
ฤดูกาล 2024-25 สโมสร เชลซี สร้างสถิติใหม่ที่ไม่มีใครอยากได้
พวกเขาขาดทุนก่อนหักภาษีสูงถึง 262 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ และหากคุณคิดว่าตัวเลขที่แจ้งกับทาง พรีเมียร์ลีก ว่าเยอะแล้ว ตัวเลขที่ทีมสิงห์บลูส์แจ้งต่อสหพันธ์ยุโรป หรือ ยูฟ่า หนักกว่า เพราะขาดทุนก่อนหักภาษีสูงถึง 355 ล้านปอนด์
คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า ทำไมพวกเขาถึงขาดทุนมากขนาดนั้น ... และคำถามที่สำคัญกว่าคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือความล้มเหลว หรือมันคือการลงทุนระยะยาวที่ยังไม่ออกดอกผลกันแน่ ? ติดตามกับ Main Stand
การปรับโครงสร้างที่ต้องแลกด้วยตัวเลข
นับตั้งแต่การเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรโดยกลุ่ม BlueCo นำโดย เบห์ดัด เอ็กบาลี และ ท็อดด์ โบห์ลี่ เชลซี ก็เปลี่ยนนโยบายการทำทีมแบบสุดขั้วเมื่อเทียบกับยุคเจ้าของเก่าอย่าง โรมัน อบราโมวิช
ในยุคของ โรมัน สิ่งที่ เชลซี ทำคือซื้อนักเตะชั้นดีไม่เกี่ยงอายุ เลือกโค้ชชั้นยอดที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์แบบพร้อมประเคนค่าเหนื่อย มันคือการลงทุนเพื่อให้ได้ทีมที่แข็งแกร่งและไล่ล่าแชมป์ในทุกซีซั่นแบบปีต่อปี
ขณะที่กลุ่ม BlueCo นั้นแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเลือกใช้การทุ่มเงินซื้อนักเตะอายุน้อยด้วยสัญญาระยะยาว เพื่อสร้างฐานรากของทีมขึ้นมาใหม่ และหวังทำกำไรกับนักเตะเหล่านี้ในอนาคต ... เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น พวกเขาต้องปรับโครงสร้างหลายอย่าง จนเป็นเหตุให้ในฤดูกาล 2024-25 พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ขาดทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

กลุ่ม BlueCo อธิบายเป้าหมายระยะสั้นของพวกเขาว่าต้องวางโครงสร้างสโมสรใหม่ทั้งหมด แทนที่จะเป็นการคว้าแชมป์ในทันทีเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักจะขัดใจแฟนบอลที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม "ต้องได้แชมป์ทุกปี" ในยุคก่อน
ส่วนเป้าหมายเร่งด่วนคือการถ่ายเลือดนักเตะ เพื่อเปลี่ยนจากทีมที่มีอายุเฉลี่ยสูงและค่าเหนื่อยแพง มาเป็นทีมคนหนุ่มที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูง
ด้านเรื่องตัวเลข และเงิน ๆ ทอง ๆ พวกเขาใช้การลดรายจ่ายในส่วนของค่าเหนื่อยรวม และการพยายาม "ทำกำไร" จากการขายนักเตะที่สร้างจากอะคาเดมี่หรือซื้อมาในราคาถูก เพื่อนำมาหักลบกับตัวเลขค่าใช้จ่ายมหาศาลในการซื้อตัวช่วงแรก ... ซึ่งจุดนี้คือการเริ่มต้นของการขาดทุนดังที่เราได้เห็นในข่าวกัน
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? อย่างแรกเลย คือการขาดทุนครั้งประวัติศาสตร์ของ เชลซี ไม่ได้เกิดขึ้นจากความล้มเหลวในการบริหารงานแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวแบบที่แฟนบอลหลายคนมอง แต่เกิดจากปัจจัยเร่งหลายประการ ในช่วงตั้งไข่ของโปรเจกต์ระยะยาว
นอกจากการซื้อนักเตะแล้ว พวกเขายังมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านจากยุค "เสี่ยหมี" ซึ่งนำมาสู่ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร ค่าชดเชยทีมบริหารชุดเดิม และการลงทุนมหาศาลในระบบสนับสนุนหลังบ้าน และตัวเลขทุกอย่างในส่วนนี้จะถูกนำมาคิดคำนวณตามกฎการเงินของ พรีเมียร์ลีก หรือ PSR ด้วย
นอกจากเรื่องของการลงทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านเจ้าของสโมสรแล้ว เชลซี ก็ยังขาดทุนจากการซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้ามาจำนวนมาก แต่ในส่วนนี้ต้องเน้นย้ำว่า พวกเขาทราบดีถึงการขาดทุนในช่วงแรกอยู่แล้ว เพราะมันคือการถ่ายเลือดที่จำเป็นต้อง "เจ็บก่อน" เพื่อ "สบายทีหลัง"

