Feature

โอลิเวอร์ แบร์แมน : ดาวรุ่งผู้คว้าเก้าอี้ที่นั่ง F1 ได้อยู่หมัดจากการเป็น "มือแทน" | Main Stand

ถ้ามีคนบอกคุณว่า "วันที่ดีที่สุดในชีวิต ที่คุณเฝ้าฝันมาตลอดกำลังจะมาถึง แต่นี่คือโอกาสเดียว ถ้าพลาด จะไม่มีโอกาสที่สอง" คุณจะตอบตกลงรับโอกาสนั้นหรือไม่ ?

 


ลองจินตนาการดูว่า ในขณะที่คุณกำลังใช้ชีวิตตามปกติ กำลังเตรียมตัวทำหน้าที่ของตัวเองในงานที่คุ้นเคย จู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น พร้อมกับข้อเสนอที่กระชากคุณเข้าสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กดดันที่สุด และมีคนเฝ้ามองมากที่สุดในโลก ... เวทีที่คุณใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต แต่มันมาเร็วกว่าที่คิด และคุณมีเวลาเตรียมตัวแค่พลิกฝ่ามือ

การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่าง F1 ในวัยเพียง 18 ย่าง 19 ปี คือความฝันที่นักแข่งรถหยาดเหงื่อแรงกายห้ำหั่นกันนับหมื่นชีวิตทั่วโลกเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ที่มีเพียงราว 20 ตัว 

แต่สำหรับ โอลิเวอร์ แบร์แมน เด็กหนุ่มชาวอังกฤษ เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ แสงแฟลช และสปอตไลต์ มีรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนสุดหยั่งคาด และการตัดสินใจที่ต้องแลกด้วย "ทุกอย่าง" ของชีวิตวัยรุ่น

อะไรคือสิ่งที่เขาต้องเผชิญเมื่อถูกเรียกตัวด่วนให้สวมชุดแข่งสีแดงของทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Ferrari ? ชีวิตที่ต้อง "โตเกินวัย" ของเขามีราคาที่ต้องจ่ายแพงแค่ไหน ? ต่อไปจากนี้คือเรื่องราวหลังพวงมาลัยของหนึ่งในดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดใน F1 ยุคนี้

 

จากเด็กชายสู่ดับเบิลแชมป์ในปีเดียว

“โอลลี่” โอลิเวอร์ เจมส์ แบร์แมน เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2005 ในกรุงลอนดอน และเติบโตที่เมืองเชล์มสฟอร์ด (Chelmsford) เขาหลงใหลในความเร็วตั้งแต่จำความได้ และเริ่มจับพวงมาลัยรถโกคาร์ทแข่งขันตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ โดยเลือกใช้ "หมายเลข 87" ซึ่งกลายมาเป็นเบอร์ประจำตัวที่เขาเลือกใช้ใน F1 จนถึงปัจจุบัน

พรสวรรค์ของโอลลี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เขาไล่กวาดแชมป์โกคาร์ททั้งในระดับประเทศและระดับทวีป ก่อนจะขยับขึ้นสู่รถล้อเปิด (Single-seater) อย่างเป็นทางการในปี 2020 ในศึก F4 แต่ปีที่ทำให้ทั้งยุโรปต้องหันมามองเด็กหนุ่มคนนี้คือปี 2021 ... ปีที่เขาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่

โอลลี่ในสีเสื้อของทีม Van Amersfoort Racing ตัดสินใจลงแข่งแบบควบสองรายการ ทั้ง Italian F4 และ ADAC F4 (เยอรมัน) ซึ่งเป็นสองซีรีส์ F4 ที่หินที่สุดในโลก สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ "ระเบิดฟอร์ม" ระดับปรากฏการณ์ เขาคว้าชัยชนะไปถึง 11 เรซในอิตาลี และอีก 6 เรซในเยอรมนี ผงาดคว้าแชมป์ทั้งสองรายการในปีเดียวกัน กลายเป็นนักขับคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำ "ดับเบิลแชมป์" F4 ได้สำเร็จ ความร้อนแรงนี้ส่งสัญญาณไปยังหลายทีมใน F1 และในปลายปีนั้นเอง Ferrari Driver Academy ก็ไม่รอช้าที่จะดึงตัวเพชรเม็ดงามนี้เข้าสู่สังกัด

