Feature

อยู่ยังไงเมื่อมีเสือ 2 ตัว ? : การปรับตัวของ เด็มเบเล่ ที่ทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ และ ฝรั่งเศส ดุสุดขีด | Main Stand

ถ้าคุณมาแข่งขันฟุตบอลโลกในฐานะนักเตะเจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ คนล่าสุด สิ่งที่ควรจะต้องเจอ คือการถูกรุมทึ้งจากสื่อ การพูดถึงบนพาดหัวข่าวในทุก ๆ เรื่อง และเจอความคาดหวังอย่างมากจากแฟนบอล

 

ทว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้เกิดกับ อุสมาน เด็มเบเล่ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสเลย เพราะโฟกัสส่วนใหญ่ถูกปักไปที่ "เอซ" ของทีมอย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่กำลังยิงประตูอย่างสนุกสนานอยู่ในเวลานี้ 

เมื่อมีคนที่โดดเด่นและอยู่ในสปอตไลท์มากกว่า เจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ ปี 2025 ทำอย่างไรให้ตัวของเขากลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม ที่ทำงานเงียบ ๆ แต่ช่วยให้ทีมวิ่งฉิวขนาดนี้ ? 

เด็มเบเล่ กับ เอ็มบั๊ปเป้ กลายเป็นเสือ 2 ตัวที่อยู่ถ้ำเดียวกันได้เพราะอะไร ? ติดตามกับ MAIN STAND

 

เอ็มบั๊ปเป้ คือที่ 1 มาแต่ไหนแต่ไร 

ฝรั่งเศส เริ่มออกสตาร์ทยุคสมัยของพวกเขาด้วยแชมป์โลกปี 2018 ซึ่งตอนนั้น คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ในวัยทีนเอจได้โชว์ผลงานประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า จากนี้ไปจะเป็นยุคสมัยของเขา ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมและสร้างอิมแพกต์ที่รุนแรงเกินกว่าดาวรุ่งทั่วไป 

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เอ็มบั๊ปเป้ พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากโกลเด้นบอยของวงการ กลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดและดังที่สุดของฝรั่งเศส ยืนยันได้จากข่าวคราวและข่าวคาวเกี่ยวกับเขาที่เกิดขึ้นเสมอไม่ว่าเขาจะทำอะไร ขยับตัวไปไหน และบางข่าวก็เป็นข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงให้น่าเชื่อถือเลยด้วยซ้ำ 

เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ใช่แค่ฝีเท้าดีและมีชื่อเสียงเท่านั้น ความโดดเด่นของเขาเมื่อสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศสคือ "นักฆ่าตัวจริง" ไม่ว่าจะเกมเล็ก เกมธรรมดา และโดยเฉพาะเกมใหญ่ที่ทุกคนตั้งความหวังไว้กับเขา เขามักจะปรากฏตัวและเป็นคนที่ยิงประตูในยามที่ทีมต้องการได้เสมอ 

นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ ถูกยกย่องเป็นเบอร์ 1 ของฝรั่งเศส จนถึงตอนนี้นับเวลาก็เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ... นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้ และ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ก็รับรู้ด้วยตัวเองมาแล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ในยูโร 2020 

หากยังจำกันได้ ในยูโรครั้งนั้น เดส์ชองส์ ถูกกระแสสังคมเรียกร้องให้หนีบ คาริม เบนเซม่า ดาวยิงของ เรอัล มาดริด ที่กำลังฟอร์มแรงไปแข่งทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวด้วย หลังจากเจ้าตัวห่างหายจากทีมชาติไปนานด้วยเหตุคดีแบล็คเมล์ มาติเยอ วัลบูเอน่า เมื่อหลายปีก่อน 

การมาของ เบนเซม่า ทำให้ 11 ตัวจริงบนหน้ากระดาษของฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นมาก คุณมีกองหน้าเบอร์ 9 สายสกิลครบเครื่อง บวกกับ เอ็มบั๊ปเป้ ที่โดดเด่นอยู่แล้ว ดูเป็นการจับคู่ที่น่าจะไปได้สวย

ทว่าความจริงคือ เบนเซม่า ไม่ได้โดดเด่นมากนักในทัวร์นาเมนต์นั้น และดูเหมือนเขาจะทำให้ เอ็มบั๊ปเป้ หายจากเกมไปบางจังหวะ ไม่ได้ลื่นไหลสอดประสานดีเหมือนที่เคยใช้ 3 ประสานอย่าง เอ็มบั๊ปเป้, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เลย สุดท้ายฝรั่งเศสก็ตกรอบไปอย่างน่าผิดหวัง 

