Feature

ตะกร้อไทยวอล์กเอาต์ สั่นคลอนสูญอำนาจองค์กรโลก | Main Stand

เหตุการณ์ความวุ่นวายในศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบทลงโทษที่จะเกิดขึ้นกับทีมชาติไทยในอนาคตเท่านั้น 

 


แต่อาจส่งผลไปถึงการครองอำนาจในระดับโลก ที่จะมีการเลือกตั้งประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) คนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2026 ด้วยเช่นกัน

แม้ไทยจะผูกขาดการเป็นผู้นำองค์กรตะกร้อโลกมาตลอด 38 ปี … แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การชิงเก้าอี้ครั้งต่อไป ไทยอาจต้องสูญเสียอำนาจที่เคยมีอยู่ก็เป็นได้

 

มหาอำนาจเริ่มสั่นคลอน

ประเทศไทยถือเป็นมหาอำนาจในวงการตะกร้อมาอย่างยาวนาน เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) เมื่อปี 1988 ผู้ที่นั่งตำแหน่งประธานสหพันธ์ก็เป็นคนไทยมาโดยตลอด นานกว่า 38 ปี 

เริ่มตั้งแต่ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตนายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ผู้ล่วงลับ ที่ครองเก้าอี้ยาวนานกว่า 35 ปี (1988-2023) จนมาถึง บุญชัย หล่อพิพัฒน์ ผู้บริหารแบรนด์มาราธอน และอดีตอุปนายกสมาคมตะกร้อไทย ที่เข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งรักษาการประธานสหพันธ์ จนถึงปัจุบัน

อย่างไรก็ตาม เก้าอี้ที่มั่นคงมานานอาจต้องสั่นคลอน ในการเลือกตั้งประธานสหพันธ์คนใหม่ ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมนี้ … โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุอื้อฉาวในศึกชิงแชมป์โลก 2026 ที่ผ่านมา 

ในนัดชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของ โมฮัมเหม็ด ราดี้ กรรมการชาวสิงคโปร์ ที่ตัดสินค้านสายตาชาวไทยในหลายจังหวะ โดยเฉพาะการให้ฟาวล์ในจังหวะที่เท้าเหยียบเส้น จนกลายเป็นประเด็นลุกลามไปถึงขั้นไม่ยอมลงแข่งขันต่อ และโดนปรับแพ้ไปในที่สุด

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของแฟนตะกร้อในสนามกว่า 4,000 คน … ไทยที่เคยเป็นมหาอำนาจในวงการมาโดยตลอด กลับโดยพิษของผู้ตัดสินเล่นงานอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะประท้วงอย่างไรก็ไม่เห็นผล

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าปัจจุบันไทยไม่ได้มีพาวเวอร์มากพอที่จะทำให้นานาชาติเกรงใจเหมือนแต่ก่อนแล้ว หนำซ้ำองค์กรที่เป็นผู้ควบคุมทั้งระดับโลกและเอเชียก็ไม่ได้ออกโรงปกป้องผลประโยชน์ของทีมไทยแต่อย่างใด

 

ตะกร้อโลกเห็นค้านไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้แสดงออกชัดเจนถึงความไม่พอใจในการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน เช่นเดียวกับแฟน ๆ ชาวไทย ที่พร้อมใจกันสนับสนุนทัพลูกหวายไทยอย่างเต็มที่  

ทว่าในระดับนานาชาติกลับไม่เป็นเช่นนั้น สหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) และสหพันธ์ตะกร้อแห่งเอเชีย (ASTAF) ต่างออกมาปกป้องผู้ตัดสิน พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ และมีความยุติธรรม อีกทั้งยังสดุดี โมฮัมเหม็ด ราดี้ ที่ทำหน้าที่มานานกว่า 50 ปี

ที่สำคัญยังเตรียมดำเนินการกับทีมชาติไทย จากการวอล์กเอาต์ไม่ยอมแข่งขันต่อ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนของสมาคมตะกร้อมาเลเซีย (PSM) กรณีที่เจ้าหน้าที่ทีมไทยที่ไม่มีชื่อในทีม 3 ราย ฝ่าฝืนเข้าไปยังบริเวณม้านั่งนักกีฬาอีกด้วย

แม้แต่ บุญชัย หล่อพิพัฒน์ ที่นั่งรักษาการประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ อยู่ในปัจจุบัน ยังมองว่า คำตัดสินของกรรมการในจังหวะดังกล่าวถูกต้อง และแม้จะไม่พอใจคำตัดสิน แต่นักกีฬาควรแข่งขันต่อ แล้วใช้สิทธิ์ประท้วงตามขั้นตอนหลังจบเกมภายใน 30 นาที