เขาใช้เวลาสั้น ๆ ก้าวกระโดดขึ้นสู่รายการ F3 ในปี 2022 กับทีม Prema จบอันดับ 3 ในตารางคะแนนสะสมตั้งแต่ปีแรกที่เป็นรุกกี้ ก่อนจะเลื่อนชั้นสู่เวที F2 ในปี 2023 กวาดชัยชนะและโชว์ความเร็วที่ดิบเถื่อนจนก้าวขึ้นมาเป็นนักขับทดสอบและนักขับสำรอง (Reserve Driver) ให้กับทั้ง Ferrari และ Haas ในปี 2024

 

 โอกาสระดับโลกที่มาพร้อมกับ "เงินค่าโทรศัพท์หมด"

บ่ายวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2024 ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โอลลี่เพิ่งทำผลงานระดับมาสเตอร์พีซด้วยการคว้าตำแหน่งโพลในการแข่งขัน F2 เขาตื่นขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะในซีรีส์รอง ขณะที่เขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยง จู่ ๆ หน้าจอโทรศัพท์ของ คริส ฮาร์ฟิลด์ ผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็สว่างวาบขึ้น ปรากฏชื่อของ เฟร็ด วาสเซอร์ บอสใหญ่ของทีม Ferrari โทรเข้ามา

แต่เรื่องที่เกือบจะกลายเป็นตลกร้ายก็คือ ... ในนาทีวิกฤตที่อาจเปลี่ยนชีวิตนักแข่งคนหนึ่ง คริส ดัน "เงินค่าโทรศัพท์หมดเกลี้ยง!" เขาไม่สามารถรับสายหรือโทรออกข้ามประเทศได้ โชคยังดีที่โอลลี่มีอินเทอร์เน็ตและแพ็กเกจที่มากพอ เขาจึงรีบใช้โทรศัพท์ของตัวเองต่อสายตรงกลับไปหาเฟร็ด

ประโยคที่ปลายสายบอกมา ทำเอาโลกทั้งใบของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีหยุดหมุน ... การ์ลอส ไซน์ซ มีอาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน "โอลลี่ ... นายต้องลงขับแทนการ์ลอสในสุดสัปดาห์นี้"

โอลลี่มีเวลาเตรียมตัวเพียง 60 นาทีเท่านั้นในรอบ FP3 ก่อนจะเข้าสู่รอบควอลิฟาย เขาต้องเรียนรู้ความซับซ้อนของพวงมาลัยรถแข่ง F1 ที่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดย่อม มันมีปุ่มควบคุมมากถึง 15-20 ปุ่ม ซึ่งสามารถปรับค่าผสมผสานได้เป็นพัน ๆ รูปแบบ ทั้งโหมดเครื่องยนต์ การกระจายแรงเบรก และระบบไฮบริด

แต่สิ่งที่เขากังวลที่สุดตอนนั่งอยู่ในค็อกพิต ไม่ใช่ความเร็วระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เป็นเรื่องพื้นฐานอย่าง จุดจับของคลัตช์มือบนพวงมาลัย

สำหรับคนใช้รถทั่วไป เราคุ้นเคยกับการใช้ "เท้า" ค่อย ๆ เลี้ยงคลัตช์ให้รถออกตัว แต่ในรถ F1 คลัตช์ถูกควบคุมด้วย "ปลายนิ้ว" บนพวงมาลัย

การออกสตาร์ตใน F1 ต้องใช้ความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ความแตกต่างระหว่างการปล่อยคลัตช์ที่ 20% กับ 60% คือเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างการพุ่งทะยานออกตัวอย่างสมบูรณ์แบบ กับการที่ระบบ Anti-stall ทำงานจนรถดับกระตุกและหยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งนั่นหมายถึงหายนะที่อาจถูกรถคันหลังชนท้ายเต็มแรง

ก่อนที่เขาจะสวมหมวกกันน็อก คริส ผู้จัดการส่วนตัวได้มองตาเขาและพูดประโยคสั้น ๆ ว่า ...

"ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงต่อจากนี้ คือ 2 ชั่วโมงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาย"

คำพูดนี้คือเครื่องเตือนใจถึงความกดดันระดับมหาศาล เขาต้องเปลี่ยนความตื่นตระหนก ให้กลายเป็นสมาธิเยือกเย็น เพื่อคุมรถแข่งที่มีความเร็วสูงเกินขอบเขตจินตนาการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็เกินคาด ... โอลลี่ควอลิฟายอันดับ 11 พลาดการเข้าสู่รอบ Q3 ไปเพียง 0.036 วินาที 

และในวันแข่งขันจริง เขาขับด้วยความนิ่งเกินวัย ต้านทานแรงกดดันจากแชมป์โลก 7 สมัยอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน และ แลนโด้ นอร์ริส ในช่วงท้ายเรซ เข้าป้ายในอันดับที่ 7 คว้าคะแนนสะสมให้ตัวเองและทีม พร้อมกับครองสถิติ "นักขับอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงแข่งให้ Ferrari" และคว้ารางวัล Driver of the Day ไปครองอย่างหมดจด

 

ความโดดเดี่ยว และ "เครื่องซักผ้า" ... ราคาของความฝัน

เมื่อเราเห็นภาพเด็กหนุ่มฉลองความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่บนหน้าจอทีวี เรามักจะลืมไปว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นถูกแลกมาด้วยอะไรบ้าง

สำหรับโอลลี่ ราคาของความฝันนี้คือการสละทิ้งชีวิตวัยรุ่นอย่างสิ้นเชิง เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี เก็บกระเป๋าจากบ้านเกิดที่อังกฤษ บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่เมืองโมเดน่า ประเทศอิตาลีเพียงลำพัง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้กับโรงงานของ Ferrari ให้มากที่สุด

แง่มุมที่สะท้อนความเป็นมนุษย์และทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับยอดมนุษย์คนนี้ได้ดีที่สุด คือเรื่องของ "เครื่องซักผ้า" โอลลี่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงแรกที่ย้ายมาอิตาลี เขาใช้เครื่องซักผ้าไม่เป็นด้วยซ้ำ! เขาไม่รู้ว่าจะต้องแยกผ้าอย่างไร ใช้น้ำยาซักผ้าช่องไหน นี่คือภาพสะท้อนของการถูกบังคับให้ต้อง "เติบโตแบบก้าวกระโดด" 

ในขณะที่เพื่อนวัย 17-18 ปีของเขากำลังสนุกสนานกับปาร์ตี้สุดสัปดาห์ ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างเต็มคราบ โอลลี่ต้องปฏิเสธคำชวนเหล่านั้น เขาต้องนั่งจมอยู่กับหน้าจอกราฟวิเคราะห์ข้อมูลในโรงงานจนมืดค่ำ กลับมาซักผ้าทำความสะอาดห้องพักเพียงลำพัง สำหรับเขา "ความเหงา" คือความรู้สึกที่กัดกินหัวใจและเกิดขึ้นจริง แต่มันคือ "การเสียสละ" ที่เขาเต็มใจจ่าย เพื่อเป้าหมายที่รออยู่ปลายทาง

 

ศิลปะแห่ง "การเลือกสมรภูมิ"

พัฒนาการที่โดดเดี่ยวของเขา ไม่ได้เติบโตอย่างไร้ทิศทาง โอลลี่ได้รับการขัดเกลาและเจียระไนโดย เอ็นโซ่ มุชชี่ โค้ชทางจิตวิทยา ผู้อยู่เบื้องหลังความแข็งแกร่งของนักขับดาวรุ่งอีกหลายคน 

