โลกฟุตบอลเต็มไปด้วยนักเตะที่ถูกกล่าวขาน และแฟนบอลของพวกเขาเรียกว่า "ตำนาน"
แม้บางครั้งพวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับที่ทั้งโลกเรียกว่า "เวิลด์คลาส" แต่สำหรับแฟน ๆ และต้นสังกัดของพวกเขานั้นมันแตกต่างออกไป
เพราะเมื่อมีพวกเขาอยู่ ทีม ๆ นั้นจึงกลายเป็นทีมที่สมบูรณ์ และสร้างช่วงเวลาแห่งความทรงจำมากมาย
นี่คือรายชื่อของ 5 ตำนานนักเตะที่จะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อร่วมงาน LIVING LEGENDS FOOTBALL FESTIVAL พวกเขาคือคำตอบที่น่าสนใจอย่างมากในแต่ละสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป
เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่นักเตะชื่อดัง แต่คือผู้เล่นที่นิยามบทบาท ของตัวเองขึ้นมาใหม่ในโลกฟุตบอล ตั้งแต่ผู้สร้างตำรากองกลางตัวรับ, ผู้นำที่แบกทั้งสโมสร, นักเตะผู้กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย, แบ็กชื่อไม่ดังแต่เพื่อนร่วมทีมระดับสตาร์ให้ความเคารพ ไปจนถึงลูกหาบผู้เสียสละเพื่อทีม
นี่คือ 5 นักเตะ 5 สไตล์ และ 5 คาแรกเตอร์ ที่แฟนบอลไทยกำลังจะได้พบตัวจริงเสียงจริงพร้อมกันในงานเดียว ติดตามกับ Main Stand
โคล้ด มาเกเลเล่ : ผู้สร้างตำนานกองกลางตัวรับของโลก
แม้ช่วงพีกด้านอาชีพต้องย้อนไปถึงยุค 2000 และตัวของเขาก็แขวนสตั๊ดไปนานแล้ว แต่ฟุตบอลยุคใหม่ไม่เคยลืมสิ่งที่ โคล้ด มาเกเลเล่ ได้สร้างไว้ให้กับทีม ๆ นี้ ... ยกตัวอย่างเช่นทุกวันนี้ยังมีตำแหน่งที่ถูกเรียกว่า "ตำแหน่งมาเกเลเล่" ซึ่งเป็นการยืนยันได้อย่างดี
และมันไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ เพราะก่อนหน้าที่ โคล้ด มาเกเลเล่ จะโด่งดัง โลกฟุตบอลมองกองกลางตัวรับเป็นเพียงนักเตะสายใช้แรง วิ่งไล่บอล เข้าปะทะ และคอยเก็บกวาดอยู่หลังเพลย์เมกเกอร์

มาเกเลเล่ ดูจะเป็นนักเตะธรรมดา ๆ และโดนออร่าของเพื่อนร่วมทีมของเขากลบมิดในช่วงที่เดินลงสู่สนามไม่ว่าจะกับ เรอัล มาดริด, เชลซี หรือ ทีมชาติฝรั่งเศส
ทว่าเมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น มาเกเลเล่ ได้ทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่า กองกลางตัวรับสามารถเป็นหัวใจของทีมได้ด้วยวิธีการเล่นแบบที่เขาเป็น และโดดเด่นได้ด้วยการปิดทองหลังพระ
ด้วยความเป็นตัวรับอาชีพ เขาอาจไม่ใช่นักเตะที่มีส่วนในเกมรุกให้แฟนบอลได้จดจำมากนัก จังหวะยิงไกลสวย ๆ หรือแทงทะลุช่องแบบตัดขั้วหัวใจก็แทบจะนึกภาพไม่ออก ... แต่ทำไมเขาจะต้องทำแบบนั้นเพื่อพิสูจน์ตัวเองล่ะ ? เพราะหน้าที่ของเขาคือขั้นตอนก่อนหน้านั้น ที่สำคัญไม่แพ้กับการสร้างสรรค์ แต่มันคือการปิดพื้นที่ อ่านเกม ตัดเกม และทำให้เพื่อนร่วมทีมเล่นง่ายขึ้นในทุก ๆ เพลย์
สมัยอยู่กับมาดริด เขาคือคนที่แบกสมดุลให้ทีมรวมดารา "กาลาติกอส" เล่นร่วมกันได้อย่างลงตัว จนเกิดวลีในตำนานจากคำพูดของ ซีเนดีน ซีดาน ว่า "คุณจะเอารถเบนท์ลี่ย์ไปเคลือบทองให้ได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อคุณเสียเครื่องยนต์ไปแล้ว ?"
