
ตอนเป็นนักเตะ มิเกล อาร์เตต้า เล่นให้ เอฟเวอร์ตัน ทีมสีน้ำเงินจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ ส่วน ชาบี อลอนโซ่ เล่นให้ฝั่งสีแดงย่านเดียวกัน ลิเวอร์พูล
ตอนเป็นผู้จัดการทีม อาร์เตต้า เป็นผู้เสกแชมป์ลีกให้ฝั่งสีแดงแห่งลอนดอนอย่าง อาร์เซน่อล ส่วน อลอนโซ่ เริ่มงานใหม่ได้อย่างน่าประทับใจที่ฝั่งสีน้ำเงินของเมืองเดียวกันอย่าง เชลซี
พวกเขาดูเป็นคู่กัดที่ต้องดวลกันมาตั้งแต่สมัยค้าแข้ง ... ทว่าเรื่องราวอีกด้านนั้นน่าสนใจกว่านั้นเยอะ เพราะทั้งคู่ซี้กันมาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยซ้ำ
ติดตามเรื่องราวของ 2 โค้ชแห่ง 2 สีของลอนดอน ที่จะต้องดวลกันอีกครั้งในฐานะกุนซือในเกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้กับ MAIN STAND
ซาน เซบาสเตียน ดรีม
ชาบี อลอนโซ่ และ มิเกล อาร์เตต้า เกิดที่แคว้นบาสก์ ประเทศสเปน และมีอายุห่างกันแค่ 7 เดือน ... ในแคว้นนี้มีที่ที่เด็ก ๆ รุ่นราวคราวเดียวกับเขาต้องมาเจอกันดั่งโชคชะตาที่เลือกเอง นั่นคือสโมสรสำหรับนักเตะท้องถิ่นที่เมืองซาน เซบาสเตียน อย่าง อันติกัวโก้ และแน่นอน ชาบี กับ มิเกล เริ่มเส้นทางฟุตบอลพร้อมกันที่นี่

โรแบร์โต้ มอนติเอล เป็นโค้ชของทีม อันติกัวโก้ สำหรับรุ่นนักเตะที่เกิดช่วงปี 1981-1982 ที่ อลอนโซ่ และ อาร์เตต้า ถูกคัดเลือกเข้ามาอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกุนซือระดับพรีเมียร์ลีกอย่าง อันโดนี่ อีราโอล่า ของ ลิเวอร์พูล ที่อยู่ในทีมชุดนี้ด้วย
ที่นี่เหมือนเป็นแหล่งรวมพลของยอดนักเตะ และยอดนักคิด พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเก่งเท่านั้น แต่พวกเขายังมีความเข้าใจเกมสูงมาก เหตุผลก็เพราะที่นี่มีวัฒนธรรมหลายอย่างที่ส่งเสริมให้คนได้คิด พูดคุย และใช้ชีวิตกับคนอื่น ๆ ในที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังมีระบบการศึกษาที่เด็กในวัยเยาว์ทุกคนได้สิทธิ์เรียนฟรีอย่างเท่าเทียม
และที่สำคัญคือสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นที่เชื่อในพลังของทรัพยากรมนุษย์และพร้อมจะให้โอกาสเด็ก ๆ ในเมือง ๆ นี้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันถึง ... ซึ่งอาร์เตต้า และ อลอนโซ่ ต่างก็ฝันถึงฟุตบอลเหมือนกัน
การมาอยู่ที่นี่ด้วยกันทำให้พวกเขาเริ่มสนิทสนมกันตั้งแต่จำความได้ นอกจากจะซ้อมฟุตบอลด้วยกันแล้ว พวกเขายังทำอะไรด้วยกันหลายอย่าง ทั้งการเล่นเทนนิส สเกตบอร์ด และออกไปเล่นน้ำที่ชายหาดประจำเมือง
"มิเกล เป็นรุ่นน้องของผมและเพื่อน ๆ ในทีมนิดหน่อย แต่หมอนี่คือปีศาจแห่งความกระหาย เพราะเป็นคนที่อยากจะเอาชนะทุกเกม แม้แต่การเตะฟุตบอลชายหาดกันสนุก ๆ"
"ความรักฟุตบอลของเขาผมให้เต็ม 100% เขาเกิดมาพร้อมกันมันแน่นอน และด้วยนิสัยนี้คล้ายกับผม มันทำให้เรา 2 คนเข้าใจกันมากจนสนิทกันตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้" อลอนโซ่ กล่าวย้อนความ
อาร์เตต้า เป็นดาวเด่นของทีมชุดนั้น เป็นกองหน้าตัวเก่งที่สามารถพลิกเกมได้เสมอ ขณะที่ อลอนโซ่ นั้นเป็นกองกลางตั้งแต่แรก ทีมชุดนั้นของ อันติกัวโก้ กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งและถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้ เพราะถึงแม้พวกเขาจะเพิ่งเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ในการแข่งขันระดับเยาวชน ทีมเล็ก ๆ ทีมนี้เอาชนะอะคาเดมี่ของทีมดัง ๆ อย่าง เรอัล โซเซียดาด, เซลต้า บีโก้, บาเลนเซีย และ เรอัล มาดริด ในชุดที่มี อิเกร์ กาซิยาส อยู่ในทีมมาแล้ว