ในอดีต โอลลี่มักจะถูกครอบงำด้วยสไตล์การขับที่เต็มไปด้วยความ "สิ้นหวังและกระหายจนเกินพอดี" ความเลือดร้อนนี้เคยทำให้เขาต้องจ่ายราคาแพงมาแล้วในศึก F3 ที่สนาม Imola เมื่อเขาพยายามที่จะป้องกันตำแหน่งผู้นำในจังหวะที่เสียเปรียบและไม่ควรป้องกัน จนเกิดความผิดพลาดและเสียแชมป์ไปในรอบสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจ

เอ็นโซ่เข้ามาเปลี่ยน Mindset ของเขาใหม่หมด โดยสอนให้รู้จักแนวคิด "Picking your battles" หรือศิลปะแห่งการรู้จักเลือกจังหวะ ... สมรภูมิไหนควรสู้แบบถวายหัว และสมรภูมิไหนควรผ่อนคันเร่งยอมถอยเพื่อรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว

โอลลี่เล่าเปรียบเทียบให้ฟังว่า ในโลกของ F1 การขับให้ถึง 98% ของขีดจำกัดรถนั้น เอาเข้าจริงอาจจะดู "ง่าย" กว่า F2 ด้วยซ้ำ เพราะแรงกด (Downforce) ที่มหาศาลจากอากาศพลศาสตร์ มันกดทับให้รถนิ่งสนิทราวกับวิ่งอยู่บนรางรถไฟ 

แต่การพยายามงมหา "1-2% สุดท้าย" เพื่อรีดศักยภาพสูงสุดโดยที่ไม่ข้ามเส้นจนรถหลุดโค้งพุ่งชนกำแพง นั่นต่างหากคือความท้าทายที่โหดร้ายที่สุด และต้องใช้ความสุขุมระดับปรมาจารย์ ซึ่งปรัชญาจากเอ็นโซ่นี่เองที่ทำให้โอลลี่สามารถพารถ Ferrari กลับมาเข้าพิตได้อย่างไร้รอยขีดข่วนในเจดดาห์

 

ร่างกายที่ต้องแลก

หากเรามองจากภาพมุมสูงของกล้องเฮลิคอปเตอร์ รถ F1 ดูเหมือนจะไหลลื่นไปตามแทร็กอย่างสวยงาม แต่ในค็อกพิตที่โอลลี่นั่งอยู่ สภาพร่างกายของเขาหลังจบการแข่งขัน 50 รอบที่เจดดาห์ คือคำนิยามของ "ความทรมาน" อย่างแท้จริง

ทันทีที่ก้าวลงจากรถ โอลลี่ไม่ได้มีเพียงแค่อาการเหนื่อยล้าจนแทบยืนไม่อยู่ แต่เขามีอาการ "ปวดศีรษะอย่างรุนแรง" สาเหตุมาจากการที่ศีรษะและหมวกกันน็อกของเขาถูกเหวี่ยงกระแทกกับพนักพิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ ครั้งที่รถสาดเข้าโค้งความเร็วสูง และต้องรับแรง G-Force ระดับ 4-5G อย่างต่อเนื่อง 

เพื่อให้เห็นภาพความทรมานนี้ชัดเจนขึ้น ศีรษะของมนุษย์รวมกับหมวกกันน็อกจะมีน้ำหนักราว ๆ 7 กิโลกรัม แต่เมื่อรถ F1 สาดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แปลว่าในทุก ๆ โค้ง กล้ามเนื้อคอของโอลลี่จะต้องออกแรงเกร็งเพื่อต้านทานน้ำหนักถึง 5 เท่า หรือประมาณ 35 กิโลกรัม เพื่อป้องกันศีรษะเหวี่ยงกระแทกพนักพิง ทำให้ทีมช่างต้องหาแผ่นรองนุ่ม ๆ แบบพิเศษมาเสริมให้ที่พนักพิงระหว่างการแข่งขัน เพื่อประคองคอของเขาให้พอทนขับจนจบเรซได้

ประสบการณ์สุดโหดนี้ ทำให้เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า... ความฟิตระดับนักกีฬาในรุ่น F2 มันกลายเป็นแค่เรื่องตลกเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับโลกของ F1 เขาตระหนักดีว่าเขาต้องรื้อโครงสร้างร่างกายใหม่ทั้งหมด ต้องสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหลังคอ ให้แข็งแกร่งดั่งหินผา เพราะรถที่เขาต้องลงไปขับในอนาคตข้างหน้า มันสามารถปั่นป่วนเขย่าอวัยวะภายในให้ย้ายที่ได้ในทุกวินาทีที่เบรกและเหยียบคันเร่ง!