และจากนั้นกับ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เขากลายเป็นแกนหลักของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกยุคแรก และเป็นตัวรับในฝันที่ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสกล้าการันตีว่า "ดีที่สุดในโลก"
อย่างที่กล่าวไปนั่นแหละ เรื่องของเขามันผ่านมานานแล้ว แต่จนทุกวันนี้ เวลาพูดถึงกองกลางตัวรับระดับสมบูรณ์แบบ ชื่อของ โคล้ด มาเกเลเล่ ยังถูกหยิบขึ้นมาเป็นต้นแบบเสมอ
สตีเว่น เจอร์ราร์ด : กัปตัน…ที่กลายเป็นจิตวิญญาณของทั้งสโมสร
มีนักเตะเก่งกาจขึ้นหิ้งที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นระดับ "เวิลด์คลาส" มากมายในโลกฟุตบอล แต่มีไม่กี่คนที่สามารถทำให้แฟนบอลรู้สึกว่า "เขาคือพวกเดียวกันกับพวกเรา" ... นั่นแหละ สตีเว่น เจอร์ราร์ด คือแบบนั้น

สเกาเซอร์พันธุ์แท้ เกิดและโตในเมืองลิเวอร์พูล เล่นอยู่กับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่แรกเริ่มอย่างเจอร์ราร์ด สร้างเรื่องราว วีรกรรมระดับตำนานไว้เยอะแยะมากมาย จนแฟนลิเวอร์พูลเอานิ้วเท้าขึ้นมานับด้วยก็ยังไม่พอกับคุณงามความดีที่เขาสร้างไว้ให้กับสโมสรแห่งนี้ ... จะสรุปง่าย ๆ ในคำเดียวก็คือสำหรับแฟนลิเวอร์พูลแล้ว เจอร์ราร์ดคือสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ และรวมถึงเมืองลิเวอร์พูลของพวกเขาด้วย
ในชั้นเชิงของฟุตบอลนั้น เจอร์ราร์ดคือกองกลางที่ทำได้ทุกอย่างเท่าที่คุณจะจินตนานการ ยิงไกลได้, แท็กเกิลหนัก ๆ ได้, จ่ายบอลได้, เล่นเกมรับได้, เติมเกมรุกได้ และที่สำคัญคือในเวลาที่คุณต้องการประตูเพื่อตัดสินเกม เจอร์ราร์ดคือคนที่สร้างเหตุการณ์ "แมตช์วินเนอร์" ให้กับคุณได้เสมอ
เมื่อใดที่คุณมองหาฮีโร่ ที่จะทำให้ทั้งนักเตะและแฟนบอลในสนามเป็นหนึ่งเดียวกันสำหรับการสร้างพลังในเกมใหญ่ ๆ เจอร์ราร์ดคือคนแรกที่ปรากฏตัว ... "ค่ำคืนในอิสตันบูล" เมื่อปี 2005 คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด ตอน ลิเวอร์พูล ตามหลัง เอซี มิลาน 0-3 คนที่ลุกขึ้นมาปลุกทีมก่อนใครคือกัปตันคนนี้
เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศปี 2005 คือหลักฐานชัดเจนที่สุด ลูกโหม่งตีไข่แตกของเขา ไม่ได้เปลี่ยนแค่สกอร์ แต่มันเปลี่ยนความเชื่อของทุกคนที่มีส่วนกับทีม ๆ นี้ และกลายเป็นหนึ่งในค่ำคืนมหัศจรรย์ที่สุดของฟุตบอลยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย
สตีฟ แม็คมานามาน : นักเตะที่กล้าออกจากเซฟโซน เพื่อพิสูจน์ตัวเองบนเวทีที่ยากที่สุด
ทุกวันนี้นักเตะอังกฤษไปเล่นต่างแดนเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 1990 มันแทบไม่มีใครกล้าทำ มีนักเตะอังกฤษแค่จำนวนนิ้วนับได้เท่านั้นที่ไปเล่นในต่างแดนและได้รับคำชื่นชมกลับมา

ในช่วงที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลังรุ่ง เงินกำลังดี ชื่อเสียงกำลังทะยานสูง และนักเตะอังกฤษส่วนใหญ่มักเลือกอยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง แต่ สตีฟ แม็คมานามาน เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป
เขาตัดสินใจออกจาก ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ เรอัล มาดริด แบบไม่มีค่าตัว พร้อมความกดดันมหาศาล เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกแทบจะทั้ง 11 ตำแหน่ง ว่ากันว่าห้องแต่งตัวของที่นั่นมีการแข่งขันที่สูง และไม่มีการเห็นใจกันจนมากเกินไป ทุกคนต้องแสดงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองออกมา เพื่อโอกาสในการลงเล่นต่อให้ดังมาจากไหนก็ตาม มิเช่นนั้นการมามาดริดของพวกเขาก็เป็นได้แค่การมาเที่ยวพักร้อนเท่านั้น
แต่แม็คมานามานไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นนักท่องเที่ยว ... เขาไปเพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริงด้วยสไตล์การเล่นที่คล่องตัว เทคนิคดี เคลื่อนที่ฉลาด และเล่นเกมรุกได้หลากหลาย ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดในต่างแดน
"แม็คก้า" เป็นตัวหลักของมาดริดที่เมื่อถึงเกมใหญ่จะถูกเรียกมาใช้บริการประจำ ยืนยันได้จากการที่เขาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ถึง 2 สมัยกับ เรอัล มาดริด และเคยยิงประตูสุดสวยในนัดชิงชนะเลิศปี 2000 อีกด้วย
เรื่องราวของแม็คมานามาน จึงเป็นเรื่องของความกล้า ... กล้าที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อพิสูจน์ตัวเองในเวทีสูงสุดของโลกฟุตบอล
มิเชล ซัลกาโด้ : แบ็กขวาผู้ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์…แต่เป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมทุกคนรัก
ในทีมรวมดาราอย่าง เรอัล มาดริด ยุคกาลาติกอส คือช่วงเวลาที่ทีม ๆ นี้ทำอะไรก็อยู่ใต้แสงสปอตไลต์ ด้วยนักเตะที่มีออร่าซูเปอร์สตาร์ที่ไม่ต่างจากดาราฮอลลีวู้ด อาทิ ซิเนดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก้, โรนัลโด้ นาซาริโอ และ เดวิด เบ็คแฮม

แต่ท่ามกลางกลุ่มนักเตะระดับโลกเหล่านั้น มีชื่อของ มิเชล ซัลกาโด้ อยู่เสมอ มักปรากฏภาพของแบ็กขวารายนี้หยอกล้อนอกสนาม ร่วมแสดงความดีใจหลังเพื่อนร่วมทีมยิงประตูได้ และเป็นคนที่กล้าตะโกนด่าเมื่อใครสักคนในทีมหลุดจากการยืนตำแหน่งในเกมรับ โดยไม่สนว่าจะดังแค่ไหนก็ตาม
แม้จะไม่ใช่นักเตะสายหวือหวา ไม่ใช่คนยิงประตูเยอะ หรือมีภาพลักษณ์โดดเด่นแบบพวกแนวรุก แต่เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในห้องแต่งตัว
ซัลกาโด้คือแบ็กขวาที่เล่นฟุตบอลด้วยหัวใจแบบเต็มร้อย เป็นพิมพ์นิยมของแท้ เพราะดุดัน วิ่งขึ้นลงได้ทั้งเกม และพร้อมปะทะเพื่อทุกคนในทีม
เรียกได้ว่าในยุคกาลาติกอส เสื้อนักเตะระดับสตาร์แต่ละคนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่เสื้อของซัลกาโด้ พร้อมหมายเลข 2 ก็เป็นเสื้อที่ขายดีติดอันดับท็อป 10 เช่นกัน เพราะเขาเป็นนักเตะประเภทที่แฟนบอลอาจไม่ได้ซื้อเสื้อเพราะดัง แต่ซื้อเพราะคาแรกเตอร์เท่ ๆ และเป็นเหมือนตัวเปิดที่ทำให้เหล่าดาราไม่ต้องกลัวคู่แข่งหน้าไหนทั้งสิ้น ... ใครเตะเพื่อน เพื่อนอย่างซัลกาโด้ ก็พร้อมจะหวดคืนให้แบบแฟร์ ๆ เสมอ
ตลอดช่วงเวลาหลายปีใน เรอัล มาดริด ซัลกาโด้คือคนที่ทำงานหนักเพื่อปิดทองหลังพระ ให้เหล่าซูเปอร์สตาร์เล่นเกมรุกได้เต็มที่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมของมาดริด มีความสมดุลระหว่างรับ-รุก
และคุณต้องยอมรับว่าบางครั้ง ฟุตบอลก็ต้องการคนแบบนี้มากพอ ๆ กับเหล่าอัจฉริยะในเกมรุกเช่นกัน
