Feature

ขวา เทรนท์ - ซ้าย ร็อบโบ้ : จิ๊กซอว์ฟูลแบ็ก ขุมพลังแห่ง ลิเวอร์พูล ยุค เฮฟวี่ เมทัล | Main Stand

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จัดไป 64 แอสซิสต์ ส่วน แอนดี้ โรเบิร์ตสัน จัดไป 60 แอสซิสต์ ... พวกเขาคือกองหลังที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 1 และ อันดับที่ 2 

 

แทบไม่ต้องถามว่าทั้งคู่มีส่วนสำคัญกับยุคเรืองรองของ ลิเวอร์พูล ในสมัย เยอร์เก้น คล็อปป์ ขนาดไหน ภายใต้ระบบ เฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล 2 คนนี้คือของจริง! 

ตอนนี้ เทรนท์ ไป เรอัล มาดริด แล้ว และจบซีซั่น 2025-26 โรเบิร์ตสัน ก็จะอำลาทีม ... MAIN STAND จะพาย้อนความหลัง ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการบอกลา 

 

"โนเนม" และ "เด็กปั้น" 

ในปี 2017 หากใครบอกว่าแบ็กซ้ายจากทีมตกชั้นอย่าง ฮัลล์ ซิตี้ และเด็กหนุ่มผอมบางจากอะคาเดมี่ จะกลายเป็นคู่หูฟูลแบ็กที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกคงไม่มีใครเชื่อ ... แต่เรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว และต้องยอมรับสายตาอันเฉียบแหลมของทีมซื้อขายนักเตะ ลิเวอร์พูล และความกล้าในการใช้งานแข้งโนเนมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ อย่างแท้จริง 

ย้อนกลับไปในเวลานั้น (ซัมเมอร์ปี 2017) คล็อปป์ เพิ่งจบภารกิจคุม ลิเวอร์พูล เต็มซีซั่น และทำผลงานได้ตามเป้าด้วยการคว้าท็อป 4 พาทีมกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกครั้งหลังห่างหายไปนาน การได้ไปเล่นถ้วยใหญ่ของยุโรป หมายความว่าทีมจะได้เงินเข้ามามากขึ้น และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องเสริมแกร่งให้ทีมด้วย

ตำแหน่งแบ็กซ้ายและขวา ถือเป็นปัญหาที่ คล็อปป์ มองเห็นในซีซั่น 2016-17 ด้านขวาของทีมมีแค่ นาธาเนียล ไคลน์ คนเดียวที่เป็นแบ็กธรรรมชาติ และ ไคลน์ ก็ต้องลงเล่นเกมลีกมากที่สุดในทีม ณ ซีซั่นนั้น (37 นัด) ที่เหลือเป็นตัวดัดแปลงอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ และ โจ โกเมซ 

ไคลน์ เป็นแบ็กสไตล์อังกฤษที่อึด แข็งแรง มีความไวระดับหนึ่ง แต่เซนส์เกมรุกถือว่ามีไม่มากนัก ฟุตบอลของ คล็อปป์ คือสไตล์ "เฮฟวี่ เมทัล" ซึ่งหมายความว่าแบ็กทั้ง 2 ฝั่งต้องเปิดเกมรุกเก่งมาก ๆ เพราะทีมจะปูพรมบุกแทบจะตลอดเวลา กองหลังต้องยืนสูง พร้อมเปลี่ยนรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ไคลน์ อาจจะไม่ใช่นักเตะประเภทนั้น 

ในช่วงซีซั่น 2016-17 เป็นช่วงที่ คล็อปป์ ก็พยายามมองหาใครสักคนที่เข้ามาสร้างความต่างในตำแหน่งแบ็กขวาได้ ซึ่ง เป๊ป ไลน์เดอร์ส ผู้ช่วยของเขาก็ได้ส่งชื่อ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ นักเตะเยาวชนของทีมเข้ามาสะกิดหัวใจให้ คล็อปป์ ได้ลองดู เพราะหากคุณจะเปิดเกมรุก แบ็กก็ต้องเก่งในการออกบอลไม่ต่างกับมิดฟิลด์ ... "เราเห็นมิดฟิลด์ในร่างแบ็กขวา เขามีวิสัยทัศน์ที่คนอื่นไม่มี และนั่นคือเหตุผลที่เราผลักดันเขาขึ้นสู่ชุดใหญ่" นี่คือสิ่งที่ ไลน์เดอร์ส พูดถึง และ คล็อปป์ ก็หย่อน เทรนท์ เล่นไป 7 เกมในซีซั่นดังกล่าว 