นี่คือ 3 ประสานที่เคมีเข้ากันดีที่สุด และทำให้ เดส์ชองส์ เข้าใจได้โดยง่ายว่า คนที่ควรจะเด่น ควรมีแค่คนเดียวเท่านั้นในทีม และคน ๆ นั้นคือ เอ็มบั๊ปเป้ ตัวแทนของยุคสมัย ซึ่งท้ายที่สุดในฟุตบอลโลก 2026 หนนี้ เดส์ชองส์ ก็สร้างเกมรุกแบบใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม โดยที่ไม่ได้ลดทอนประสิทธิภาพของ เอ็มบั๊ปเป้ ลงไปด้วย 

 

เด็มเบเล่ การเปลี่ยนแปลงจากคนไม่เข้าพวก

อุสมาน เด็มเบเล่ กับ เอ็มบั๊ปเป้ มีสถานะที่แตกต่างกันประมาณ 1 ระดับหากวัดกันในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะในขณะที่ เด็มเบเล่ มีช่วงเวลาขึ้น ๆ ลง ๆ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ เอ็มบั๊ปเป้ ยิ่งเล่นยิ่งเปล่งประกาย 

อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ของ เด็มเบเล่ ถูกขัดเกลาและดูแลอย่างดีในช่วงที่เขาย้ายไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง และได้ทำงานกับ หลุยส์ เอ็นริเก้ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากจากจุดเริ่มต้น 

เด็มเบเล่ เป็นนักเตะที่ถูกมองว่าทัศนคติไม่ดี พฤติกรรมติดลบ และยังใส่ใจกับเรื่องการแข่งขันน้อยจนเกินไป แต่เมื่อเขามาพบกับกุนซือจอมเฮี้ยบอย่าง เอ็นริเก้ และบวกกับการที่เขาอายุเริ่มมากขึ้นและเปิดใจยอมรับความคิดต่าง เด็มเบเล่ ก็กลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้นได้ 

บทบาทของ เด็มเบเล่ ใน เปแอสเช มักจะถูกจับไปเล่นในตำแหน่งกองหน้าแบบฟอลส์ไนน์ มีอิสระในการเคลื่อนที่ไปทั้งฝั่งซ้ายและขวาในเวลาที่ทีมได้บอล ... ส่วนตอนที่ไม่มีบอลกับตัวนั้น เด็มเบเล่ ก็เป็นเหมือนคนนำเพรสซิ่ง คอยวิ่งบีบกองหลังคู่แข่งตั้งแต่ในแดน เพื่อทำให้ทีมเอาบอลกลับมาครองได้ไวที่สุด 

วิธีการเล่นแบบนั้นปลดล็อกศักยภาพของเขาอย่างเต็มรูปแบบ เด็มเบเล่ โดดเด่นสุด ๆ กับ เปแอสเช ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัยติดต่อกัน อีกทั้งยังคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ ในปี 2025 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ เอ็มบั๊ปเป้ ไม่เคยได้ ... เพียงแต่เมื่อเข้าทัวร์นาเมนต์ทีมชาติ เจ้าของ บัลลง ดอร์ อย่าง เด็มเบเล่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่น และถอยฉากเล็กน้อยเพื่อหลบให้ "เอซ" ตัวจริงอย่าง เอ็มบั๊ปเป้ 

เด็มเบเล่ เก่งขนาดนี้ทำไมต้องหลีกล่ะ ? เหตุผลง่าย ๆ ก็เพราะ เดส์ชองส์ สร้างทีมโดยมี เอ็มบั๊ปเป้ เป็นศูนย์กลางมาแต่ไหนแต่ไร และอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เดส์ชองส์ รู้ดีว่าใน 1 ทีมจะมีพระเอก 2 คนไม่ได้จากบทเรียนในอดีต ดังนั้นการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างแนวรุกที่ดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกจึงเริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ... โดยที่ เด็มเบเล่ จะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญไม่แพ้ เอ็มบั๊ปเป้ เพียงแค่สีสันของฟันเฟืองชิ้นนี้อาจจะไม่ได้ฉูดฉาดเท่า "ท่านนายพล" เท่านั้นเอง 

 

ส่วนผสมเกรด A สู่รสชาติระดับโลก

ก่อนจะเข้าทัวร์นาเมนต์ แม้ เด็มเบเล่ จะฟอร์มดีกับ เปแอสเช มากแค่ไหน แต่เขามักจะถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่เข้าที่เข้าทางในระบบการเล่นของทีมชาติฝรั่งเศส เมื่อเปรียบเทียบกับอิสระทางแท็กติกที่เขาได้รับกับสโมสร 

ในช่วงรอบคัดเลือกหรือรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ๆ ในฟุตบอลโลก 2026 เขามักถูกกูรูในประเทศระบุว่าผลงานของเขา "ธรรมดาเกินไป" สำหรับนักเตะที่คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลก แต่ใครจะรู้ ความธรรมดานี้แหละที่ทำให้เกมรุกฝรั่งเศสชุดนี้ดุดันจนแทบไม่รู้จะจับตายตัวไหนก่อน

เดส์ชองส์ มีส่วนสำคัญกับเรื่องนี้ไม่มาก็น้อย เนื่องจาก เด็มเบเล่ เคยเปิดเผยว่า กุนซือใหญ่รายนี้เคยบอกให้เขาพยายามเล่นเกมรับเพื่อทีมมากขึ้น เพื่อให้ เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ต้องพะวงกับเกมรับและมีอิสระในการค้นหาพื้นที่โจมตีให้กับทีม ซึ่ง เด็มเบเล่ ก็ตอบรับสิ่งนั้นด้วยความยินดี 

"โค้ชขอให้ผมช่วยเกมรับ ส่วนใหญ่เพื่อความสมดุลของทีม ผมยินดีเป็นส่วนหนึ่งของทีม ๆ นี้ เราจำเป็นต้องทิ้งอีโก้ส่วนตัวไปให้หมดเพื่อทีมชาติ ช่วยทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เพื่อไปสู่ชัยชนะ นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด" เด็มเบเล่ กล่าวถึงการพูดคุยกับ เดส์ชองส์ 

นอกจากจะเล่นเกมรับแล้ว แท็กติกของ เดส์ชองส์ ที่จัดไว้ให้กับ เด็มเบเล่ ยังถูกเตรียมพร้อมมาเพื่อสร้างสมดุลรวมให้กับทีมได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่พื้นที่รับผิดชอบที่แคบลง จากที่เคยต้องเคลื่อนที่ทั่วสนามเมื่อเล่นในสโมสร ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เด็มเบเล่ เล่นเหมือนเป็นปีกขวาธรรมชาติที่ยืนชิดเส้นบ่อย ๆ ซึ่งการที่ตัวอันตรายผู้ไปกับบอลได้ดีและมีวิชั่นในการจ่ายบอลอย่าง เด็มเบเล่ มาอยู่ตรงนี้ มันบีบให้แนวรับคู่ต่อสู้ต้องยืดออกมาเล่นด้านกว้างมากขึ้น 

อิมแพกต์ที่ตามมาจากการปล่อยให้ เด็มเบเล่ มีพื้นที่เล่นคือ เมื่อเกมรับคู่แข่งต้องออกมาเล่นด้านกว้าง พื้นที่ตรงกลางและฝั่งซ้ายที่เป็นพื้นที่ประจำการของ เอ็มบั๊ปเป้ จึงมีช่องว่างมากขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่สำหรับนักเตะอย่าง เอ็มบั๊ปเป้ แค่นั้นก็มากพอที่เขาจะสร้างความแตกต่างและเข้าไปยิงประตูแล้ว 

 

สูตรใหม่ที่กลมกล่อม

หากคุณสังเกตดี ๆ จะพบว่าทัวร์นาเมนต์นี้ ฝรั่งเศสวางบทบาทของปีกสองข้างแตกต่างกัน ปีกซ้ายที่ออกสตาร์ทตัวจริงมากที่สุดอย่าง เดซิเร่ ดูเอ้ จะช่วยเข้ามาต่อเกมตรงกลางมากขึ้น ช่วย ไมเคิล โอลิเซ่ สร้างสรรค์เกมบุกให้บอลเคลื่อนที่ไปทั่วสนาม ส่วนตัวที่จะขึ้นมายืนชิดเส้นฝั่งซ้ายจะเป็นหน้าที่ของแบ็กอย่าง เตโอ แอร์กนองเดซ และ ลูก้า ดีญ มากกว่า 

ขณะที่ เอ็มบั๊ปเป้ แม้จะมีบทบาทเป็นกองหน้า แต่เขาไมได้อยู่กับที่ หรือปักหลักตรงกลางตลอดเวลา เขาจะเคลื่อนที่ไปตามช่องที่เพื่อนร่วมทีมช่วยกันเปิดให้ ซึ่งส่วนใหญ่ระยะทำการของเขาจะเป็นพื้นที่ฮาล์ฟสเปซของฝั่งซ้าย และส่วนใหญ่สมการนี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ เด็มเบเล่ ตีโซนฝั่งขวาแตกและสวิตช์บอลข้ามไปฝั่งซ้าย สร้างสถานการณ์การดวล 1-1 ให้ เอ็มบั๊ปเป้ ได้เล่นจังหวะนี้อยู่บ่อย ๆ 

