Feature

ทีมที่คุณอาจรู้จักน้อยเกินไป : เอลเวอร์สแบร์ก เล็กที่สุด … แต่หยุดไม่อยู่ | Main Stand

"เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า ถ้าเกิดเอลเวอร์สแบร์กเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้ ก็เปรียบเหมือนข้าได้เดินไปเหยียบดวงจันทร์นั่นแหละ" 

 

วินเซนต์ วากเนอร์ กุนซือของ เอลเวอร์สแบร์ก กล่าวหลังพาทีมของเขาที่มีงบประมาณเพียงน้อยนิด ต้องซื้อนักเตะราคาถูก และเซ็นฟรีนักเตะที่หมดสัญญามาร่วมทีม เพื่อภารกิจเลื่อนชั้นที่แทบเป็นไปไม่ได้ในสายตาคนอื่น 

"ตอนนี้เราเดินทางมาถึงดวงจันทร์แล้ว" เขากล่าวทิ้งท้ายหลังทำสำเร็จ 

ทำไมทีมที่มาจากเมืองเล็ก ๆ ทีมนี้ จึงไต่ระดับมาถึงบุนเดสลีกาได้ 

ติดตามกับ MAIN STAND 

 

ดินแดนแห่งทีมชาติเยอรมนี "ทีมที่ 3" 

เอลเวอร์สแบร์ก คือเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนี ที่น่าเหลือเชื่อคือ เมืองนี้มีประชากรแค่ 13,000 คนเท่านั้น 

ถ้าถามว่ามันน้อยขนาดไหน ? ก็ต้องบอกว่าน้อยกว่ายิ่งกว่าเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นเขตที่ประชากรน้อยที่สุดใน 50 เขตของกรุงเทพมหานครเสียอีก (เขตสัมพันธวงศ์ มีประชากร 19,546 คน จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2566) ซึ่งถือเป็นเรื่องยากสำหรับการสร้างทีมฟุตบอลที่มีศักยภาพจนถึงขั้นมาเล่นในลีกสูงสุดที่คุณภาพคับแก้วอย่าง บุนเดสลีกา ได้ 

ทว่าหากคุณย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีก่อน ต้นกำเนิดในวัฒนธรรมของฟุตบอลของเอลเวอร์สแบร์กมีที่มาอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของ "ทีมชาติเยอรมนี ทีมที่ 3" ในนามของทีมชาติ "ซาร์ลันด์" 

พื้นที่ตั้งของสโมสรเอลเวอร์สแบร์ก อยู่ในรัฐซาร์ลันด์ รัฐหนึ่งของเยอรมนีที่อยู่ใกล้ประเทศฝรั่งเศส และเคยถูกฝรั่งเศสยึดครองถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และอีกครั้งในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง 

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซาร์ลันด์ถูกยึดครองในฐานะรัฐอารักขา ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ฝรั่งเศสสนใจดินแดนแห่งนี้มาก ๆ เพราะที่นี่อุดมไปด้วยถ่านหิน ซึ่งถือเป็นแร่สำคัญที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม 

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นรัฐอารักขา แต่ในเชิงปฏิบัติ พวกเขามีสถานะกึ่งเอกราช และสิทธิในการปกครอง ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศสที่แต่งตั้ง มาเป็นข้าหลวงใหญ่ ทำให้ซาร์ลันด์มีทั้งประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่สกุลเงินเป็นของตัวเอง 

และสถานะกึ่งเอกราชของพวกเขา ยังส่งผลไปยังฟุตบอลอีกด้วย พวกเขาก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งซาร์ลันด์ในปี 1948 และสมัครเป็นสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า พร้อมกับได้รับการรับรองในปี 1950 ถือเป็นทีมชาติที่ 3 ของเยอรมนี ต่อจาก เยอรมันตะวันตก และ เยอรมันตะวันออก 