ฝั่งขวาไม่เท่าไหร่ แต่ฝั่งซ้ายนี่สิที่เป็นเรื่องใหญ่ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็กชาวสเปนยังห่างชั้นจากคำว่าแบ็กชั้นดี ยืนตำแหน่งไม่ดี มีความผิดพลาดส่วนบุคคลให้เห็นระยะ แม้คาแรกเตอร์จะดี แต่ คล็อปป์ ก็ไม่ถูกใจนัก จนซีซั่นนั้นเขาใช้ มิลเนอร์ ถอยลงมาเล่นแบ็กซ้ายแทน ซึ่งตัวของ มิลเนอร์ ก็ยอมเล่นแม้ไม่พอใจนัก เนื่องจากเขาอยากจะเล่นกองกลางมากกว่า 

ด้วยงบประมาณที่มีไม่มากนักจากการเริ่มตั้งไข่ ลิเวอร์พูล ต้องหาแบ็กซ้ายคนใหม่ตามสไตล์ที่ คล็อปป์ ต้องการ จนกระทั่งพวกเขาไปเจอของดีจาก ฮัลล์ ซิตี้ ทีมที่เพิ่งตกชั้นลงไปใน แชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาลดังกล่าวอย่าง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และคว้าตัวมาในราคาแค่ 8 ล้านปอนด์เท่านั้น 

หลายคนมองว่าแบ็กชาวสกอตจาก ฮัลล์ คงเป็นแค่ดีลสำรองหรือเป้าหมายที่สองในตลาด แต่สำหรับ คล็อปป์ เขาเห็นอะไรที่มากกว่านั้น ภาพในหัวของเขาเริ่มจินตนาการถึงแบ็ก 2 ฝั่งที่จะยกระดับทีมขึ้นมาได้แล้ว 

 

จากฟูลแบ็ก สู่ "อาวุธหนัก"

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ฟุตบอลของ คล็อปป์ เน้นเกมเร็ว เพรสซิ่งสูง เปลี่ยนรับเป็นรุกภายในไม่กี่วินาที ดังนั้นในขณะที่ตัวรุกและกองกลางรุมแย่งบอลคู่แข่ง และรอบอลสวย ๆ ฟูลแบ็กของพวกเขาจำเป็นมากที่ต้องคอยเป็นตัวเก็บบอลจังหวะสอง และเริ่มขึ้นเกมด้วยรุกได้ด้วยตัวเอง 

"ฟูลแบ็กของเราคือเพลย์เมกเกอร์ตัวหลักในระบบนี้" นี่คือประโยคคลาสสิกที่ คล็อปป์ เคยได้กล่าวไว้

ในรายของ เทรนท์ ต้องบอกว่ายิ่งเล่นยิ่งพัฒนา ในฤดูกาล 2017-18 เขาได้ลงเล่นมากถึง 33 เกม (เป็นตัวจริง 30 เกม) สิ่งที่ คล็อปป์ ปั้นให้ทุกคนเห็นภาพเขาตรงกันก็คือ "ควอเตอร์แบ็ก" แห่ง แอนฟิลด์ เทรนท์ มีส่วนร่วมในเกมรุกจากการเปิดบอลยาวข้ามไลน์ สร้างสรรค์เกมจากด้านข้าง ไม่ว่าจะเป็นการโอเวอร์แลปหรือเออร์ลี่ครอส เหนือสิ่งอื่นได้ คือถ้าได้ง้างเท้ายิง ไม่ว่าจะลูกนิ่งหรือยิงไกล ก็สามารถหวังผลได้ไม่แตกต่างจากมิดฟิลด์เลย 

แม้เกมรับของ เทรนท์ จะเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด แต่ลองถามกลับสั้น ๆ ถ้าคุณมีแบ็กที่เล่นเกมรุกได้ดีขนาดนี้ คุณจะดรอปเขาเป็นตัวสำรอง หรือหาวิธีการเล่นที่ทีมสามารถช่วยแก้ปัญหาเกมรับของเขาได้ดีขึ้น ? ... คล็อปป์ เลือกเสียเกมรับ แต่ได้เกมรุกจากคำถามนั้น และคุณก็รู้ดีว่า เทรนท์ สำคัญกับฟุตบอลของ หงส์แดง ขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เขากลายเป็นผู้เล่นของ เรอัล มาดริด ไปแล้ว 