เดส์ชองส์ มอง เด็มเบเล่ เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญของแท็กติก เพราะสามารถอุดรอยรั่วเกมรับได้ และจะให้ใช้ทีเด็ดเรื่องความเร็วความคล่องเพื่อเอาชนะ 1-1 ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะ เด็มเบเล่ ในตอนนี้เหมือนเล่นได้ 2 โหมด ไม่ว่าจะเล่นเป็นปีกนรกสายสปีด หรือเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่มีความอดทนและเข้าใจเกม ซึ่งอย่างหลังที่แหละที่ทำให้เขาเป็น "ทีมเพลย์เยอร์" ชั้นดี รู้ว่าจังหวะไหนควรดึงเชงเพื่อรอออกบอล เอ็มบั๊ปเป้, จังหวะไหนควรล้มเอาฟาวล์เพื่อดึงเวลา หรือจังหวะไหนควรทะลุทะลวงเข้าไปด้วยตัวเอง ... สำหรับ เด็มเบเล่ เขาทำได้ทั้ง 3 ออปชันอย่างเป็นธรรมชาติ

หากให้เปรียบเทียบทีมชาติฝรั่งเศสกับภาพยนตร์ ตอนนี้ แม้ เอ็มบั๊ปเป้ เป็นตัวละครเอกของเรื่อง แต่ เด็มเบเล่ ก็เป็นนักแสดงสมทบระดับรางวัลออสการ์ที่ทำให้หนังสนุกและเร้าใจขึ้น ไหนจะมีตัวรุกอย่าง โอลิเซ่ ที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร มันจึงทำให้ หนังเรื่องนี้ออกมาครบรสด้วยนักแสดงคุณภาพ ที่แต่ละคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี จนคนดูสามารถสนุกไปกับทุก ๆ ฉาก แม้ในฉากนั้นจะไม่มีตัวละครเอกก็ตาม 

ประตูปิดท้าย 2-0 ในเกมกับ โมร็อกโก นั้น เด็มเบเล่ ก็ช่วยยืนยันถึงความลงตัวในเกมรุกของทีม รวมถึงการเล่นร่วมกับ เอ็มบั๊ปเป้ อีกครั้งว่า ตอนนี้พวกเขาทุกคนต่างลงเล่นด้วยการคำนึงถึงทีมมาเป็นอันดับหนึ่ง และการเล่นแบบไร้อีโก้ รับฟังคำแนะนำที่มีประโยชน์ของกันและกัน แม้แต่ละคนจะมีดีกรีมาเต็มแค่ไหนก็ตาม

"2-3 นาทีก่อนที่ผมจะยิงประตูนั้นได้ คีลิยัน บอกผมว่าให้ขยับจากฝั่งขวาเข้ามาเล่นตรงกลางมากขึ้นอีกหน่อย เพราะเราจะเล่นเกมสวนกลับร่วมกัน ... ผมไหลไปตามกระแสเกมร่วมกับเขา และจากนั้นก็ตรงเป๊ะตามที่เขาพูด"

"เอ็มบั๊ปเป้ วิ่งดึงตัวประกบสร้างช่องว่างให้กับผม ผมรู้ทันทีว่าหน้าที่ตอนนั้นของผมคือการตั้งสมาธิกำหนดจังหวะการยิงให้ได้ และส่งมันเข้าประตูให้ได้  แล้วมันก็เป็นแบบที่คุณเห็นนั่นแหละ" 

พวกเขาทั้งคู่ลื่นไหลกันจนสามารถเปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวเองตามความเหมาะสมในการแข่งขันจริง ซึ่งเป็นที่มาของประตูมากมายในทัวร์นาเมนต์นี้ ที่ฝรั่งเศสกรุยทางมาถึงรอบตัดเชือกอีกครั้ง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.beinsports.com/en-us/soccer/fifa-world-cup-2026/articles/demb%C3%A9l%C3%A9-under-the-microscope-growing-doubts-in-france-despite-world-cup-victory-2026-06-17
https://sports.ndtv.com/fifa-world-cup-2026/could-do-little-better-frances-ousmane-dembeles-honest-remark-despite-win-vs-morocco-11751702
https://baonghean.vn/en/ousmane-dembele-va-nghich-ly-tai-tuyen-phap-khi-ngoi-sao-psg-lac-nhip-o-world-cup-2026-10341231.html
https://en.as.com/soccer/world-cup/somethings-wrong-with-dembele-f202606-n/
https://zamin.uz/en/sport/211619-kylian-mbappe-s-advice-and-france-s-victory-dembele-reveals-the-secret-to-success.html

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