"กรณีการไม่แข่งขันต่อ หรือ Walk Out ถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านการจัดการแข่งขันและการถ่ายทอดสด ซึ่งในกีฬาสากลถือเป็นความผิดทางวินัย"

"สำหรับกรณีของทีมชาติไทยครั้งนี้ จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอธิบายข้อเท็จจริง ก่อนที่คณะกรรมการจะพิจารณาสรุปผลและบทลงโทษต่อไป เบื้องต้น บทลงโทษอาจมีตั้งแต่การพักการแข่งขัน พักการทำหน้าที่ หรือมาตรการทางวินัยอื่น ขึ้นอยู่กับระดับของการละเมิด" บุญชัย ระบุ

คำสัมภาษณ์ที่ออกมาของบุญชัยได้สร้างความคาใจให้กับแฟน ๆ ชาวไทยไม่น้อย ว่าเหตุใดจึงสวนทางกับความเห็นของสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยเช่นนี้ 

อย่างไรก็ตาม หากจำกันได้ บุญชัย เคยแย่งชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย กับ ธนา ไชยประสิทธิ์ นายกคนปัจจุบัน มาแล้ว ก่อนจะแพ้โหวตไปอย่างเฉียดฉิว 12-15 เสียง พร้อมส่งให้เจ้าตัวไม่มีชื่ออยู่ในคณะกรรมการบริหารของสมาคมชุดปัจจุบัน 

ดังนั้น หากเจ้าตัวต้องการจะชิงตำแหน่งประธานตะกร้อโลกครั้งหน้า จำต้องมีตำแหน่งในสมาคมก่อน จึงจะมีสิทธิ์เป็นแคนดิเดตหรือถูกเสนอชื่อได้ ทว่าด้วยท่าทีที่ออกมาตรงข้ามกับสมาคมอย่างชัดเจน จึงไม่แน่นอนว่าจะได้มีชื่อกลับมาหรือไม่ และหากไม่มี ไทยจะส่งใครเป็นแคนดิเดตแทน 

 

จับตาเลือกตั้ง ไทยสูญอำนาจ ? 

เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของตะกร้อไทยในระดับนานาชาติเต็ม ๆ แม้ทีมไทยจะออกมาโต้ว่าไม่ใช่การวอล์กเอาต์ แต่ในความเป็นจริงคือการตั้งใจไม่ส่งทีมลงแข่งต่อ ซึ่งบางความเห็นถึงขั้นมองว่าประเทศไทยใช้ความเป็นมหาอำนาจข่มขู่การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินด้วยการกระทำดังกล่าวเลยทีเดียว

สิ่งเหล่านี้ทำให้อาจส่งผลถึงความเชื่อใจ และเป็นปัจจัยต่าง ๆ ในการพิจารณาโหวตเลือกประธานสหพันธ์ตะกร้อโลกครั้งใหม่ของสมาชิกทั้ง 54 ชาติ เลยก็เป็นได้

ในขณะที่สถานการณ์ในวงการตะกร้อไทยเองก็ยังคลุมเครือ แถมยังต้องเผชิญกับข้อครหาที่เกิดขึ้น ทำให้หลายชาติต่างสบช่องที่จะก้าวขึ้นมาครองอำนาจแทน โดยเฉพาะมาเลเซียที่หวังจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรรายใหม่

ดาโต๊ะ สุมาลี เรดวน นายกสมาคมเซปักตะกร้อแห่งมาเลเซีย ในฐานะรองประธานสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ เคยแย้มเองว่าตนเองก็สนใจที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานสหพันธ์เช่นกัน

"ผมกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ แต่ผมจะบอกใบ้ให้สักอย่างหนึ่ง ตำแหน่งประธาน ISTAF นั้น ประเทศไทยครองมานานกว่า 30 ปีแล้ว นับตั้งแต่ก่อตั้ง ประธานของ ISTAF มาจากประเทศไทยเสมอมา"

"ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์ก็อาจจะเป็นเช่นนี้ไปอีก 50 ปี แต่ผมต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ" สุมาลี เผยเมื่อปี 2025

หากมองความเป็นจริง มาเลเซียเองก็มีศักยภาพมากพอที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางของวงการตะกร้อโลก อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับชาติสมาชิกอื่น ๆ ไม่น้อยไปกว่าไทย

จึงเป็นเรื่องน่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเทศไทยจะรักษาอำนาจในการเป็นผู้นำองค์กรตะกร้อโลกไว้ได้หรือไม่ จะมีใครที่เหมาะสมขึ้นรับไม้ต่อแทน หรือจะสนับสนุนเจ้าเก่าที่ความเห็นยังขัดแย้งกับสมาคมต่อไป … หรือถึงขั้นต้องปล่อยให้ชาติอื่นก้าวขึ้นมาครองอำนาจแทน

 

Author

ชมณัฐ รัตตะสุข

Chommanat

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