อธิบายเพิ่มเติมก็คือ การขายนักเตะอายุเยอะค่าเหนื่อยแพง บวกกับการซื้อนักเตะอายุน้อยและให้สัญญาระยะยาว จะสามารถช่วยลดภาระทางบัญชีรายปีได้แน่นอน แต่ขั้นตอนการซื้อนักเตะอายุน้อย ๆ มารวมกันในตอนแรก ๆ นี่แหละ ที่ทำให้ค่าตัวนักเตะที่ซื้อเข้ามาสู่ทีมสะสมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายจ่ายพุ่งแบบเลี่ยงไม่ได้ตามนโยบายสโมสร
จริงอยู่ว่านี่คือการเจ็บก่อนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า แต่มันก็คงเป็นเรื่องผิดคาด เพราะพวกเขาคงไม่คิดว่าจะต้องเจ็บหรือขาดทุนหนักขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะในฤดูกาล 2024-25 เชลซี ไม่ได้เล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะทำให้พวกเขาได้รายรับก้อนโตเข้ามาช่วยหักลบกับค่าใช้จ่ายที่สร้างไว้ ต่อให้พวกเขาได้แชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก แต่เงินที่รับก็แตกต่างกันมาก แทบหักลบกันไม่ได้
ถ้าจะบอกว่าการขาดทุนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดและเป็นสิ่งที่บอร์ดบริหาร เชลซี พร้อมรับมือ ก็คงเป็นอะไรที่ไม่เกินจริงไปนัก แต่การขาดทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้บอร์ดบริหารของ เชลซี ต้องสะดุ้งและตื่นตัวมากกว่าเดิม พวกเขาอาจจะต้องย้อนดูความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ้างเพื่อไม่ให้อนาคตต้องเจออะไรแบบนี้อีก ซึ่งมันอาจจะกระทบกับเป้าหมายระยะยาวของสโมสรก็เป็นได้
โอกาสในการทำกำไรในอนาคต
เอาล่ะ ระดับนักธุรกิจทรงอิทธิพลของโลก ผ่านการพิสูจน์จากความสำเร็จในหลาย ๆ องค์กรอย่าง BlueCo อาจจะใหม่ในวงการฟุตบอล แต่ในโลกของธุรกิจที่ว่าด้วยการลงทุนและหากำไรแล้ว ถ้าคุณจะปรามาสว่าพวกเขาไร้ฝีมือ ไม่มีราคา ไร้ความเข้าใจในการบริหารทีมฟุตบอลอย่างสิ้นเชิง มันก็คงเกินไปหน่อย ... เพราะไม่แน่ มันอาจเป็นการขาดทุนเพื่อกำไรก้อนใหญ่กว่าในอนาคตก็ได้
เข้าใจง่าย ๆ ในมุมมองของแฟนบอลอย่างเราก็คือ เชลซี เลือกซื้อนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงจำนวนมาก หากนักเตะเหล่านี้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ มูลค่าในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่ง เชลซี สามารถทำกำไรจากการขายนักเตะ พเพื่อนำมาหักล้างตัวเลขบัญชีในอนาคต
นอกจากนี้ นักเตะหลายคนก็ค่าเหนื่อยไม่ได้แพงมากจนเกินไป ดังนั้นเมื่อโครงสร้างทีมเริ่มนิ่ง และนักเตะกลุ่มดาวรุ่งที่ซื้อสะสมไว้ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลัก สโมสรจะสามารถควบคุมค่าเหนื่อยได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการซื้อสตาร์ชื่อดังที่ค่าเหนื่อยสูงลิ่ว ... ทีนี้เราลองไปดูมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกันบ้างว่า พวกเขาคิดอย่างไรกับการขาดทุนของ เชลซี ครั้งนี้ ?

เรื่องนี้นิตยสารการเงินระดับโลกอย่าง Forbes เคยเขียนถึง เชลซี ภายใต้การทำทีมของ BlueCo ในบทความเชิงวิเคราะห์ที่ชื่อว่า "The $950 Million Gambit" (การเดิมพันพันล้าน)
Forbes วิเคราะห์ว่า BlueCo ไม่ได้ใช้เพียงแค่เงินสดส่วนตัวเหมือนยุคก่อน แต่ใช้การระดมทุนผ่าน Debt Financing ประมาณ 950 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนและเงินกู้ระยะยาว เพื่อสร้างสภาพคล่องมหาศาลในการกว้านซื้อนักเตะดาวรุ่ง ... สรุปง่าย ๆ คือพวกเขายังคงมีเงินในมือเยอะมาก และสามารถผ่อนจ่ายในระยะยาว ดอกเบี้ยคงที่ ไม่มีกระโดดขึ้นพรวดพราดตามใจผู้ปล่อยกู้ ตามที่ตกลงกันไปแล้วได้สบาย ๆ
จุดนี้สำคัญมาก เพราะจะนำไปสู่การทำกำไรในอนาคตได้จริง นักเขียนของ Forbes หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า BlueCo กำลังใช้กลยุทธ์การบริหารแบบ "High Risk, High Reward" (เสี่ยงมาก กำไรมาก)

