Feature

เมษาพาสะพรึง : ทำไมโค้งสุดท้ายจึงมักทำร้าย อาร์เซน่อล ช่วงลุ้นแชมป์ ? | Main Stand

เหล่า "เดอะ กันเนอร์ส" กำลังตกอยู่ในสภาวะ "เดจาวู" หรือความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์กำลังฉายซ้ำอีกครั้ง เมื่อปฏิทินก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน

 

แม้ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า จะยังคงรักษาระดับการเล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจเพียงใด แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลจาก 2 ฤดูกาลก่อนหน้า กำลังกลับมาหลอนประสาทพวกเขาในโค้งสุดท้ายนี้ กับการบดบี้ลุ้นแชมป์กับเจ้าเก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

เกิดอะไรขึ้นกับ อาร์เซน่อล เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานท้ายฤดูกาล ? MAIN STAND ไล่เรียงเหตุการณ์ในอดีตมาให้ดูกัน

 

2023-24 ความนิ่งที่แพ้ความเคี่ยว

การลุ้นแชมป์ลีกของอาร์เซน่อลในยุค มิเกล อาร์เตต้า เกิดขึ้นครั้งแรกในฤดูกาล 2022-23 ซีซั่นนั้นพวกเขาจบด้วยการเป็นรองแชมป์ต่อแมนฯ ซิตี้ ... แต่ตอนนั้นไม่มีคำติเตียน มีแต่คำชมว่า อาร์เซน่อลมาถูกทางแล้ว และปีต่อไปจะต้องดีขึ้นแน่ ๆ  

กระทั่งในฤดูกาล 2023-24 อาร์เซน่อลยกระดับทีมขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา พวกเขาไม่ได้มีแค่เกมรุกที่จัดจ้าน แต่มีเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดในลีกจากการจับคู่ของ วิลเลี่ยม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส 

ซีซั่นดังกล่าว อาร์เซน่อล มีผลงานคงที่มาโดยตลอด แต่จุดที่พลาดที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงเดือนธันวาคม เพราะนับตั้งแต่เข้าเดือนนี้ อาร์เซน่อล เอาชนะได้แค่ 2 เกมจาก 6 เกมลีกที่ลงเล่น (ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 3) 

ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เพราะอาร์เซน่อลในเวลานั้นกำลังคึกสุดขีด วิธีการเล่นของพวกเขาดุเดือดเร้าใจ นักเตะแทบจะเพรสซิ่งกันตั้งแต่แดนของคู่แข่ง แต่นั่นแหละตามที่ได้กล่าวไว้ ความดุดันนี้บางทีก็มากก็เกินไป พวกเขาพลาดเสียแต้มในเกมที่ไม่น่าเสียจากคู่แข่งที่ตั้งรับอย่างใจเย็นและสวนกลับอย่าง เวสต์แฮม และ ฟูแล่ม 

ปัญหาดังกล่าวทำให้ มิเกล อาร์เตต้า พาลูกทีมไปเก็บตัวช่วงเบรก 3 สัปดาห์ที่ดูไบ และพวกเขากลับมาอีกครั้งด้วยวิธีการเล่นที่กระชับ เหนียวแน่นกว่าเดิม แม้จะเสียความดุเดือดในเกมรุกไปบ้าง แต่อาวุธใหม่ของพวกเขาก็ถูกเปิดตัวในช่วงเวลาหลังจากเข้าแคมป์ นั่นคือการเล่นลูกตั้งที่ใช้ทดแทนเกมรุกของทีมได้เป็นอย่างดี 

31 มีนาคม 2024 อาร์เซน่อลเล่นเกมสำคัญกับแมนฯ ซิตี้ ที่เอติฮัด ด้วยโจทย์ที่ว่าหากพวกเขาไม่แพ้ในเกมนี้ พวกเขาจะกุมชะตาลุ้นแชมป์ไว้ในมือตัวเอง ขอเพียงชนะทุกเกมที่เหลือในซีซั่นเท่านั้น ... แล้วพวกเขาก็ทำได้จริง ๆ ยันเสมอได้ 0-0 แต่แล้วเมื่อเข้าเดือนเมษายน ความต่างระหว่างทั้ง 2 ทีมก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน

สิ่งที่ทำให้พวกเขาพลาดแชมป์ให้แมนฯ ซิตี้ ในตอนนั้นคือ "ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยที่กลายเป็นเรื่องใหญ่" ในช่วงปลายฤดูกาล อาร์เซน่อลต้องเจอกับโปรแกรมที่ถาโถม การหมุนเวียนนักเตะที่ยังไม่เสถียรพอ ทำให้แกนหลักอย่าง บูกาโย่ ซาก้า และ มาร์ติน โอเดการ์ด เริ่มมีอาการล้าสะสม แถมยังไม่มีตัวแทนที่มีคุณภาพไล่เลี่ยกันอีกต่างหาก และพวกเขาก็แพ้ แอสตัน วิลล่า คาบ้าน 0-2 ในวันที่ 14 เมษายน ... นี่คือเกมปล่อยแชมป์หลุดมืออย่างแท้จริง

ตัดภาพกลับมาที่แมนฯ ซิตี้ พวกเขาเข้าลูปแห่งชัยชนะเรียบร้อย แม้แต้มจะตามหลังอาร์เซน่อลหลังเสมอกันในบ้าน ... แต่เกมที่เหลือหลังจากนั้นจนจบซีซั่น พวกเขาชนะด้วยวินเรต 100% ปาดคว้าแชมป์ได้สำเร็จ แซงจากอันดับ 2 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้ใน 2 เกมสุดท้าย 

เมื่อต้องดวลกับเครื่องจักรสีฟ้าที่ "ไม่เคยพลาด" แรงกดดันมหาศาลจึงทำให้แต้มที่หลุดมือเพียงเกมเดียว กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งถ้วยแชมป์ไปที่เอติฮัด สเตเดี้ยม อย่างเจ็บปวด จนพวกเขาต้องตั้งหลักใหม่อีกครั้ง 

 

2024-25 เมื่อเกมรุกตีบตัน

ข้ามมาที่ฤดูกาล 2024-25 แม้อาร์เซน่อลจะพยายามเสริมเขี้ยวเล็บและเพิ่มขนาดทีม แต่ปัญหากลับเปลี่ยนรูป จาก "เกมรับ" มาเป็น "ประสิทธิภาพในแดนหน้า" ในช่วงโค้งสุดท้าย

อาร์เซน่อลเจอกับแท็กติก "รถบัส" จากทีมกลางตารางและทีมหนีตกชั้นบ่อยครั้ง อาร์เตต้าโดนวิจารณ์เรื่องการยึดติดกับแผนการเล่นเดิม จนทำให้เจาะคู่แข่งไม่เข้า 

ผลเสมอที่มากเกินไปในเดือนเมษายนและพฤษภาคม จากเหตุผลเก่า ๆ เรื่องการขาดตัวแทนของ มาร์ติน โอเดการ์ด และ ซาก้า อีกทั้งบางช่วง กองหลังตัวหลักอย่างซาลิบาก็บาดเจ็บ ทำให้ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ แต้มก็หล่นไปจนการขับเคี่ยวแชมป์ลีกค่อย ๆ ยากขึ้น

แม้คู่แข่งในซีซั่นนั้นจะไม่ใช่ แมนฯ ซิตี้ แต่ ลิเวอร์พูล ในยุคของ อาร์เน่อ สล็อต ที่เน้นแนวทางของกุนซือคนเก่าอย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ แรงดีไม่ตก เก็บแต้มได้แบบรัว ๆ จนแทบจะใช้คำว่า "นำแบบม้วนเดียวจบ" โดยทิ้งห่างอาร์เซน่อลถึง 10 คะแนนในตอนจบซีซั่น 

หลังพลาดแชมป์ลีกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน จากอาการ "เจาะไม่เข้า" ทำให้ทุกสื่อหรือแม้กระทั่งแฟนบอลของอาร์เซน่อลก็ยังรู้สึกว่า "กองหน้าตัวยิง" จำเป็นมาก ๆ และคือสิ่งที่ทีมชุดนี้ขาด เนื่องจากในทีมมีแค่ กาเบรียล เชซุส และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่เป็นแนว False 9 มากกว่า  

การเสมอถึง 14 เกมในซีซั่นเดียวเป็นการตอกย้ำว่า "เกมรับช่วยให้คุณไม่แพ้ แต่เกมรุกที่เด็ดขาดเท่านั้นจะช่วยให้คุณเป็นแชมป์"

 

2025-26 กับดักทางจิตวิทยาและอาการ "กลัวแพ้"

ในฤดูกาล 2025-26 อาร์เซน่อลคือทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในลีกเมื่อซีซั่นเริ่ม การเสริมทัพแบบจัดเต็มแก้ไขปัญหาเรื่องขุมกำลังเชิงลึกได้เป็นอย่างดี มีคริสเตียน มอสเกร่า และ ปิเอโร อินกาปิเย่ มาคอยหมุนเวียนในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก

ได้ เอเบเรชี่ เอเซ่ เข้ามาคอยหมุนเวียน โอเดการ์ด, ได้ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ มาเป็นแกนหลักในแดนกลาง, ได้ โนนี่ มาดูเอเก้ มาคอยสลับ ซาก้า และแน่นอนว่าปัญหากองหน้าตัวเป้าก็ถูกแก้ด้วยการทุ่มซื้อ วิคตอร์ เยอเคเรส ที่ยิงถล่มทลายในลีกโปรตุเกส 

อาร์เซน่อลทำในสิ่งที่คล้ายกับลิเวอร์พูลในซีซั่นที่แล้ว นั่นคือการขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่น ครองจ่าฝูงอย่างยาวนาน และลูกตั้งเตะยังคงแสดงผลงานระดับพรีเมียมได้ไม่เปลี่ยนแปลง ... บางช่วงเวลาเขาทิ้งห่างคู่แข่งลุ้นแชมป์อย่างแมนฯ ซิตี้ถึง 10 แต้ม จนใคร ๆ ก็คิดว่าแบบนี้น่าจะม้วนเดียวจบ

แต่แล้วจากการลุ้นแบบสบาย ๆ ก็กลายเป็นลุ้นแบบนั่งหลังไม่ติดเก้าอี้ เข้าสู่สถานการณ์ปัจจุบันในเดือนเมษายน 2026 อาร์เซน่อลนำแมนฯ ซิตี้ 9 แต้ม แต่พวกเขาก็เจอจุดเปลี่ยนจากการแพ้เรือใบสีฟ้าใน คาราบาว คัพ นัดชิงชนะเลิศ 0-2 ช่วงกลางค่อนปลายเดือนมีนาคม และเข้าเดือนเมษายนไม่กี่วันก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอฟเอ คัพ ด้วยการแพ้ให้ เซาธ์แฮมป์ตัน แบบหักปากกาเซียน 

และสำคัญที่สุด คือการกลับมาเล่นในเกมลีกด้วยการเปิดบ้านรับการมาเยือนของ บอร์นมัธ ซึ่งจบลงด้วยการแพ้คาบ้านไป 1-2 จากนำ 9 แต้ม เหลือ 6 แต้ม แถมปืนใหญ่เตะมากกว่า 1 นัด และทั้งสองทีมยังเหลือเกมชิงดำในลีกกันที่เอติฮัดอีกเกม ... การกุมชะตาตัวเองของพวกเขาก็ชักไม่แน่นอนแล้ว 

แม้อาร์เซน่อลยังคงเบียดแย่งแชมป์กับแมนฯ ซิตี้ อย่างสูสี ทว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปีนี้ไม่ใช่เรื่องแท็กติกหรือสภาพร่างกาย แต่เป็น "สภาวะจิตใจ" ล้วน ๆ 

นักวิจารณ์หลายคนชี้เป้าตรงกันว่า นักเตะชุดนี้ของอาร์เซน่อลแบกรับความผิดหวังมา 3 ปีซ้อน ความกดดันที่ถูกตราหน้าว่าเป็น "จอมพลาดตอนท้าย" ไม่ก็ "เครื่องเหี่ยวปลาย" (Bottlers) อาจทำให้เกิดอาการเกร็งและเล่นผิดฟอร์มเมื่อต้องเจอเกมเดิมพันสูง และที่สำคัญในเวลาเดียวกันคือ การมีคู่แข่งที่มีกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มักจะเร่งเครื่องเป็น "God Mode" ในช่วงท้ายฤดูกาล คือปัจจัยภายนอกที่อาร์เซน่อลควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำคือ "ชนะรวด" ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในโลกฟุตบอล

"เมษาพาสะพรึง" ในปี 2026 จะลงเอยด้วยน้ำตาแห่งความสมหวัง หรือน้ำตาแห่งความผิดหวังเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฝีเท้าเท้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า มิเกล อาร์เตต้า จะสามารถขจัด "ปีศาจในใจ" ของลูกทีมออกไปได้ทันเวลาหรือไม่

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.football.london/arsenal-fc/news/arsenal-premier-league-title-carragher-33745862
https://ca.sports.yahoo.com/news/carragher-reveals-why-arsenal-cannot-090500266.html
https://www.reddit.com/r/PremierLeague/comments/1r93m68/arsenal_are_gunners_in_danger_of_repeating_history/
https://www.nytimes.com/athletic/7139943/2026/03/23/arsenal-carabao-final/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