูกมหาอำนาจข่มเหง แทรกแซงผ่านสงครามเกาหลี (เหนือ vs ใต้) จนทำให้ในอดีตพวกเขาเป็นประเทศที่ยากจน
สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อวัฒนธรรมการเชียร์กีฬาของเกาหลีใต้โดยตรง ชัยชนะในเวทีระดับโลกโดยเฉพาะกีฬายอดนิยมอย่างฟุตบอล จึงไม่ใช่เรื่องของเกมการแข่งขันอย่างเดียว แต่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือระบายความแค้น ลบปมด้อยในอดีต และประกาศให้โลกรู้ว่าเกาหลีใต้ไม่ใช่ประเทศที่อ่อนแออีกต่อไป
แนวคิดแบบ ฮัน สะท้อนผ่านแทบทุกวงการในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะวงการซีรีส์และภาพยนตร์เกาหลีใต้ ที่ตอนนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกไปแล้ว พวกเขาใช้ ฮัน หรือความเศร้าให้มีประโยชน์ได้ยังไงน่ะเหรอ ? คำตอบนั้นง่ายมาก และคุณอาจไม่รู้ตัวว่าคุณเองก็กำลังอินความแนวคิดนี้อยู่ด้วย
วงการบันเทิงเกาหลีใต้ รู้จักวิธีนำ ฮัน มาเปลี่ยนแปลงเป็นพลังขับเคลื่อนบทละครที่ทรงพลัง คุณจะเห็นว่าซีรีส์เกาหลีมักจะเป็นแนว "เอาคืนอย่างสาสม" จากการโดนกดขี่แบบไม่เป็นธรรม เช่นเรื่อง Parasite, Squid Game หรือซีรีส์แนวล้างแค้นขึ้นหิ้งอย่าง The Glory หรือ Itaewon Class
แบบเดียวกับวงการฟุตบอลนี่แหละ ชาวเกาหลีใต้อยากเห็นทีมชาติของพวกเขาไต่ระดับจากชาติที่ทุกคนมองข้าม กลับมา "เอาคืน" มหาอำนาจของโลกลูกหนังเช่นนั้นบ้าง
ฮัน คือเหตุผลที่ชาวเกาหลีใต้พร้อมจะเชียร์ทีมชาติของตัวเองอย่างสุดหัวใจ ด้วยความเป็นประเทศชาตินิยมสูง ทีมชาติเกาหลีใต้ จึงเปรียบเสมือนศักดิ์ศรีของคนทั้งชาติ และเมื่อทีมที่เป็นตัวแทนคนทั้งชาติแพ้กลับมาแบบรับไม่ได้ พวกเขาจึงรู้สึกเหมือนกับประเทศชาติโดนเหยียดหยาม และตัวเองก็พลอยเสียหน้าไปด้วย
สิ่งนี้นำไปสู่อีก 1 คำที่เกี่ยวข้องโดยตรง นั่นคือ วัฒนธรรม "จอง" ที่แปลว่าการ "รักแรงเกลียดแรง" พวกเขาเชียร์ทีมชาติของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง และคาดหวังว่านักเตะจะต้องตอบแทนด้วยการสู้ตายถวายชีวิต
ดังนั้นเมื่อผลออกมาเป็นตรงกันข้าม นักเตะเล่นเฉื่อยชา ดูเหมือนไม่อยากชนะ นั่นทำให้จากความรักแบบเทให้ทั้งใจ ถูกเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ตรงกันข้าม พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองโดนทรยศความไว้ใจ

นอกจากนี้ แฟนบอลยังมองว่า นักกีฬาที่เป็นเหมือนชนชั้นแนวหน้าของประเทศ ได้รับอภิสิทธิ์มากมายจากรัฐ เช่น การลดหย่อนเกณฑ์ทหาร ... ทั้ง ๆ ที่ได้สิทธิ์ขนาดนั้น แต่ผลงานยังล้มเหลว นักกีฬาที่เหมือนติดค้างหนี้บุญคุณของประชาชน จึงไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ และต้องน้อมรับคำวิจารณ์อย่างดุเดือดจากเจ้าของภาษี แบบที่เราเห็นกันในฟุตบอลโลกหลายครั้ง
"เนื่องจากมีการลงทุนเงินภาษีของประชาชนและทรัพยากรสนับสนุนจากรัฐจำนวนมาก แม้แต่ในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก ผมขอให้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด วิเคราะห์สาเหตุ และพัฒนากลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและปรับปรุง" คำแถลงการณ์ของ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ช่วยยืนยันแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี
ถ้าจะเดือดถึงขั้นประธานาธิบดีออกมาจี้ให้รับผิดชอบกันขนาดนี้ มันก็ชัดเจนจริง ๆ ว่าฟุตบอลคือตัวแทนความเป็นเลิศของชาติ ที่เมื่อผลงานน่าผิดหวัง มันก็จำเป็นที่จะต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ ฮง มยอง โบ กุนซือของเกาหลีใต้คือคนที่รับบทนั้นบนหน้าสื่อ
