Feature

บาดแผลของยุคทอง : เหตุใดชาติที่มี "โกลเดน เจเนอเรชัน" มักไปไม่ถึงแชมป์ในฟุตบอลโลก ? | Main Stand

โปรตุเกส ชุด ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ใช่ทีมฟุตบอลแรกที่ได้รับคำยกย่องว่ากำลังอยู่ใน "ยุคทอง" และ "ตัวเต็ง" ก่อนเข้าทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่กลับมีตอนจบที่น่าผิดหวัง 

 


จากอังกฤษ ใน ฟุตบอลโลก 2006, อาร์เจนตินา ชุด ฟุตบอลโลก 2014, เบลเยียม ใน ฟุตบอลโลก 2018 จนกระทั่งมาถึงทัพฝอยทองชุดนี้ เหตุใดชาติที่ว่ากันว่ามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งพร้อมเป็นแชมป์ กลับจบยุคทองด้วยการไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรได้เลย ? 

ที่ว่าดี ที่ว่ายุคทอง แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ? ติดตามกับ MAIN STAND 

 

ว่าด้วยเรื่อง "โกลเดน เจเนอเรชั่น"

จะมีอะไรฟินกว่าการได้เห็นทีมชาติของตัวเองเต็มไปด้วยนักเตะตัวท็อปที่ฟอร์มกำลังเข้าฝัก ชนิดที่ว่าแค่จัด 11 ตัวจริงในจินตนาการ ก็ทำให้คุณยิ้มไม่หุบ 

มิดฟิลด์ทุกคนสอดประสานกันอย่างเข้าขา ขึ้น-ลง อย่างเป็นระบบ ปีก 2 ฝั่งพร้อมทะลวงคู่แข่งด้วยความเร็วและทักษะที่เหลือกินเหลือใช้ ไหนจะกองหน้าที่ฝากความหวังได้ทุกครั้งเมื่อบอลไปถึง 

อังกฤษ ชุด ฟุตบอลโลก 2006 มี พอล สโคลส์, แฟรงค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, เดวิด เบ็คแฮม, เวย์น รูนี่ย์ และขุมกำลังส่วนอื่น ๆ ที่กำลังเข้าฝัก 

เบลเยียม มี เควิน เดอ บรอยน์, โรเมลู ลูกากู, เอเด็น อาซาร์, และนักเตะแถวหน้าในลีกท็อป 5 ยุโรปอีกเพียบ ไล่จนมาถึง โปรตุเกส ยุคนี้ที่มี ชูเอา เนเวส กับ วิตินญ่า คู่กลางแชมป์ยุโรปกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง 2 สมัย ตัวปั้นเกมรุกที่สร้างโอกาสได้สารพัดแบบอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปิดท้ายด้วยเชอร์รี่บนหน้าเค้กอย่าง "การเต้นรำครั้งสุดท้าย" ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ถวิลหาแชมป์โลกเพื่อปลดล็อกทุกความสำเร็จในอาชีพ

ทีมเหล่านี้ได้รับนิยามไปในทิศทางของความสมบูรณ์แบบ เพราะความแข็งแกร่งในจินตนาการนี้เอง ทำให้ทีมเหล่านั้นได้รับความคาดหวังจะเป็นแชมป์ตั้งแต่การแข่งขันยังไม่เริ่ม และสิ่งนั้นแหละที่อันตราย 

ยิ่งถูกพูดถึง และถูกสื่อชำแหละเท่าไหร่ คู่แข่งก็ยิ่งรู้จักคุณมากขึ้นเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใด คำยกยอเหล่านั้นมันอาจทำให้คุณหลงลืมไปว่า "ทีมอื่นก็มีดี" โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ฟุตบอลวัดกันด้วยระบบและแท็กติก ทำให้ชาติเล็ก ๆ สามารถต่อกรกับทีมเต็งได้ดีมากขึ้น 

โดยสรุปก็คือ "โกลเดน เจเนอเรชัน" เปรียบเสมือนทีมที่สมบูรณ์แบบในความคิด แต่โลกนี้มีนิยามที่ใช้ได้จริงเสมออยู่อย่าง นั่นคือ การจินตนาการนั้นมันสนุกและเปิดกว้างให้เราคิดถึงแต่ผลลัพธ์ที่เป็นแง่บวก สิ่งสำคัญที่ยิ่งกว่าความคิดคือ "การลงมือทำ" ... การลงมือทำเป็นสิ่งที่ยากเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของฟุตบอลที่ไม่ได้วัดกันบนหน้ากระดาษ 