ด้าน ร็อบโบ้ นั้นแต้มต่อน้อยมาก นักเตะสกอตผู้นี้มีประสบการณ์ในลีกสูงสุดแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้นก่อนย้ายมาร่วมทัพหงส์แดง ช่วงแรกเขาอาจจะสลับกันเล่นกับ โมเรโน่ แต่เมื่อถึงช่วงจังหวะหนึ่งที่ โรเบิร์ตสัน เริ่มเข้าที่ เขาก็ยึด 11 ตัวจริงยาว ๆ และวินาทีที่เขาเข้าไปนั่งในใจแฟนบอลลิเวอร์พูล ก็คือเกมที่ ลิเวอร์พูล เจอกับ แมนฯ ซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ ในซีซั่นนั้น 

จังหวะดังกล่าว ลิเวอร์พูล นำ 4-1 แต่ โรเบิร์ตสัน ก็วิ่งไล่บอลไม่หยุดกวดคู่แข่งตั้งแต่กลางสนามจนนักเตะ แมนฯ ซิตี้ ต้องส่งบอลกลับหลัง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังวิ่งไล่บอลจนสุดทางไปจนฝั่งขวาสนาม ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ราวกับรู้ว่า "พวกเขาเจอคนที่ใช่แล้ว"

แม้เท้าซ้ายของ ร็อบโบ้ จะไม่ได้แม่นยำเท่ากับ เทรนท์ หรือไอเดียฟุตบอลของเขาก็อาจจะไม่ได้ดีพอในการเล่นแบบ "เพลย์เมกเกอร์ฟูลแบ็ก" แต่สิ่งที่เขาทำได้ มันคือขั้วตรงข้าม ที่สร้างความสมดุลให้แบ็กทั้ง 2 ฝั่งของ ลิเวอร์พูล

กล่าวคือ หาก เทรนท์ คือพรสวรรค์ที่หาแบ็กเกมบุกเลียนแบบได้ยาก ร็อบโบ้ คือแบ็กซ้ายในอุดมคติที่สมดุลรอบด้าน กัดไม่ปล่อยในเกมรับ วิ่งได้ตลอดทั้งเกมด้วยค่าเฉลี่ยที่มากกว่า 10-11 กิโลเมตรต่อนัดได้อยู่บ่อย ๆ วิ่งขึ้นลงทั้งเกม เติมเกมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหาจังหวะครอสบอลจากพื้นที่อันตรายได้เสมอ เหนือสิ่งอื่นใด คือคาแรกเตอร์ไม่เคยยอมแพ้ที่ คล็อปป์ ชมเขาหลายรอบมากเรื่องนี้

"ผมรักการเดินทางของเขา มันสอนให้เขารู้จักความอดทน เขามีพลังงานล้นเหลือและทัศนคติที่ไม่เคยยอมแพ้ นั่นคือสิ่งที่ทีมของเราต้องการ" นี่คือตัวอย่างคำพูดของ คล็อปป์ ที่มักจะพูดถึง ร็อบโบ้ อยู่บ่อย ๆ 

การมีแบ็กแบบทั้งสองคน ทำให้ ตัวรุกของ ลิเวอร์พูล สามารถหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษ หรือโจมตีจากพื้นที่ว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุก ๆ เกม แบ็กซ้าย-ขวาของทีมอย่าง ร็อบโบ้ และ เทรนท์ จะต้อง "จัดให้" และกองกลางก็มีตัวเลือกในการจ่ายบอลมากขึ้น จากการเติมตลอดไม่ปล่อยให้คู่แข่งได้พักหายใจ ... แน่นอนว่ายิ่งเล่นไปมันยิ่งเห็นภาพ และเป็นไปตามแท็กติกแบบที่ คล็อปป์ วางไว้ 

ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่ "แข่งกันแอสซิสต์" จนกลายเป็นสถิติโลก แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เคยให้สัมภาษณ์ถึงการแข่งขันนี้ว่า "เรามีการเดิมพันกันตลอดเวลา ถ้า เทรนท์ ทำได้ ผมก็ต้องทำได้ มันไม่ใช่แค่เพื่อเรา แต่มันเพื่อชัยชนะของทีม" ... พวกเขาสนุกกับหน้าที่ของตัวเองขนาดนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมทั้ง เทรนท์ และ โรเบิร์ตสัน จึงสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซของฟูลแบ็กได้จนกลายเป็น ตำนานที่แฟนบอลยุคนี้เห็นภาพในหัวได้อย่างแม่นยำจนกระทั่งทุกวันนี้ 