พวกเขาเชื่อว่า ถ้า เชลซี กลับมาติด Top 4 และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ มูลค่าสโมสรจะพุ่งจาก 3 พันล้าน ไปสู่ 5-6 พันล้านปอนด์ได้อย่างรวดเร็ว ว่าง่าย ๆ ก็คือพวกเขาไม่ได้มองว่าการขาดทุน 200-300 ล้านปอนด์คือความล้มเหลว ตราบใดที่มูลค่ารวมของสโมสรและมูลค่านักเตะในตลาดยังคงเติบโตขึ้น
หากได้ไปแข่งขันใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างสม่ำเสมอ รายได้จากค่าตั๋ว ของที่ระลึก และสปอนเซอร์จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อประกอบกับฐานรายจ่ายที่ถูกควบคุมไว้ การพลิกกลับมาทำกำไรจึงเป็นไปได้จริงแท้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ ... การลงทุนมีความเสี่ยง
แม้จะไล่เรียงถึงหนทางทำกำไรในอนาคต ซึ่งมีหลากหลายแนวทางที่สามารถสร้างรายรับให้กับสโมสรได้ แต่สิ่งที่เป็นความจริงที่สุดก็คือ เชลซีภายใต้ BlueCO กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม
สิ่งสำคัญคือ สโมสรต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างทางผ่านสู่ความสำเร็จที่ชัดเจนให้ได้ ตอนนี้พวกเขาอาจจะคว้าแชมป์สโมสรโลกในปี 2025 แต่เป้าสำคัญอย่างการคว้าท็อป 4 ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ยังต้องลุ้นกันเหนื่อย จากผลงานในสนามที่ต้องบอกว่าสั่นคลอนอย่างหนัก ฟอร์มในสนามไม่ดี รวมถึงการเปลี่ยนโค้ชที่ได้ใจนักเตะอย่าง เอ็นโซ่ มาเรสก้า แทนที่ด้วยโค้ช "เด็กในคาถา" ของบอร์ดบริหารอย่าง เลียม โรซีเนียร์ ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในเกมระดับสูงอีกมาก
เมื่อใช้โค้ชที่ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ มันย่อมส่งผลต่อการพัฒนานักเตะในทีมด้วย ตอนนี้แฟน เชลซี หลายคนก็เห็นตรงกันว่า นักเตะหลายคนโตไม่ทันความคาดหวังและความแข็งแกร่งของ พรีเมียร์ลีก จนสร้างความผิดพลาดและนำไปสู่การเก็บผลการแข่งขันที่ไม่ได้ดั่งใจ โดยเฉพาะกลุ่มนักเตะเกมรับ กองหลัง และผู้รักษาประตูที่สร้างความผิดพลาดส่วนบุคคลอยู่บ่อย ๆ

ส่วนความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ "ความไม่แน่นอนของฟุตบอล" หากนักเตะดาวรุ่งที่เซ็นสัญญามา ไม่สามารถพัฒนาได้ตามที่คาดหวัง หรือผลงานในสนามไม่ดีต่อเนื่อง จนไม่มีรายได้จากยุโรปเข้ามาสนับสนุน เชลซีอาจติดอยู่ในวงจรขาดทุนต่อเนื่องจนผิดกฎการเงิน (PSR/FFP) ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษที่ร้ายแรง เช่น การตัดแต้ม ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นของการนำพาปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย
โดยสรุปแล้วก็คือ เชลซี ในวันนี้ เปรียบเสมือนบริษัทที่กำลังระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายกิจการ การขาดทุนครั้งนี้คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการสร้างรากฐานใหม่ทั้งหมด หากแผนการนี้ดำเนินไปได้ตามกลไกที่วางไว้ อีก 3-5 ปีข้างหน้า เชลซี อาจกลายเป็นสโมสรที่มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
แต่หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามนั้น ประวัติศาสตร์การขาดทุนนี้ อาจกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในโลกฟุตบอล ... และแนวคิดการทำทีมแบบ BlueCo อาจจะต้องเอามาทบทวนกันใหม่ว่า มันเหมาะกับฟุตบอลในยุคปัจจุบันหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
https://www.forbes.com/sites/mikeozanian/2022/07/21/todd-boehlys-950-million-gambit-to-keep-chelsea-in-the-game/
https://www.occrp.org/en/news/premier-league-hands-chelsea-record-fine-for-abramovich-era-financial-deception
https://www.nytimes.com/athletic/7164314/2026/04/01/chelsea-accounts-loss-latest/
https://www.bbc.com/sport/football/articles/ckg2m450zgzo
https://www.bbc.com/sport/football/articles/crrxjyk54zpo