 

ความลับของ "Swifty" ใต้หมวกกันน็อก

ใครจะไปคิดว่าปาฏิหาริย์ (หรือความวุ่นวาย) จะเกิดขึ้นซ้ำสองและซ้ำสามในปีเดียวกัน!

หลังจากเจดดาห์ โอลลี่ถูกเรียกตัวให้เป็น "มือแทน" แบบฉุกเฉินอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในสีเสื้อของทีม Haas ในศึก Azerbaijan Grand Prix เขาต้องมาขับแทน เควิน แม็กนุสเซ่น ที่โดนแบนจากการสะสมแต้มโทษ และในแทร็กสตรีทเซอร์กิตที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โอลลี่ทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการควอลิฟายเหนือเพื่อนร่วมทีมจอมเก๋าอย่าง นิโก้ ฮูลเคนแบร์ก และจบเรซในอันดับที่ 10 คว้าคะแนนสะสมได้อีกครั้ง

โอลลี่สร้างสถิติประวัติศาสตร์เป็น "นักขับคนแรกในประวัติศาสตร์ F1 ที่สามารถคว้าแต้มให้สองทีมที่แตกต่างกัน ในการลงแข่ง 2 เรซแรกของชีวิต" และเขายังต้องมาลุยด่านฝนสุดโหดที่บราซิลแทนแม็กนุสเซ่นที่ป่วยอีกครั้ง แม้จะเต็มไปด้วยบททดสอบ การหมุน และบทลงโทษ แต่มันคือชั่วโมงบินที่ประเมินค่าไม่ได้

แต่ใต้ภาพลักษณ์นักแข่งที่ดุดัน สุขุม และมีวินัยสูงปรี๊ด ในชีวิตส่วนตัว โอลลี่คือวัยรุ่นธรรมดาที่มีมุมน่ารักซ่อนอยู่ เขาประกาศตัวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น "Swifty" หรือแฟนคลับตัวยงของศิลปินระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์

เขามีหลักฐานยืนยันเป็นแอป Spotify ที่มีการกด Like เพลงของเทย์เลอร์ไว้มากกว่า 1,000 เพลง โดยแทร็กโปรดที่เขาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือเพลง "Love Story" โอลลี่เคยให้สัมภาษณ์พร้อมรอยยิ้มเขิน ๆ ว่า…

"ผมชอบเพลงพวกนั้นนะ ผมชอบเพลง 'Love Story' บางทีผมอาจจะเป็นพวกโรแมนติกก็ได้ครับ"

นอกจากรสนิยมด้านดนตรีที่ขัดกับความเกรี้ยวกราดบนแทร็กแล้ว ความเป็น "Night Owl" หรือคนที่ชอบใช้ชีวิตและตื่นตัวในเวลากลางคืน ยังกลายเป็นข้อได้เปรียบทางชีวภาพของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อต้องมาเจอกับตารางการแข่งขัน Night Race ของ F1 (อย่างที่ซาอุฯ หรือสิงคโปร์) ที่ต้องเร่งความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. ในช่วงเวลาที่คนปกติทั่วไปกำลังจะล้มตัวลงนอน

 

ก้าวต่อไป และปรัชญา "10, 15 หรือ 20 ปี"

เดือนกรกฎาคม 2024 ข่าวใหญ่ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ทีม Haas F1 ประกาศเซ็นสัญญาระยะยาวคว้าตัว โอลิเวอร์ แบร์แมน เข้ามาเป็น "นักขับตัวจริง" สำหรับฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป พร้อมขับเคียงข้างกับ เอสเตบัน โอคอน 