การที่เราคิดว่า หากนำคนเก่งมารวมตัวกัน ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือถ้วยแชมป์เมื่อฟุตบอลโลกปิดฉาก ทำให้เราได้เห็นบาดแผลแห่งความผิดหวังที่ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ และจากอดีตถึงปัจจุบัน เราพอจะได้คำตอบแล้วว่าทำไมความเก่งกาจระดับบุคคล ถึงกลายเป็นเหมือนกรงขังที่ฉุดรั้งไม่ให้ทีมชาติที่มี "ยุคทอง" เหล่านี้ไปถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 

 

กับดักของความสำเร็จ

สิ่งแรกที่เราสังเกตเห็นจากชาติที่มียุคทองของตัวเองแต่กลับล้มเหลว คือเรื่องของความกดดัน 

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทีมเหล่านี้มักจะถูกทำนายว่าเป็นแชมป์ตั้งแต่ก่อนแข่ง ขณะที่แฟนบอลทั่วโลกซึ่งคุ้นชินกับนักเตะตัวท็อป ต่างก็จับตามองพวกเขาด้วยความคาดหวังที่สูงมาก การเจอทีมเล็กต้องถล่มให้แหลก การเจอทีมใหญ่ด้วยกันก็ต้องชนะได้ด้วยเหล่านักเตะที่มีความสามารถในการตัดสินเกม 

สิ่งเหล่านี้เหมือนสนิมที่ค่อย ๆ กัดกร่อนฟอร์มของนักเตะมากกว่าทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ... โปรตุเกส เริ่มทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยการเสมอกับ ดีอาร์ คองโก ในเกมรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งในความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสำหรับฟุตบอลที่เล่น 3 นัดแล้ววัดผล แถมทีมอันดับที่ 3 ของกลุ่มยังมีโอกาสเข้ารอบน็อกเอาต์อีกต่างหาก เพราะในอดีต ทีมที่แพ้นัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ก็เคยไปถึงตำแหน่งแชมป์มาแล้ว

แต่สิ่งที่คุณน่าจะเห็นกันคือ เมื่อทีม โกลเดน เจน ไม่ชนะ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมอ โปรตุเกส โดนวิจารณ์จนเละจากฟอร์มที่ผิดคาดตั้งแต่เกมแรก กุนซืออย่าง โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ โดนเละเรื่องแท็กติก ขณะที่ความสัมพันธ์ในทีมถูกสื่อกระซวกซะเละว่ามีการแตกหักภายใน คนที่รับบทตัวร้ายเบอร์ 1 อย่าง โรนัลโด้ ถูกวิจารณ์ว่าเห็นแก่ตัว แก่เกินไป และทำให้สปิริตทีมเสีย ขณะที่นักเตะรุ่นใหม่อย่าง ชูเอา เนเวส ก็ถูกเขียนข่าวว่าเป็นนักเตะที่ปีนเกลียวรุ่นพี่ ... นี่แหละความกดดัน ทั้ง ๆ ที่แค่เกมแรก และทีมก็ไม่ได้แพ้ แต่สิ่งที่โปรตุเกสเจอคือราคาที่ทีมในยุค โกลเดน เจน ต้องจ่าย

โปรตุเกส ลงเล่นเกมที่ 2 กับ อุซเบกิสถาน ด้วยการแบกความกดดันนี้ลงเล่น คุณได้เห็นอากัปกิริยาของนักเตะแต่ละคนตอนที่ทีมยิงได้ พวกเขาสะใจเหมือนกับเป็นฟุตบอลน็อกเอาต์รอบลึก ๆ ซึ่งไม่แปลกเลยที่จะแสดงออกแบบนั้น เนื่องจากผลลัพธ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกฟุตบอล เมื่อบอลชนะ คำชมก็บังเกิด แต่ใครจะชนะได้ตลอดล่ะ ? 

