
หากจะหานิยามของคำว่า "เจ้าพ่อฟุตบอลถ้วยยุโรป" ในยุคปัจจุบัน ชื่อของ อูไน เอเมรี่ คงลอยเด่นขึ้นมาเป็นคนแรก กับการพา เซบีย่า คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก 3 สมัยซ้อน, พา อาร์เซน่อล เข้าชิง, พา บียาร์เรอัล คว้าแชมป์ และล่าสุดกับภารกิจยกระดับ แอสตัน วิลล่า สู่เวทีระดับทวีป คือเครื่องพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ทำไมสไตล์การทำทีมของเขาจึงถูกโฉลกกับการก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ยูโรป้า ลีกได้ขนาดนี้ ? ติดตามกับ MAIN STAND
ถนัดบอลนัดต่อนัด
จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของเอเมรี่คือ การหมกมุ่นในรายละเอียดเชิงแท็กติกเป็นอย่างมาก นิสัยแบบนี้ของเขาเป็นมาตั้งแต่เริ่มคุมเซบีย่าใหม่ ๆ แล้ว

โดยการสัมภาษณ์ของนักเตะเซบีย่าที่ให้ไว้กับ FourFourTwo เมื่อปี 2019 บอกเล่าว่า ตอนแรกนักเตะในทีมก็ไม่เข้าใจ และบางคนก็เอาอูไนไปล้อเลียนลับหลัง เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องการให้นักเตะนั่งดูวิดีโอวิเคราะห์คู่แข่งอยู่หลายชั่วโมง ... จนกระทั่งได้เห็นผลลัพธ์ในสนาม พวกเขาจึงได้รู้คำตอบว่า ทำไมอูไนต้องทำแบบนั้น
สาเหตุที่อูไนทำแบบนั้น เพราะเขาเป็นกุนซือที่ไม่ได้ยึดติดกับวิธีเล่นของทีมตัวเองเป็นหลัก 100% อาจจะด้วยในอดีตช่วงเริ่มต้นของเขาไม่ได้คุมทีมที่แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งมากมายนัก จึงทำให้ต้องพยายามใช้กลยุทธ์ "รู้เขา รู้เรา" ให้ได้มากที่สุดในการแข่งแต่ละเกม
เขาจะให้ทีมงานเตรียมวิดีโอการเล่นของคู่แข่ง และจากนั้นก็จะเปิดให้นักเตะของตัวเองศึกษาทีละจุด ๆ ว่าง่าย ๆ มันคือการปรับหมากตามคู่แข่ง เจอคู่แข่งชอบเล่นเพรสซิ่ง เขาก็พร้อมจะเล่นแบบไดเรกต์แก้ทาง หรือบางครั้งเจอคู่แข่งที่เล่นดุดัน พยายามยิงประตู ทีมของอูไนก็มักจะปรับโหมดเป็นการเล่นแบบช้าแต่ชัวร์ เน้นครองบอล จ่ายบอลเพื่อดึงจังหวะเกม จนกว่าจะสบโอกาสในการเข้าทำจริง ๆ พวกเขาจึงค่อยเดินหน้าเต็มกำลัง
และในทุกแท็กติก ทุกเกม และทุกการวิเคราะห์วิดีโอของเขา สิ่งที่เขาจะเน้นไปด้วยเสมอนั่นคือความเด็ดขาดในการเล่นลูกเซตพีซ ทั้งตอนที่ทีมเป็นฝ่ายป้องกันและฝ่ายบุก ซึ่งอูไนเชื่อเสมอว่า ในเกมที่ 2 ทีมเก่งเท่า ๆ กันและทันกันในเชิงแท็กติก ลูกตั้งเตะนี่แหละจะเป็นจุดชี้ขาดว่าใครจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