ทว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ อาจเดือดดาลยิ่งกว่านั้น และชาวเน็ตเกาหลีใต้ที่บนโลกโซเชียลเรียกกันว่า Knetz (Korean netizens) ไล่สาวไส้ จนตอนนี้สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ก็แทบอยู่กันไม่ติดเก้าอี้เลยทีเดียว
พลังของชาวเน็ต
การตกรอบฟุตบอลโลกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของชาติอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ที่เกาหลีใต้ เกิดผลกระทบจนแทบทุกภาคส่วนต้องขยับตัว เพราะพลังของ Knetz นั้นรุนแรงมากจนถึงขั้นเป็น "ศาลเตี้ย" ของสังคมได้เลย

เกาหลีใต้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีวัฒนธรรมการรวมกลุ่มในกระทู้ต่าง ๆ จนทำให้เกิดความโกรธแค้นร่วมที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว
Knetz เคยสร้างพลังถึงขั้นปลดรัฐมนตรี กดดันดาราให้ออกจากวงการ เรียกร้องการตรวจสอบทุจริตในองค์กรใหญ่ ๆ ได้ และตอนนี้จากผลงานที่ย่ำแย่ของทีมชาติเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2026 พวกเขาก็พร้อมจะจ้วงเข้าใส่ท้องน้อยเพื่อให้เหล่า "แชร์แมน" ออกมาแสดงความรับผิดชอบร่วมกับฮง มยอง โบ ที่กำลังโดนเล่นงานหนักหน่วง
ชอง มง-กยู นายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ เจอทัวร์ลงเต็มข้อ ถึงขั้นไปขุดคุ้ยว่ามีการทุจริตในองค์กร สำหรับการจ้าง ฮง มยอง-โบ คุมทีมชาติเมื่อปี 2024 แบบไม่โปร่งใส เนื่องจากกระแสสังคมไม่เห็นด้วย เพราะคาดว่า ฮง ได้ค่าเหนื่อยถึงปีละ 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่เคยทำผลงานย่ำแย่มาแล้วในการคุมทีมเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2014
อย่างที่บอกว่าเมื่อชาวเน็ตเกาหลีใต้นำรถทัวร์ไปจอดไปถึงลานจอดอย่างพร้อมเพรียง เรื่องก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมได้ไม่ยาก ณ ตอนนี้ นักการเมืองเกาหลีใต้หลายคนเกาะกระแสความนิยมนี้ ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลที่ออกมาไล่เบี้ยหาคนรับผิดชอบ เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาจะถูกมองว่าไร้ความสามารถในการตรวจสอบ
ขณะที่นักการเมืองฝ่ายค้านก็ได้ทีขี่แพะไล่ เกาะกระแสโจมตีการทำงานของภาครัฐ แฉเรื่องราวต่าง ๆ โหมกระแสให้ภาพลักษณ์เชิงลบเกิดขึ้นกับผู้ดูแลองค์กรอย่าง สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) เข้าไปอีก
"สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้นี่แหละ คือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของฟุตบอลเกาหลี" ซง ยอง-กิล ส.ส. พรรค DP เขียนข้อความนี้ลงในเฟซบุ๊กของเขา พร้อมสาวไส้อีกว่า
"มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่การแต่งตั้ง ฮง มยอง-โบ แบบไม่โปร่งใส สิ่งที่ฟุตบอลเกาหลีใต้ต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่โค้ชใหม่ แต่เป็นการปฏิรูป KFA ครั้งใหญ่เพื่อนำฟุตบอลเกาหลีใต้อันเกรียงไกรกลับคืนสู่แฟน ๆ"
วัฒนธรรม ฮัน และ จอง รวมถึงกระแสที่ถูกจุดติดบนโลกอินเทอร์เน็ต นำไปสู่การหาตัวคนรับผิดชอบแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งความรุนแรงมันอาจจะน้อยกว่านี้ถ้าทีมจากเอเชียพากันตกรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด
บังเอิญว่าทีมที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ดันเป็น ญี่ปุ่น คู่รักคู่แค้นตลอดกาล การเปรียบเทียบจึงเกิดขึ้น และนั่นยิ่งทำให้ชาวเกาหลีใต้รู้สึกผิดหวังยิ่งกว่าเดิม