เรียกได้ว่าจากเด็กปั้นผอมบาง กับเด็กหนุ่มโนเนมจากทีมตกชั้น พวกเขากลายเป็นจุดเริ่มต้นของการการเปลี่ยนตำแหน่งฟูลแบ็กให้กลายเป็น "อาวุธทำลายล้าง" ที่ทำให้ ลิเวอร์พูล คว้าทุกแชมป์ที่ขวางหน้า ตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก ไปจนถึง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ... และทุกแชมป์ที่พวกเขาลงแข่งขันในยุคหงส์แดงอันเรืองรอง 

 

มรดกและตำนาน

สิ่งที่ทั้งคู่ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลในตู้โชว์ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก พวกเขาคือคู่ฟูลแบ็กคู่แรกที่ทำสถิติแอสซิสต์แตะหลัก 10 ครั้งต่อฤดูกาลพร้อมกันหลายซีซั่นติดต่อกัน

เทรนท์ ฝากตำนานโลกต้องจำไว้มากมาย เช่น ลูกเตะมุมเร็วในเกมกับ บาร์เซโลน่า คือสัญลักษณ์ของไหวพริบและความกล้าหาญ ตลอดจนการเล่นร่วมกันที่ทำให้ โม ซาลาห์ กลายเป็นราชาแห่ง แอนฟิลด์

ส่วน โรเบิร์ตสัน นั้นขึ้นชื่อเรื่องจิตวิญญาณนักสู้  ไม่ว่าจะเจอนักเตะที่เก่งระดับโลก หรือระดับ "เก่งที่สุดในโลก" อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ เขาก็ไม่เคยออกอาการกลัวหัวหด กลับกัน ยิ่งเจอกับคนเก่ง การเล่นของเขาก็ยิ่งเดือดขึ้น เรียกได้ว่าไฟนักสู้ของเขาส่งต่อถึงแฟนบอลใน แอนฟิลด์ จนเรียกเสียงเฮลั่นสนามได้บ่อย ๆ 

และเหนือสิ่งอื่นใด คือการสร้างภาพจำใหม่ ๆ จนทำให้เด็กๆ ทั่วโลกหันมาอยากเล่นตำแหน่ง "แบ็ก" มากขึ้น  

"ไม่มีใครอยากเป็น แกรี่ เนวิลล์ เมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เด็กทุกคนอยากเป็นเหมือน เทรนท์ และ ร็อบโบ้ พวกเขาเปลี่ยนนิยามของฟูลแบ็กไปตลอดกาล" คำแซวจาก เจมี่ คาร์ราเกอร์ ตำนานของทีม ลิเวอร์พูล ที่พูดถึงมรดกซึ่ง เทรนท์ และ ร็อบโบ้ ได้สร้างเอาไว้ อาจจะดูตลก แต่ถ้าพิจารณาดูชัด ๆ มันก็ค่อนข้างเห็นภาพว่า ความเท่ของคนเล่นตำแหน่งแบ็กในยุคนี้เป็นแบบไหน 

น่าเสียดายที่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา 9 ปีหลังจากทั้งคู่ร่วมกันสร้างตำนานแบ็กจอมบุกภายใต้ระบบของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตอนนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว เทรนท์ จากไปเพราะต้องการหาความท้าทายใหม่ ส่วน ร็อบโบ้ ก็อายุมากขึ้น และต้องการย้ายออกไปด้วยเหตุผลเดียวกัน  

การเดินทางของ "ขวา เทรนท์ - ซ้าย ร็อบโบ้" อาจจบลงที่แอนฟิลด์ในปี 2026 แต่มรดกที่พวกเขาสร้างไว้ในฐานะ "จิ๊กซอว์ขุมพลัง" ของยุค เฮฟวี่ เมทัล จะถูกเล่าขานในฐานะหนึ่งในคู่หูที่ดีที่สุดที่โลกฟุตบอลเคยมีมา

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2026/apr/09/andy-robertson-to-leave-liverpool-at-end-of-season
https://www.premierleague.com/en/stats
https://en.wikipedia.org/wiki/2017%E2%80%9318_Liverpool_F.C._season#First_team
https://www.liverpoolfc.com/news/trent-and-robbo-were-both-born-be-full-backs
https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-andy-robertson-alexander-arnold-17159225

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