"มันเป็นยุคสมัยที่พิเศษมาก ในเวลานั้น สโมสรอาชีพไม่ได้คัดเลือกผู้เล่นเร็วเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้พวกเขาสามารถอยู่ด้วยกันที่สโมสรได้เป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันเรายังคงสรรหาและพัฒนาผู้เล่นที่ดีอยู่ แต่เป็นเรื่องยากกว่าที่พวกเขาจะอยู่กับสโมสรได้นานเท่ากับที่พวกเขาเคยทำ" โรแบร์โต้ มอนติเอล โค้ชคนแรกของพวกเขาว่าเช่นนั้น
พวกเขาเล่นอยู่ที่นี่จนเติบโตขึ้นมาเป็นแข้งวัยรุ่นที่พร้อมแล้วทั้งเรื่องฝีเท้า ทัศนคติ และร่างกายเพื่อไปอีกระดับ ในช่วงปลายยุค 1990s การแยกทางครั้งแรกของทั้งคู่ก็เกิดขึ้น ... แต่นั่นก็แค่ชั่วคราว เพราะจากนี้พวกเขาจะได้เจอกันในระดับอาชีพแล้ว
ท่องยุทธภพ
อาร์เตต้า นั้นเก่งกว่าใคร และนั่นทำให้เขาได้ย้ายออกจาก อันติกัวโก้ เป็นคนแรก โดยได้รับการทาบทามจาก บาร์เซโลน่า ตั้งแต่อายุ 15 ปี นอกจากนี้ยังพ่วงสัญญาการเป็นพรีเซนเตอร์ของ adidas ด้วย และในวันที่เขาไปสู่ระดับอาชีพ เขายังขอให้บริษัทอุปกรณ์กีฬาค่ายสามแถบได้จัดหาชุดแข่งใหม่ให้กับทีม อันติกัวโก้ เพื่อส่งต่อยุคสมัยด้วย
ขณะที่ ชาบี อลอนโซ่ ย้ายออกตามมาในอีกไม่กี่เดือน เขาเลือกที่จะย้ายไปในทีมในแคว้นบ้านเกิดอย่าง เรอัล โซเซียดาด ที่มี มิเกล อลอนโซ่ พี่ชายของเขาอยู่ที่นั่นด้วย

ในช่วงของการเป็นนักเตะอาชีพนั้น อาร์เตต้า เริ่มถอยลงจากการเป็นกองหน้า กลายมาเป็นกองกลางตัวรุก และกลายมิดฟิลด์ที่ยืนตรงกลางสนาม ทว่าการก้าวกระโดดของเขาไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะหลังเล่นให้ บาร์ซ่า ชุดบี ได้ไม่นาน เขาก็กลายเป็นแข้งพเนจร เริ่มจากการถูกปล่อยยืมให้กับ เปแอสเช ในยุคที่ยังไม่ได้ร่ำรวยและเก่งกาจเหมือนทุกวันนี้ ก่อนขายขาดให้ เรนเจอร์ส ทีมดังแห่งสกอตแลนด์
ส่วนตัวของ อลอนโซ่ แม้ตอนเด็กจะไม่ได้เก่งเท่า แต่ดูเหมือนเส้นทางอาชีพของเขาจะไปได้สวยและอยู่ในระดับสูงกว่า อาจจะด้วยความเป็นนักคิดนักวางแผนของเขาตั้งแต่เด็กที่ทำให้เขาได้ตัดสินใจได้ดีในสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งผลต่ออาชีพของเขา
ในช่วงที่เขาอายุ 16 ปี โรงเรียนของเขาได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ แน่นอนว่า ชาบี มองว่านี่เป็นโอกาสที่จะพัฒนาฝีมือฟุตบอลของเขาเช่นกัน
ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น อลอนโซ่ ได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ สำรวจสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย และหาเวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ รวมถึงการเล่นฟุตบอลให้ทีมเยาวชนท้องถิ่น ซึ่งเขาอธิบายภายหลังว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเล่นในลีกอังกฤษได้ดี หลังจากที่เขาเติบโตสุกงอมกับ โซเซียดาด ก็ย้ายมาเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาเป็นคนสำคัญในทีมชุดแชมป์ยุโรปปี 2005 ที่ อิสตันบูล อันเลื่องชื่อ