ยอมใครก็ได้ยกเว้นญี่ปุ่น
เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น มีประวัติศาสตร์ในฐานะคู่ปรับมาโดยตลอด และการได้เห็นญี่ปุ่นแซงหน้า และโดดเด่นกว่าพวกเขาในฟุตบอลโลก 2026 มันยิ่งเป็นเรื่องที่ยากจะรับได้
พวกเขาไม่ได้แค่โกรธที่ทีมชาติตัวเองทำผลงานแย่ แต่พวกเขาเอาทีมชาติเกาหลีใต้ไปเทียบกับญี่ปุ่น และนำข้อมูลมาวางโชว์กันให้เห็นว่า อะไรที่ทำให้ผลงานในฟุตบอลโลก 2026 แตกต่างกันเช่นนี้

ในขณะที่ KFA โดนไล่เบี้ยแทบทุกตำแหน่ง ชาวเน็ตและสื่อของเกาหลีใต้กลับชมการเตรียมตัวของญี่ปุ่น การวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และการสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ที่ทำให้ญี่ปุ่นโดดเด่นกว่าเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ชิน มู-ควัง นักวิเคราะห์ฟุตบอลชาวเกาหลีใต้ จากสำนักข่าว Korea JoongAng Daily ไล่เรียงความแตกต่างเป็นฉาก ๆ ตั้งแต่ ญี่ปุ่น นำตำนานนักเตะอย่าง ชุนซุเกะ นาคามูระ และ มาโกโตะ ฮาเซเบะ มาเป็นทีมงานของ ฮาจิเมะ โมริยาสุ นอกจากนี้ ทาคุมิ มินามิโนะ ที่บาดเจ็บ ก็เดินทางมากับทีมในฐานะที่ปรึกษา เช่นเดียวกับอดีตกัปตันอย่าง มายะ โยชิดะ
"ญี่ปุ่นทำเหมือนกับเราได้เห็นกัปตันอเมริกาและไอรอนแมนเข้ามาร่วมสู้ในสนามรบเดียวกัน ใน The Avengers : Endgame ... สำหรับเรามันจะดีกว่าไหม ถ้าเรามีนักเตะอย่าง พัค จี-ซอง และ อี ยอง-พโย อยู่ในแคมป์ของทีมชุดนี้ ?"
"ญี่ปุ่นยังยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อนำนักเตะทีมชาติชุด U19 ไปร่วมฝึกซ้อมในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับและสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลก ทำให้นักเตะรุ่นหลังทะเยอทะยานมากขึ้น แล้วเราล่ะ ? เกาหลีใต้ เอาแค่ คัง ซัง-ยุน จาก ชอนบุก ฮุนได มอเตอร์ส และ ยุน กี-อุค จาก เอฟซี โซล ไปร่วมซ้อมกับทีมชุดฟุตบอลโลกเท่านั้น"
"พวกเขา (ญี่ปุ่น) วางแผนเพื่ออนาคต มีนักศึกษาอีก 40 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าอย่าง ม.โตเกียว และ ม.สึคุบะ ช่วยทีมชาติญี่ปุ่นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลของทั้ง 48 ทีมในฟุตบอลโลกครั้งนี้ มันสะท้อนว่าพวกเขาพร้อมลงทุนทุกเรื่องเพื่อแลกมากับความได้เปรียบ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม"
ไม่ใช่แค่นักข่าวเท่านั้น อดีตนักเตะเกาหลีใต้หลายคนก็ออกมายอมรับว่า นอกจาก ญี่ปุ่น จะทำผลงานนำหน้าทีมชาติของพวกเขาแล้ว ยังมีการวางแผนงานต่าง ๆ ชัดเจน สามารถจินตนาการภาพในอนาคตได้ชัดกว่ามาก
"ญี่ปุ่นก้าวไปถึงระดับที่เราไม่สามารถตามให้ทันได้อีกต่อไปแล้ว เราจำเป็นต้องตื่นตัวอย่างจริงจัง" ชา บอม-กึน ตำนานนักเตะเกาหลีใต้ ว่าแบบนั้น
ขณะที่ กี ซอง-ยง (กี ซุง-ยอง) อดีตกัปตันทีมเกาหลีใต้ ก็วิเคราะห์ญี่ปุ่นชุดนี้เทียบกับทีมชาติของตัวเองว่า "รวดเร็ว แข็งแรง และเข้าใจเกม ผมรู้สึกเหมือนญี่ปุ่นมีนักเตะเหมือนกับ พัค จี-ซอง 11 คนในสนาม"
ปกติแล้วเกาหลีใต้จะไม่ชมคู่ปรับตรง ๆ แบบนี้นัก แต่ความผิดหวังจากผลงานตกรอบแรก นำพาความคิดเห็นเชิงลบเข้ามากระทบผู้เกี่ยวข้องของทีมชุดปัจจุบันอย่างเลี่ยงไม่ได้ การพร้อมใจกันชมญี่ปุ่นของชาวเน็ต, สื่อ และอดีตนักเตะเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน จึงใช้ยาแรงจากการยกย่องคู่อริเป็นตัวกระตุ้นเช่นนี้
ญี่ปุ่นไปไกลกว่ากันไม่มาก ทำไมไม่ดรามา ?