นอกจากนี้ สโมสรที่ดังที่สุดในซาร์ลันด์ยุคนั้นอย่าง ซาร์บรู๊คเค่น ก็เคยเป็นสโมสรที่เก่งจนเกือบถูกดึงไปเล่นในลีกฝรั่งเศส และยังเป็นทีมที่เคย ชนะ เรอัล มาดริด ถึง ซานติอาโก เบอร์นาเบว 4-0 และในปีที่ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า จัดการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรก เมื่อปี 1955 ซาร์บรู๊คเค่นได้รับเชิญไปแข่งในฐานะตัวแทนของ ซาร์ลันด์  ... ในปีเดียวกันนั้น พวกเขาก็เอาชนะ เอซี มิลาน ถึง ซาน ซิโร่ ได้ด้วยสกอร์ 4-3 อีกด้วย

กลับมาที่สโมสร เอลเวอร์สแบร์ก หากถามว่าพวกเขามีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนซาร์ลันด์แค่ไหน ? คำตอบคือ "เอลเวอร์สแบร์กคือสายเลือดแท้ และภาพสะท้อนจิตวิญญาณของชาวซาร์ลันด์อย่างแท้จริง" 

สโมสรนี้คือทีมจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนท้องถิ่นอย่างบริษัทเวชภัณฑ์ Ursapharm แต่ถึงแม้จะเป็นทีมเล็ก ๆ แต่ในช่วงที่ฟุตบอลของซาร์ลันด์โดดเด่นที่สุด ประธานสโมสรของพวกเขาก็เคยประกาศว่า อยากสร้างทีมขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งที่แท้จริงของ ซาร์บรู๊คเค่น ที่เป็นทีมดังประจำแคว้นในอดีต

ผ่านเวลาจากวันนั้นมาเนิ่นนาน ที่สุดแล้วความปรารถนาของเอลเวอร์สแบร์กก็เกิดขึ้น พวกเขาขึ้นสู่ลีกสูงสุดของเยอรมันได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของสโมสร ด้วยการเป็นรองแชมป์ บุนเดสลีกา 2 ดังที่ทุกคนได้ทราบข่าวกันแล้ว ... และนอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พวกเขายังมีกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้บรรลุเป้าหมายสุดทะเยอทะยานนี้ด้วย 

 

เป้าหมายยิ่งใหญ่ และลงมือสม่ำเสมอ 

มาถึงตรงนี้คงพูดได้ว่า หากซาร์บรู๊คเค่นคือตัวแทนความรุ่งโรจน์ในอดีตของซาร์ลันด์ยุคสงครามเย็น ... เอลเวอร์สแบร์กก็คือตัวแทนความมหัศจรรย์ยุคปัจจุบันของชาวซาร์ลันด์ ที่เกิดจากการลงมือสร้างอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอที่สุดทีมหนึ่ง 

สิ่งที่ช่วยในการเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้อย่างมาก คือการมี แฟรงค์ โฮลเซอร์ ประธานบอร์ดบริหาร ผู้เป็นพ่อ และ โดมินิก โฮลเซอร์ ประธานสโมสร ผู้เป็นลูก ... 2 พ่อลูกตระกูลโฮลเซอร์ ถือเป็นผู้นำและมีอำนาจตัดสินใจหลัก ที่มี Ursapharm เป็นแบ็กอัพ รวมถึงเป็นกระเป๋าเงิน

จากบันทึกของสื่อเยอรมันอย่าง DW ได้ระบุไว้ว่า Ursapharm ได้ลงทุนในสโมสรไปแล้ว 13 ล้านยูโร แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ตัวผู้เล่น ... พวกเขาเน้นไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกซ้อมและสนามแข่งขัน ซึ่งกลายเป็นที่มาของชื่อสนาม Ursapharm Stadium  

ในอดีตพวกเขาเปลี่ยนโค้ชบ่อย จนกระทั่งมาเจอ ฮอร์ส สเตเฟ่น เฮดโค้ชวัย 57 ที่เข้ามาคุมทีมในปี 2018 และค่อย ๆ วางปรัชญาฟุตบอลเกมรุกให้กับทีม ๆ นี้ จนสามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ระดับ บุนเดสลีกา 2 เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2023-24 

จนกระทั่งมาถึงฤดูกาลที่เป็นประวัติศาสตร์ของพวกเขาในซีซั่น 2025-26 เมื่อ ฮอร์ส สเตฟเฟ่น ที่กลายเป็นตำนานกุนซือของสโมสร ย้ายออกไปคุมทีมระดับลีกสูงสุดอย่าง แวร์เดอร์ เบรเมน ทำให้ โดมินิก โฮลเซอร์ ตัดสินใจเลือก วินเซนต์ วากเนอร์ กุนซือจากทีมสำรองของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้ามาทำทีมแทน 