การย้ายออกไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ของ อลอนโซ่ ทำให้ โซเซียดาด ต้องหากองกลางคนใหม่ก่อนที่หวยจะไปออกที่ อาร์เตต้า ที่ย้ายกลับมาอยู่กับทีมบ้านเกิด และการมาเล่นที่นี่เพียง 1 ซีซั่น ก็ทำให้เขากลับมาเล่นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง จน เอฟเวอร์ตัน คว้าตัวร่วมทีม ซึ่งมันจะทำให้เขาได้ดวลกับ อลอนโซ่ เพื่อนรักที่อยู่กับทีมคู่อริอย่างหงส์แดงอีกครั้ง


ทั้งคู่เจอกันในเกม เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ สุดเดือดอยู่หลายหน แต่นอกสนามพวกเขายังคงเป็นเพื่อนสนิทกัน ภาพจำของแฟนบอลที่คุ้นเคยในเกมดาร์บี้ คือการดวลกันในสนามแบบใส่เต็มที่ของทั้งคู่ในฐานะมิดฟิลด์ตัวคุมจังหวะเกม ก่อนที่พวกเขาจะจบเกมด้วยการสวมกอดกันด้วยความเคารพเสมอ
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น อลอนโซ่ มีช่วงอาชีพค้าแข้งที่ดีกว่าทั้งกับ ลิเวอร์พูล, เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ส่วน อาร์เตต้า แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากเท่า แต่เขาก็เป็นหนึ่งในตำนานนักเตะที่แฟนบอลของ เอฟเวอร์ตัน รักและเคารพมาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่ช่วงบั้นปลายจะย้ายไปเล่นให้กับ อาร์เซน่อล พาทีมเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย
บนเส้นทางอาชีพที่เริ่มต้นใกล้ ๆ กันก็จบลงใกล้ ๆ กัน อาร์เตต้า ได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้งในช่วงท้ายอาชีพ ทำให้เขาแขวนสตั๊ดปี 2016 ขณะที่ อลอนโซ่ เลิกเล่นตอนที่ยังอยู่ในเกมระดับสูงกับ บาเยิร์น ในอีก 1 ปีต่อมา และด้วยความที่พวกเขาโตมาด้วยการถูกสอนให้คิดและเข้าใจเกมมาเสมอ ฝันต่อไปเลยตรงกันแบบไม่ได้เตี๊ยม นั่นคือการเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จในสักวันหนึ่ง
วัดกึ๋นในวันที่ต่างคนต่างยิ่งใหญ่
ในปัจจุบัน ทั้งสองคนก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลระดับแนวหน้า โดย อาร์เตต้า ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนได้รับโอกาสเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่โดดเด่นในเรื่องการคุมซ้อมและการสื่อสารกับนักเตะในห้องแต่งตัว จนกระทั่งได้ทำงานกุนซือใหญ่เต็มตัวครั้งแรกกับ อาร์เซน่อล ในปี 2019 ซึ่งปีแรกของการทำงานเขาก็สตาร์ทด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ทันทีในปี 2020

ขณะที่ตัวของ ชาบี อลอนโซ่ กลับไปคุมทีมสำรองของ เรอัล โซเซียดาด ทีมเก่า และสร้างสไตล์การเล่นในแบบของตัวเองที่เลื่องชื่อ ก่อนจะรับงานคุมทีมชุดใหญ่เต็มตัวครั้งแรกที่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ... ซึ่งอย่างที่เรารู้กัน การเริ่มต้นของเขาสุดหรูเลยทีเดียว เพราะเวลาเพียงแค่ 2 ปี เขากลายเป็นโค้ชที่พาทีมห้างขายยาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมนีแบบไร้พ่ายได้สำเร็จ
ถึงตอนนี้ทั้งคู่ต่างเป็นตัวท็อปในวงการกุนซือโลกฟุตบอล สิ่งที่เหมือนกันในช่วงเวลานี้คือพวกเขาเริ่มงานโค้ชทันทีหลังจากเลิกเล่น ใช้เวลาในช่วงเริ่มต้นไม่นานก็ประสบความสำเร็จในระดับสูงทันที ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะ DNA นี้ฝังอยู่ในตัวของพวกเขาตั้งแต่สมัยเริ่มเล่นฟุตบอลกันที่ซาน เซบาสเตียน เมื่อราว ๆ 30 ปีก่อนแล้ว