โปรตุเกส ลงเล่นเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเสมอ โคลอมเบีย 0-0 จากคำชมที่ได้ก็กลายเป็นคำติอีกครั้ง ปัญหาเดิม ๆ ถูกขยี้บนหน้าสื่อ โดยเฉพาะเรื่อง โรนัลโด้ กับการเล่นร่วมกับแนวรุกคนอื่น ๆ ของทีม ไปจนถึงแท็กติกของโค้ช

ในฐานะทีมเต็ง ไม่มีทางที่พวกเขาจะหนีสิ่งเหล่านี้พ้น ยกเว้นเสียแต่ว่าฟอร์มในสนามของพวกเขาแข็งแกร่งเหมือน 11 ตัวจริงบนหน้ากระดาษ ชนะต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ เพราะความคาดหวังมันเป็นเช่นนั้นมาตลอด ไม่เคยหนีหายไปไหน 

เหตุผลอีกประการที่ไม่ควรมองข้าม คือเรื่องของอีโก้และการรวมกลุ่ม เมื่อคุณคือทีมชุด โกลเดน เจน นักเตะแต่ละคนต่างมีความเป็นตัวท็อป สิ่งที่ตามมามักจะเป็นปัญหาเรื่องระบบการเล่น 

เมื่อคุณมีดาวดังมากเกินไป และมีโค้ชที่ไม่ได้เป็นปรมาจารย์ด้านการจัดการ หรือเป็นโค้ชที่จิตวิทยาสูง ได้ใจลูกทีมทุกคนจริง ๆ เราจะได้เห็นสิ่งนี้เสมอนั่นคือการจัดทีมที่พยายามยัดนักเตะเก่ง ๆ ลงไปให้ครบในสนาม 

แน่นอนว่าคุณหวังจะใช้ความเป็นแมตช์วินเนอร์ของนักเตะเหล่านี้ชี้ขาดในเกมระดับสูง แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือการทำให้สมดุลของทีมเสียไป อีกทั้งอีโก้ของนักเตะดังในสนามก็อาจจะรบกวนกันและกันจนทำให้ไม่สามารถเล่นเป็นทีมได้ดี ... ทีมชาติอังกฤษ คือตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ 

"ผมว่าทีมชุด โกลเดน เจน ของเรานี่แหละคือผู้แพ้ที่เต็มไปด้วยอีโก้ พวกเราต่อกันไม่ติดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้น ๆ แล้ว มันเป็นเพราะอีโก้ หรือเพราะการแข่งขันที่เข้มข้นในระดับสโมสรก็ช่าง แต่มันทำให้พวกเราไม่สามารถต่อกันติดได้ เราไม่ได้เป็นทีมเดียวกัน และในมุมมองของผมคือ เราไม่เคยเป็นทีมที่ดีที่สุดจริง ๆ หรอก" สตีเว่น เจอร์ราร์ด กล่าวย้อนกลับไปถึงความล้มเหลวในทีมสิงโตคำรามยุคของเขา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดสำหรับเรื่องของ โกลเดน เจน ที่ล้มเหลวคือ ... เมื่อคุณมีนักเตะที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบที่ดีแล้ว คุณจำเป็นต้องมีเชฟ หรือเฮดโค้ชที่ทำให้ทุกคนเล่นออกมาพร้อมกันในฐานะทีมให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ต้องจิ้มไปที่ เบลเยียม ในยุคทอง ยุคที่พวกเขาเคยขึ้นไปอยู่อันดับ 1 บน ฟีฟ่า แรงกิง มาแล้ว 

แม้ไม่ได้อยากจะกล่าวโทษ มาร์ค วิลม็อตส์ และ โรเบร์โต้ มาร์ตีเนซ ที่มีโอกาสทำทีมเบลเยียมที่แข็งแกร่งทั้ง 11 คนบนหน้ากระดาษ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาส่งทีมไปได้ไม่ถึงฝั่ง ทั้งคู่ไม่ได้เป็นกุนซือตัวท็อป และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงได้เห็นการยึดติด หรือความเกรงใจเหล่าสตาร์ในทีมในหลาย ๆ ครั้ง จนทำให้พลาดแก่นแท้ของฟุตบอลไป เพราะนี่คือกีฬาที่เล่นเป็นทีม ต่อให้คุณจะโคตรเก่งนรกแตกมาจากไหน แต่เมื่ออยู่รวมกันในสนาม 11 คน หน้าที่ของคุณคือการเล่นเพื่อทีม ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และยกเอาเป้าหมายหลักของทีมเป็นหมุดหมายสำคัญอันดับ 1 

บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกเช่นนั้นเสมอ ทีมที่ไปถึงแชมป์โลกไม่ใช่แค่เก่งในสนามจริงเท่านั้น แต่ต้องเป็นทีมที่มีระบบดี ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองชัดเจน ทำงานตัวเองออกมาให้ดีที่สุด และถ้าเพื่อนร่วมทีมเจอสถานการณ์ยากลำบากในสนาม คุณก็ยังต้องสามารถไปช่วยงานเขาให้ทุกอย่างลุล่วงแล้วเสร็จดังที่ตั้งเป้าไว้ 

เยอรมนี ชุด ฟุตบอลโลก 2014 หรือ อาร์เจนตินา ใน ฟุตบอลโลก 2022 (และอาจรวมถึง ฟุตบอลโลก 2026 นี้ด้วย) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะฝั่งทัพฟ้า-ขาว ที่มีเบอร์ 1 ของโลกอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ เป็นพระเอก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์กและทีมสปิริตที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครแบกใครจนหลังแอ่น ทุกคนทำหน้าที่ตามได้รับมอบหมาย ด้วยหัวจิตหัวใจที่สู้จนนาทีสุดท้ายเสมอ 

 

ไม่สูญเปล่า

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายของฟุตบอลโลกดังขึ้น และความฝันที่เคยมีก็จบลงด้วยความว่างเปล่า เราอาจมองว่า โกลเดน เจเนอเรชัน เหล่านั้นคือความล้มเหลว แต่นั่นอาจเป็นการมองเพียงมิติเดียวเท่านั้น 

การจะบอกว่าพวกเขาห่วยแตกไม่ได้เรื่อง หรือด้อยค่าจนแทบจะลืมผลงานที่ผ่าน ๆ มาคงเป็นอะไรที่เกินจริงและใช้อารมณ์มากเกินไปหน่อย เพราะทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้าน และความพ่ายแพ้เองก็มีข้อดีของมันเช่นกัน 

ความล้มเหลวในสนามไม่ได้ลบเลือนคุณค่าของนักเตะเหล่านั้นไป เพราะมันได้ให้บทเรียนราคาแพงเอาไว้เช่นกัน 

ความพ่ายแพ้แบบที่ปลุกให้คุณตาสว่าง และมองโลกด้วยความจริงมากกว่าจินตนาการ มักมาในรูปแบบของการตื่นตัวของระบบเยาวชน การรื้อฟื้นโครงสร้างการจัดการทีมชาติใหม่ ดังเช่น เบลเยียม ที่สร้าง โกลเดน เจน หลังจากล้มเหลวในฟุตบอล ยูโร 2000  

หรือแม้กระทั่ง อาร์เจนตินา เองที่ได้ เมสซี่ เล่นทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2005 แต่กว่าที่จะเจอวิธีการใช้ เมสซี่ ให้อันตรายที่สุด และ เมสซี่ ก็หาวิธีการเล่นที่ทำให้คนอื่นรอบตัวไม่ต้องจมหายไปจากเฟรม ก็กินเวลาเป็นสิบปี เปลี่ยนโค้ชมาหลายคน จนมาลงตัวกับ ลีโอเนล สกาโลนี่

ท้ายที่สุด มันคือการยอมรับความเป็นไปของโลกฟุตบอลในยุคนี้ ที่เราต้องบอกว่า ชื่อเสียงไม่ใช่สูตรสำเร็จของการเป็นแชมป์โลก

ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง ... และไม่มีใครชนะตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม ฟุตบอลคือเรื่องของคุณภาพ ความฟิต ทีมสปิริต และแท็กติกที่เหมาะสม และเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้โชว์สิ่งที่กล่าวมาเมื่อลงสนามเท่านั้น ไม่ใช่การยกยอจากสื่ออย่างที่ใครเข้าใจ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://sports.yahoo.com/articles/belgium-wasted-golden-generation-one-060703676.html
https://www.bbc.com/sport/football/articles/czew46d23d8o
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/eqy2tw/why_did_englands_golden_generation_fail_lampard/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