วิธีคิดแบบ "นัดต่อนัด" ถือเป็นแนวทางและนิสัยที่ทำให้ อูไน ได้เปรียบในรายการยูโรป้า ลีก เพราะอย่างแรกเลย ถ้วยนี้จะต้องเจอกับทีมจากหลากหลายชาติทั่วยุโรป ดังนั้นความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทีมแบบนัดต่อนัด จึงเป็นอาวุธเด็ดที่พวกเขาไปถึงชัยชนะได้ ต่อให้บางครั้งไม่ได้เล่นเหนือคู่แข่งเลยก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น เกมที่เขาคุม บียาร์เรอัล เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2021 ยูไนเต็ดในเวลานั้นฮึกเหิม เดินหน้าเปิดเกมบุกตามสไตล์กุนซืออย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เน้นให้อิสระและใช้ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะเป็นหลัก แต่เอเมรี่แก้ทางจุดนี้ด้วยการเลือกทำให้เกมช้าและอึดอัดตั้งแต่นาทีแรก
เพราะเขารู้ว่ายิ่งเล่นเกมเร็วแข่งกัน ยูไนเต็ดยิ่งชอบ บอลเปลี่ยนจากรับเป็นรุกของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะทำคอมโบกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้อย่างอย่างอันตราย
ดังนั้นบียาร์เรอัลจึงเล่นด้วยสปีดต่ำ ไม่เปิดพื้นที่ ไม่เพรสซิ่งมากเกินไป และไม่ดันสูงเกินจำเป็น พวกเขาใช้การครองบอลแบบปลอดภัย ต่อบอลสั้น เน้นให้เกมหยุดเป็นช่วง ๆ เป้าหมายคือทำให้ยูไนเต็ดหงุดหงิด และมันได้ผล
บียาร์เรอัลได้ประตูขึ้นนำจากลูกตั้งเตะแบบที่ซ้อมกันมา โดยตลอดทั้งเกม พวกเขารู้ว่าทีมของตัวเองไม่ได้เก่งกว่า ชนกันแบบซึ่งหน้าไม่ได้ จึงเล่นอย่างถ่อมตัว เสียประตูตีเสมอก็เล่นแบบยื้อสกอร์ และท้ายที่สุดพวกเขาก็มาเอาชนะในการดวลจุดโทษ ที่จุดนี้บ่งบอกชัดเจนว่า อูไนเตรียมจุดนี้มาดีมากจริง ๆ เพราะนักเตะของเขายิงจุดโทษเข้า 100% คว้าแชมป์ในแมตช์ชิงดำได้สำเร็จ
ในฟุตบอลถ้วยนัดชิงชนะเลิศนั้น บางครั้งไม่ได้ตัดสินกันที่ใครเก่งกว่า หรือมีนักเตะดีกว่า แต่มันตัดสินกันด้วยทัศนคติและการเตรียมพร้อมก่อนแข่ง ใครที่ยอมเล่นในแบบที่ทำให้ตัวเองมีโอกาสชนะมากที่สุด พวกเขาก็สามารถเพิ่มโอกาสเป็นผู้ชนะได้มากขึ้น และเอเมรี่เข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร
ยิ่งรอบลึก ยิ่งต้องเขี้ยวลากดิน
หลายคนมักมองว่า ยูโรป้า ลีก คืองานง่ายสำหรับทีมใหญ่ แต่ในความเป็นจริง มันคือรายการที่ยากในเชิงการจัดการ มากที่สุดรายการหนึ่งเช่นกัน
มีประโยคหนึ่งที่แฟนบอลยุโรปชอบพูดเล่นกันคือ "ฟุตบอลคืนวันอังคาร-พุธ (แชมเปี้ยนส์ ลีก) คือโลกของซูเปอร์สตาร์ แต่ฟุตบอลวันพฤหัสบดี (ยูโรป้า ลีก) คือโลกของนักสู้"

ไม่มีใครเข้าใจโลกใบนั้นดีเท่าเอเมรี่ เพราะกุนซือเกรดระดับเขามักจะได้งานคุมทีมในระดับยูโรป้า ลีกเป็นหลัก ประสบการณ์ทำให้เขาเข้าใจว่า ยูโรป้า ลีกเต็มไปด้วยเกมประหลาด คุณต้องไปเยือนเมืองเล็ก ๆ อาจจะต้องเจอสนามหญ้าแย่ ๆ แข่งขันในที่ที่อากาศหนาวติดลบ แถมยังต้องรับมือความกดดันจากแฟนบอลเจ้าบ้านอีก