สาเหตุที่ โฮลเซอร์ เลือกโค้ชที่ประสบการณ์น้อยอย่าง วากเนอร์ ด้วยงบประมาณต่อปีที่น้อยมากราว 4 ล้านยูโร ทีมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนักเตะแบบยกชุดได้ และโปรเจกต์ที่ วากเนอร์ นำมาขาย คือการคงทีมชุดเดิมจากที่ สเตฟเฟ่น เคยสร้างไว้ และเขาจะใช้งบประมาณให้น้อยที่สุดในการเสริมทัพ โดยเน้นที่การยืมตัวนักเตะ การคว้านักเตะหมดสัญญา และการคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งที่ค่าตัวถูกและยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก นั่นคือเหตุผลที่ นิโคลัส มิคเกลสัน กองหลังทีมชาติไทยลูกครึ่งนอร์เวย์ ถูกดึงตัวมาร่วมทีมหลังจากหมดสัญญากับ โอเดนเซ่

นอกจากเลือกนักเตะที่ค่าเหนื่อยถูก ค่าตัวไม่แพงแล้ว วากเนอร์ ยังยืนยันด้วยตัวเองในงานเปิดตัวรับตำแหน่งว่า "ฟุตบอลของผมคือการนำความสุข ความสนุก และความรักในเกมฟุตบอลกลับมาสู่สโมสรนี้ และผมมั่นใจว่าผมจะทำสำเร็จได้อย่างแน่นอน" 

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เอลเวอร์สแบร์กก็ไม่ได้เป็นตัวเต็งในการเลื่อนชั้นอะไรในตอนแรก เพื่อนสนิทของ วากเนอร์ ยังเคยบอกกับเขาว่า "ถ้าเอลเวอร์สแบร์กได้เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา ก็เหมือนกับข้าได้บินขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์นั่นแหละ" ... ไม่แปลกที่คนนอกจะคิดแบบนั้น เพราะด้วยแต้มต่อ งบประมาณ และสิ่งต่าง ๆ ของทีมยังดูเป็นรองกว่าทีมร่วมลีกทีมอื่น ๆ อีกเยอะ แต่ฟุตบอลไม่ได้วัดกันที่งบประมาณอย่างเดียวเท่านั้น และเอลเวอร์สแบร์กก็มีทีเด็ดเป็นของตัวเองเช่นกัน 

 

เป็นตัวเองแบบไม่กลัวใครมาหยุด 

ตามบันทึกจากสื่อต่าง ๆ ของเยอรมนีระบุว่า นับตั้งแต่เอลเวอร์สแบร์กเลื่อนชั้นสู่ลีกรองในปี 2023 พวกเขาก็ไม่เคยทิ้งลายเซ็นฟุตบอลของตัวเองเลย 

พวกเขาไม่ใช่ทีมน้องใหม่ที่เจียมตัวและเล่นสไตล์รถบัสเพื่ออุดเอาผลการแข่งขัน แต่พวกเขาเล่นในฟุตบอลเกมรุกแบบสมัยใหม่แบบที่ทุกคนน่าจะเข้าใจและเห็นกันบ่อย ๆ ในทศวรรษนี้ นั่นคือการเล่นแบบเพรสซิ่งสูง เจาะพื้นที่แดนบนอย่างรวดเร็ว แย่งบอลกลับให้ไวตั้งแต่ในแดนคู่แข่ง ซึ่งบางสื่อใช้คำว่าระบบ "เกเก้นเพรสซิ่ง" ซึ่งถือเป็นระบบอันเลื่องชื่อที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยฝากไว้ให้ก้องโลกกับ ลิเวอร์พูล 

การที่ทีม ๆ นี้เล่นฟุตบอลในสไตล์ของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2018 มันพอจะบอกได้ว่าพวกเขาได้นำจุดแข็งของตัวเองมาใช้งานเป็นหลัก เลือกนักเตะในแบบที่ตรงกับสเปกที่ทีมต้องการ และที่สำคัญคือพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องความสัมพันธ์ในทีม มากกว่าการเชิดชูนักเตะคนใดคนหนึ่ง และให้คน ๆ นั้นแบกความหวังการยิงประตูของทีมทั้งหมด 