คล้อยหลังไม่กี่วันหลังเกาหลีใต้ตกรอบแรก ญี่ปุ่นก็ตกรอบตามไปติด ๆ จากการแพ้ให้ บราซิล 1-2 ในรอบ 32 ทีม จากจุดนี้เราได้เห็นหนึ่งในความแตกต่างคือ กระแสสังคมของญี่ปุ่นไม่ได้รุนแรงเท่า และพวกเขาส่วนใหญ่ก็ชื่นชมนักเตะของตัวเองมากกว่าจะวิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ

สิ่งที่ทำให้ฝั่งชาวเน็ตหรือแฟนบอลญี่ปุ่นไม่เดือดเท่าเกาหลีใต้ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมทางสังคมที่แตกต่างกัน ฝั่งญี่ปุ่นนั้นแม้จะมีความเป็นชาตินิยมสูงเหมือนกัน แต่พวกเขาผ่านจุดที่เป็นชาตินิยมรุนแรงสุด ๆ มาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2
ปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างาม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นในที่สาธารณะ ดังนั้นการไปรุมด่านักกีฬาที่สนามบินจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพราะถือเป็นการทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้จะผิดหวังมากแค่ไหน การระบายออกมักอยู่ในขอบเขตที่เป็นระเบียบ เช่น การวิจารณ์ผ่านสื่ออย่างมีเหตุผล
วัฒนธรรมนี้ทำให้แฟนบอลญี่ปุ่นมองกีฬาเป็น "ความบันเทิงและการแสดงสปิริต" เช่น การเก็บขยะในสนาม มากกว่าการเอาเป็นเอาตายเพื่อกู้ศักดิ์ศรีชาติแบบที่เกาหลีใต้มอง
นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) มักได้รับการยอมรับในเรื่องความเป็นมืออาชีพและการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน (เช่น โปรเจกต์ 100 ปี) ทำให้เมื่อทีมแพ้ แฟนบอลมักมองว่ามันเป็นความผิดพลาดเชิงเทคนิคซึ่งต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่ความผิดของรายบุคคลที่ต้องมารองรับอารมณ์
แตกต่างกับฝั่งเกาหลีใต้ ที่ในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในเวลานี้ ความศรัทธาต่อ KFA นั้นต่ำกว่ามาก ด้วยข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส หรือการเลือกตัวผู้เล่นหรือโค้ชที่ไม่เป็นธรรม เมื่อทีมตกรอบ ความโกรธแค้นจึงเป็น "ระเบิดเวลา" ที่สะสมมาจากปัญหาการจัดการภายในสมาคมอยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้ชี้ว่าวิธีของฝั่งใดผิดหรือถูก 100% เพราะแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมทางสังคมในแบบของตัวเอง แม้ฝั่งเกาหลีใต้จะแสดงอารมณ์รุนแรงกว่า แต่นั่นก็เพราะพวกเขามีเหตุผลที่คิดว่า "ถูกต้อง"
พวกเขาเชื่อว่าต้องทำแบบนี้ เพราะหากไม่ใช้ความรุนแรงหรือเสียงที่ดังพอ ผู้มีอำนาจในระบบก็มักจะนิ่งเฉย และปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่ถูกแก้ไข จนทำให้ที่สุดแล้วกว่าจะตื่นตัวก็ตามหลังชาติอื่น ๆ แบบไม่เห็นฝุ่น จนยากที่จะกู้ศรัทธาที่หายไปกลับคืนมานั่นเอง
แหล่งอ้างอิง
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/1uihtm4/south_korea_coach_hong_myungbo_quits_after_world/
https://www.koreajoongangdaily.com/opinion/korean-footballs-collapse-exposed-the-cost-of-poor-preparation/12744445
https://www.koreajoongangdaily.com/korea/lee-apologizes-for-preposterous-world-cup-results-requests-restructuring-of-kfa/12744116
https://www.koreajoongangdaily.com/sports/japans-world-cup-run-a-wakeup-call-as-korean-football-loses-the-plot/12743872
https://www.cha.go.kr/cop/bbs/selectBoardArticle.do?nttId=17079&bbsId=BBSMSTR_1008&mn=NS_01_09_01
https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/106169340701600204
https://www.thepeople.co/culture/film/53623