ซึ่งสัญญาฉบับนี้การันตีว่าเขาจะอยู่ในกริดอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2026 เขาไม่ใช่ตัวสำรอง ไม่ใช่สแตนด์บายที่ต้องรอสายโทรศัพท์อีกต่อไป ... แต่เขาคือตัวละครหลักของวงการ

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในตัวของเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ใช่การที่เขาสามารถพารถที่เร็วกว่าจรวดเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ แต่คือ "วิสัยทัศน์ระยะยาว" โอลลี่ในวัยเพียงย่าง 20 ปี ไม่ได้มองแค่การพุ่งชนความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ แต่มองไกลทะลุไปถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เขากล่าวทิ้งท้ายเป็นปรัชญาที่ทรงพลังว่า สิ่งที่เขากลัวที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การพ่ายแพ้บนสนามแข่ง แต่คือการมองย้อนกลับมาในอีก "10, 15 หรือ 20 ปีข้างหน้า" แล้วต้องพูดกับตัวเองหน้ากระจกว่า ... "ผมน่าจะตั้งใจทำงานให้หนักกว่านี้" 

นั่นคือเหตุผลที่เขายอมทิ้งงานพรอม ทิ้งปาร์ตี้ของวัยรุ่น เพื่อไปขลุกตัวอยู่กับเครื่องซิมูเลเตอร์ที่ Maranello เหตุผลที่เขายอมเผชิญความเหงาและต้องมาหัดใช้เครื่องซักผ้าเพียงลำพังในอิตาลี

เพราะสำหรับ โอลิเวอร์ แบร์แมน ... ความพยายามและความอดทนในวันนี้ คือหลักประกันชั้นยอดว่า จะไม่มีความเสียใจใด ๆ หลงเหลืออยู่ในอีกสองทศวรรษข้างหน้า เมื่อประวัติศาสตร์ Formula 1 ถูกจารึกชื่อของเขาลงไปตลอดกาล

และสิ่งที่เขาเชื่อก็ได้เห็นผลภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี แบร์แมน สามารถกวาดแต้มให้กับ Haas จนหลุดพ้นออกจากโซนท้ายตารางคะแนนชิงแชมป์ผู้ผลิตที่ทีมประสบพบเจออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าทีมได้เงินสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีสปอนเซอร์เข้าสู่ทีมมากขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อการเดินทางมาถึงฤดูกาล 2026 กราฟพัฒนาการของเขาก็สูงขึ้น กลายเป็น "เดอะแบก" ของทีม เมื่อผ่านไป 8 เรซ คะแนนของ Haas อยู่ที่ 21 คะแนน โดยมาจากการทำคะแนนของแบร์แมนถึง 18 คะแนน แม้ว่าเขาจะประสบอุบัติเหตุในการแข่งขัน Japanese GP ด้วยแรง 50G ก่อนออกจากการแข่งขันไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความร้อนแรงของเขาน้อยลงไปเลยแต่น้อย

และนี่อาจจะเป็นเพียงแค่ปฐมบทของตำนานหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ Formula 1 ตำนานของเด็กหนุ่มหมายเลข 87 ที่เริ่มต้นจากการรับสายโทรศัพท์ในวันนั้น สู่การเป็น 'ปรากฏการณ์' ที่พร้อมจะเขย่าบัลลังก์มอเตอร์สปอร์ตไปอีกนับทศวรรษ

 

แหล่งอ้างอิง

https://youtu.be/4dz2Tk8nScs
https://youtu.be/YuEtKfsHH9I
https://youtu.be/0rxxxocO7lM
https://youtu.be/1hXFjotgn0g
https://youtu.be/yJzrK2XnnqU
https://youtu.be/KAOVXJ7efM4

Author

พงศ์ปณต ตั้งตราชู

นักเล่ามอเตอร์สปอร์ตในคราบพนักงานออฟฟิศ

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