ยกตัวอย่างเช่นในซีซั่น 2025-26 ที่ ยูเนส เอ็บนูตาลิบ กองหน้าตัวเก่งของทีม ถูก ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ในลีกสูงสุดซื้อตัวไปร่วมทีมในช่วงพักหนีหนาว พวกเขาได้ผลักดันเอา ลูคัส เพตคอฟ ขึ้นมาเป็นกองหน้าคนใหม่ ก่อนที่เพตคอฟจะทำหน้าที่แทนได้อย่างหมดจด เขายิงไป 11 ประตู และทำไป 6 แอสซิสต์ในครึ่งหลังของซีซั่น 

ด้วยแนวคิดแบบที่ไม่มีคนไหนเด่นจนเป็น เดอะ แบก จึงทำให้ผลงานของเอลเวอร์สแบร์กในซีซั่นนี้สม่ำเสมอ ค่อย ๆ ติดเครื่องและแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนพวกเขาขยับมาตรฐานใหม่ จากทีมที่ไม่เคยจบในอันดับท็อป 10 เลยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นทีมที่จบอันดับ 2 คว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จ 

ที่สำคัญ ถึงแม้จะเป็นทีมที่เชื่อมั่นในปรัชญาเกมรุกเป็นหลัก แต่เคมีที่เข้ากันของผู้เล่นในทีมรวมถึงทัศนคติในห้องแต่งตัว เอลเวอร์สแบร์กยังถือเป็นทีมที่มีเกมรับดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก ชาลเก้ 04 ที่คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 เพียงทีมเดียวเท่านั้น 

แมตต์ เพียร์สัน นักเขียนของ DW ระบุถึงจุดเด่นของทีมเอลเวอร์สแบร์กชุดนี้ว่า "ทีม ๆ นี้มีอายุเฉลี่ยแค่ 25.3 ปีเท่านั้น พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่อายุน้อยที่สุดในลีกรอง แต่ทุกอย่างกลับดำเนินไปอย่างยอดเยี่ยมในแต่ละเดือน"

"มีรายงานว่าในซีซั่นนี้ ทีมได้เงินจากการซื้อขายนักเตะไป 10 ล้านยูโร และใช้เงินเพียง 3 ล้านยูโรเท่านั้น ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงแนวทางของ เอลเวอร์สแบร์ก อย่างแท้จริง" 

ในช่วงซัมเมอร์นี้ยิ่งน่าติดตามมากกว่าเก่า มันน่าจับตาดูว่าสโมสรแห่งนี้จะดำเนินการอย่างไรในตลาดซื้อขายนักเตะ เพื่อสร้างทีมที่สามารถเอาตัวรอดในบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด ที่พร้อมจะขย้ำทีมที่อ่อนแอแบบไม่ปรานี 

หน้าที่ต่อไปของกุนซือ วากเนอร์ คือการยกระดับทีมขึ้นอีกขั้น ... และเมื่อเขาถูกถามว่าเขาหวั่นใจแค่ไหนในลีกสูงสุดซีซั่นหน้า เขาตอบว่า "เพื่อนของผมเคยบอกว่า ถ้าเอลเวอร์สแบร์กได้เลื่อนชั้น มันมหัศจรรย์พอ ๆ กับการเหยียบดวงจันทร์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเดินทางมาถึงดวงจันทร์แล้ว"

จากนี้ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวจนเกินไป ... เอลเวอร์สแบร์ก พร้อมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อประกาศตัวตนของพวกเขาบนบุนเดสลีกาซีซั่นหน้าแล้ว  

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ซาร์ลันด์ : ทีมชาติเยอรมันที่ 3 ที่ถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/welcome-elversberg-promotion-first-time-second-tier-top-flight-37231
https://en.wikipedia.org/wiki/SV_Elversberg
https://worldfootballindex.com/2026/05/elversberg-village-club-from-saarland-defy-odds-to-achieve-bundesliga-promotion/
https://www.dw.com/en/elversberg-bundesliga-newcomers-from-tiny-town-make-history/a-77194483
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c8xw10z7wn1o

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