ทีมใหญ่จำนวนมากรำคาญและโฟกัสที่ยูโรป้า ลีกแบบไม่เต็ม 100% แต่ เอเมรี่กลับเชี่ยวชาญการบริหารพลังงานแบบสุดยอด
เหตุผลที่ยากก็เพราะฟุตบอลยูโรป้า ลีกนั้น แทบทั้งหมดจะแข่งขันกันในคืนวันพฤหัสบดี และนั่นจะส่งผลต่อฟุตบอลลีกที่แข่งกันในวันเสาร์-อาทิตย์ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการจะทำให้เกิดสมดุลในทีม ก็คือการโรเตชั่นนักเตะอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะว่าไป อูไนก็คือหนึ่งในเซียนเรื่องการหมุนเวียนนักเตะโดยที่ทีมของเขายังรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้ดีมาก
ในฟุตบอลยูโรป้า ลีกที่มีการเล่นเหย้า-เยือน อูไนมักแสดงความเก๋าเกมของเขาออกมา นั่นคือการเล่นแบบเน้นผลในนัดแรก เพื่อกลับมาปิดกล่องในเกมนัดที่สอง
ยกตัวอย่างเช่นซีซั่น 2025-26 ที่เขาพาทีมบุกเยือน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในรอบตัดเชือกและแพ้ไปก่อน 0-1 หลังเกมเขาให้สัมภาษณ์ว่า "เราแพ้ … แต่เกมดำเนินไปตามแผนที่เราวางไว้" ซึ่งนี่คือประโยคที่เป็นอูไนแบบสุด ๆ เพราะสำหรับโค้ชทั่วไป การแพ้รอบตัดเชือกนัดแรก มักทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด หรือรีบกระตุ้นให้ทีมฮึดกลับมาด้วยการใช้อารมณ์
แต่เอเมรี่มองเกมแบบเป็นกระบวนการ เขาพูดหลังเกมว่า วิลล่าคุมเกมได้ หยุดการเพรสของฟอเรสต์ได้ สร้างโอกาสได้ และเสียประตูจาก "จังหวะเดียว" คือจุดโทษ ... ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคสำคัญว่า "เกมนี้ยังไม่จบ มันจะดำเนินต่อในสัปดาห์หน้า" ... เห็นได้ชัดว่าการแพ้นอกบ้านก่อน ไม่ได้ทำให้เขาเสียสมดุลเลย เพราะเมื่อได้กลับมาเล่นในบ้าน เขาเล่นด้วยแท็กติกที่ไม่ต่างจากเดิมนัก แต่เพิ่มเติมความดุดันเข้าไป สุดท้ายวิลล่าก็ชนะไปถล่มทลาย 4-0

เขาไม่เคยตื่นตระหนกหากทีมโดนนำ และมักจะมี "แผนสอง" เสมอ ซึ่งต่างจากกุนซือสายบุกหลายคนที่มักจะตกม้าตายเมื่อแผนแรกไม่ได้ผล
3-4-2-1, 4-2-3-1, 4-4-2 หรือแม้แต่การเล่นไลน์รับต่ำลึกผิดธรรมชาติ อูไน เอเมรี่ ทำมันมาทั้งหมดแล้ว และเป็นการทำแบบตั้งใจค้นคว้าหารายละเอียด หากสิ่งเหล่านั้นทำให้เขาและทีมจบเกมด้วยการเป็นผู้ชนะ
"DNA ผู้ชนะ" ในทีมระดับรอง
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น อูไน เอเมรี่ มีชื่อเสียงในฐานะกุนซือระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นชื่อขึ้นหิ้งถึงขั้นที่ทีมระดับบิ๊ก ๆ ต้องการไปคุมทีม