ควินตัน ฟอร์จูน : ซูเปอร์สตาร์แอฟริกาใต้…ผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อทีม
ในยุคหนึ่ง ควินตัน ฟอร์จูน คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดของแอฟริกาใต้ เพียงเพราะการได้เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นลูกทีมของตำนานกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ... ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับนักเตะจากทวีปแอฟริกาในยุคนั้นเลย

แฟน ๆ ทีมอื่น หรือแม้กระทั่งแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคใหม่ ๆ อาจจะเข้าใจว่าเขามาเพียงเพื่อเปิดตลาดฝั่งแอฟริกัน และแทบไม่ได้ฝากอะไรไว้กับสโมสรนี้มากกว่านั้นเลย ... แต่นั่นคือความคิดที่ผิดถนัด เพราะการมีอยู่ของฟอร์จูนในทีมยูไนเต็ดนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ เป็นนักเตะประเภทที่โค้ชรักมาก เพราะไม่ว่าคุณจะสั่งอะไรกับเขาไป คุณจะได้เห็นเขาทำสิ่งนั้นในสนามอย่างสุดความสามารถ
พร้อมเล่นทุกตำแหน่ง พร้อมทำงานหนัก และพร้อมรับบทที่คนอื่นอาจไม่อยากทำ ... ตัวของเฟอร์กี้ก็เคยเล่าว่า แม้ตอนที่เขาซื้อฟอร์จูนมา นักเตะจะเล่นกองกลางเป็นหลัก แต่เมื่อมาอยู่กับยูไนเต็ด ก็ต้องยอมรับว่าคลาสฟุตบอลของฟอร์จูนยังห่างกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ อยู่มาก ดังนั้นจะให้เล่นกองกลางตลอด โดยเฉพาะในเกมยาก ๆ คงเป็นไปไม่ได้ ... เพียงแต่ เฟอร์กี้ ก็ชอบการทำงานหนัก และพยายามพัฒนาตัวเองตลอดเวลาของเขา จนทำให้ต้องหาตำแหน่งอื่น ๆ ให้ฟอร์จูนได้ลงเล่นเพื่อเป็นรางวัลตอบแทน ทั้งในตำแหน่งปีก และแบ็กซ้าย เป็นต้น
ครั้นจะให้เล่นตรงกลาง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบทบาทกองกลางสายลูกหาบ ที่มีหน้าที่วิ่งไล่บอล, แย่งบอล, ปิดพื้นที่ และ เชื่อมเกมง่าย ๆ ที่เหลือคือส่งต่อให้บรรดาสตาร์อย่าง ไรอัน กิ๊กส์, เดวิด เบ็คแฮม หรือ รุด ฟาน นิสเตลรอย ไปสร้างโมเมนต์สำคัญในจังหวะต่อ ๆ ไป
และสาเหตุเดียวที่นักเตะธรรมดา ๆ อย่างเขาอยู่กับทีมอย่างยูไนเต็ดได้ถึง 7 ปี (1999-2006) ก็เพราะว่าเฟอร์กี้เชื่อมั่นในตัวเขาและพยายามเก็บเขาไว้ในทีมเสมอ แม้ในทุก ๆ ซัมเมอร์จะมีข้อเสนอเข้ามา
แน่นอนว่า ควินตัน ฟอร์จูน อาจไม่ใช่คนที่ได้แสงสปอตไลต์มากที่สุด แต่ทุกทีมที่ประสบความสำเร็จ ล้วนต้องมีนักเตะแบบนี้อยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ ควินตัน ฟอร์จูน ยังเป็นชื่อที่แฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคนั้นจดจำได้ดี
นักเตะที่ดีที่สุด หรือคำว่า นักเตะตำนาน คือคำจำกัดความที่ไม่มีผิดมีถูก แต่ปลายทางนั้นเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาได้สร้างเรื่องราวและความทรงจำดี ๆ ให้แฟนบอลได้นึกถึง
5 ตำนานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้กำลังจะเดินทางมาเมืองไทย จึงเปรียบเหมือนภาพสะท้อนของฟุตบอลในยุคนั้น ๆ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
และสำหรับแฟนบอลชาวไทย นี่คือโอกาสที่จะได้เห็น 5 ยอดแข้งที่มีคาแรกเตอร์อันโดดเด่น มาอยู่รวมกันในสถานที่เดียวกันจริง ๆ ที่งาน LIVING LEGENDS FOOTBALL FESTIVAL วันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