อันติกัวโก้ คือทีมฟุตบอลที่สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาเยาวชนท้องถิ่นเท่านั้น พวกเขาจึงไม่ได้มีสโมสรอาชีพของตัวเอง จุดเริ่มต้นแบบนี้ทำให้ ชาบี และ อาร์เตต้า เติบโตมาแบบไม่กดดันในการเอาชนะการแข่งขันเพื่อไต่เต้าเหมือนกับเด็กอะคาเดมี่ทีมดัง ๆ แต่พวกเขาทั้งคู่ถูกสอนให้เป็น "คนที่เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ" และเป็นคนดีที่สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมเป็นหลัก
อลอนโซ่ และ อาร์เตต้า เองก็เคยเปิดเผยว่าการเล่นสมัยอยู่ อันติกัวโก้ ส่งผลอย่างมากต่อพัฒนาการด้านกีฬาและบุคลิกภาพของพวกเขา โดย อาร์เตต้า เล่าว่า ที่นั่นสอนให้พวกเขาทำงานหนัก รู้จักการคิดวิเคราะห์ การฝึกความชาญฉลาดในเชิงแท็กติก การตีความหมายของเกมที่กำลังแข่งขันในสนาม รวมถึงปรัชญาฟุตบอลตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันและการพัฒนาแบบองค์รวม
ส่วน อลอนโซ่ ก็เล่าถึงเรื่องในอดีตว่ามีอิทธิพลต่อการเป็นโค้ชของเขาไม่ต่างกัน เพราะที่นั่นสอนให้เขาเข้าใจฟุตบอลตั้งแต่อายุยังน้อย และสิ่งสำคัญกว่าการเล่นฟุตบอลเก่งคือการมีระเบียบวินัยในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใส่ใจกับเรื่องการสื่อสารกับผู้คนรอบตัว และการสร้างความสนิทสนมภายในทีมที่ทำให้เขากับ อาร์เตต้า เป็นเพื่อนซี้กันมาจนถึงทุกวันนี้

การเล่นฟุตบอลเก่งตั้งแต่ยังเด็ก การถูกสอนให้เข้าใจฟุตบอลให้ลึกซึ้งหลายมิติมากกว่าแค่สนุก ๆ ไปวัน ๆ ส่งให้พวกเขาเป็นนักเตะอาชีพที่เล่นในระดับสูงได้หลายปี
และการเล่นในระดับสูงด้วยบุคลิกของคนที่เกิดมาเพื่อรับผิดชอบต่อส่วนรวม ต่างก็ทำให้ทั้งคู่เป็นนักเตะที่มีความเป็นผู้นำและอิทธิพลในห้องแต่งตัว ที่สำคัญยังเป็นคนที่คอยกำหนดจังหวะการเล่นของทั้งทีมด้วยกันทั้งคู่
ประสบการณ์เหล่านี้ บวกกับการหาความรู้ที่ไม่รู้จบ ส่งพวกเขาผ่านช่วงอาชีพอันยาวนานสู่บทบาทของโค้ชที่ประสบความสำเร็จ และยังคงเดินทางต่อไปบนทางสายนี้เพื่อไต่ระดับให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ... เหตุผลจากต้นน้ำ ส่งพวกเขามายืนในจุดนี้อย่างแท้จริง
อลอนโซ่ ในบทบาทกุนซือของ เชลซี เคยเปิดเผยถึงการพูดคุยกันส่วนตัวกับ อาร์เตต้า ที่เป็นโค้ชของ อาร์เซน่อล ว่า พวกเขายังคงโทรศัพท์หากันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองฟุตบอลอยู่เป็นประจำ เช่น บทสนทนาก่อนเกมยุโรปหรือเกมลีกสำคัญ ๆ ที่มักจะโทรมาหยอกล้อหรือปรึกษากันว่า "สัปดาห์นี้แกเจอศึกหนักแน่ เตรียมตัวยังไงบ้างล่ะเพื่อน"
ดูเหมือนสุดสัปดาห์นี้พวกเขาคงต้องงดคุยกันสักครั้ง ... แล้วไปวัดกันในสนาม นี่จะเป็นการปะทะกันครั้งแรกของทั้งคู่ใน ลอนดอน ดาร์บี้ ที่ผลแพ้ชนะสำคัญมากในฤดูกาล 2026-27 อันแสนยาวนาน
ได้เวลาวัดกึ๋นของ 2 นักคิดแห่งซาน เซบาสเตียนแล้ว
แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Mikel_Arteta
https://en.wikipedia.org/wiki/Xabi_Alonso
https://www.premierleague.com/en/news/4673528/mikel-arteta-xabi-alonso-andoni-iraola-all-played-for-antiguoko-kirol-elkartea-fc-in-basque-country-spain
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cr5j40gr44mo
https://thesefootballtimes.co/2019/08/16/xabi-alonso-and-mikel-arteta-a-story-of-friendship-from-antiguo-to-merseyside/