ดังนั้นงานส่วนใหญ่ของเขาจึงวนเวียนอยู่กับทีมระดับกลางค่อนบนของตารางลีกเป็นหลัก ซึ่งด้วยความที่ได้คุมแต่ทีมลักษณะนี้ มันชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่ได้ร่วมชิงแชมป์ลีกกับทีมใหญ่ ๆ หรือเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยบ่อยนัก ... ดังนั้นเมื่อโอกาสการเข้าชิงมาถึง การสร้างสภาวะทางจิตใจของลูกทีมให้เป็นผู้ชนะจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะถ้าคุณพลาดเป็นฝ่ายแพ้ โอกาสกลับมาแก้ตัวอาจจะต้องรออีกหลายปีเลยก็เป็นได้

ต้องยอมรับว่าสำหรับสโมสรอย่างเซบีย่า, บียาร์เรอัล หรือแม้กระทั่ง แอสตัน วิลล่า ยูโรป้า ลีกคือ "แชมเปี้ยนส์ ลีกของพวกเขา" นอกจากการคว้าแชมป์จะได้เงินรางวัล และคำกล่าวขวัญแล้ว มันยังช่วยทำให้พวกเขาได้ทางลัดไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้โดยไม่ต้องสนใจตารางคะแนนในลีกอีกด้วย
เอเมรี่สามารถปลูกฝังความเชื่อมั่นให้นักเตะมองว่า รายการนี้คือเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่แค่รายการปลอบใจ เขาไม่เคยดูถูกยูโรป้า ลีก เพราะในขณะที่หลายสโมสร โดยเฉพาะทีมใหญ่ มองรายการนี้เป็นภาระ เอเมรี่กลับมองมันเป็นสนามแห่งโอกาส นั่นทำให้ทีมของเขาเล่นด้วยความหิวกระหาย จริงจัง และมีสมาธิกับเกมเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเล่นเกมนัดชิงชนะเลิศแบบสุด ๆ
กับแอสตัน วิลล่าในตอนนี้ เอเมรี่ กำลังทำในสิ่งเดิมเหมือนกับตอนที่เขาทำเซบีย่า และบียาร์เรอัล นั่นคือการสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาให้ทีม ๆ นี้ เขาเปลี่ยนทีมที่เคยหนีตกชั้นให้กลายเป็นทีมที่สู้กับ "บิ๊กซิกซ์" (Big Six) ได้อย่างสูสี ด้วยระเบียบวินัยและแท็กติกที่เข้มข้น ... เหนือสิ่งอื่นใด คือแม้พวกเขาจะไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด และลงเล่นในถ้วยที่ใหญ่ที่สุด แต่ตราบใดที่โอกาสได้ชูถ้วยแชมป์ยังไม่ปิดลง พวกเขาก็พร้อมที่จะเป็นทีมที่เดินไปคว้าถ้วยนั้นด้วยความเชี่ยวชาญ และผ่านประสบการณ์มากว่า 10 ปี
แหล่งอ้างอิง
https://www.goal.com/en/news/unai-emery-king-cups-villarreal-boss-successful-europe/blte8192120c9c10055
https://www.bbc.com/sport/football/articles/crlnjwggk9jo
https://www.avfc.co.uk/news/2024/may/27/unai-emery-s-villa-transformation/
https://www.fourfourtwo.com/features/why-unai-emery-manager-arsenal-need-here-and-now
https://www.fourfourtwo.com/features/was-unai-emery-badly-treated-at-arsenal-the-complete-timeline-of-his-tenure