Feature

Coaching แบบ "โค้ชเชส" : ปรัชญา ฟาเบรกาส ที่พา โคโม่ สู่บอลสายบุกตัวตึง | Main Stand

ชื่อของ เชส ฟาเบรกาส สำหรับแฟนบอลยุค 2000 คือภาพของกองกลางอัจฉริยะที่เติบโตจาก อาร์เซน่อล ก่อนกลับบ้านที่ บาร์เซโลน่า และประสบความสำเร็จอีกครั้งกับ เชลซี 

 

แต่บทใหม่ของเขาที่น่าสนใจกว่า คือการเป็นเฮดโค้ชของ โคโม่ สโมสรเล็ก ๆ ริมทะเลสาบชื่อดังของอิตาลี ที่ไม่ได้เข้ามาแค่คุมทีม แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตั้งแต่วันแรก

คำถามคือ … ฟุตบอลของ ฟาเบรกาส มันเร้าใจตรงไหน ? ติดตามกับ Main Stand 

 

จากยอดแข้งสู่โค้ชทีมลีกรอง

เชส ฟาเบรกาส คือนักเตะกองกลางที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ "ระดับโลก" ณ วันที่กำลังโลดแล่นอยู่ในช่วงพีกของอาชีพ ดวงตาที่เหมือนเห็นช่องเล็กช่องน้อยทุกช่องในสนาม สัญชาตญาณในการจับการวิ่งทำทางของเพื่อนร่วมทีม และความแม่นยำในการจ่ายแบบล็อกเป้า ... นั่นแหละคือตัวตนเขาที่ทุกคนต่างรู้จักเป็นอย่างดี สำหรับชายผู้ที่คว้าแทบทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน 

จนกระทั่งในปี 2022 วัฏจักรที่ไม่มีผู้ใดหนีพ้นก็วนมาถึงเขา เชส เริ่มแก่ตัวตามธรรมชาติ สังขารของยอดแข้งก็ร่วงโรย เหลือเพียงประสบการณ์กับคลาสที่ยังเก็บเอาไว้อยู่ในกระเป๋า รอสักทีมที่เห็นว่าสิ่งที่เขามีอยู่ในตัวยังคงมีประโยชน์ และทีมนั้นก็คือ โคโม่ สโมสรในลีก เซเรีย บี หรือดิวิชั่น 2 ของอิตาลี ที่จมหายและเวียนว่ายในลีกล่างมาเป็นสิบปี ... การมาเจอกันของทั้งคู่ ทำให้เกิดเรื่องราวที่เราต้องมาพูดถึงในวันนี้ 

ในปี 2019 สโมสรที่กำลังแย่ จมอยู่ใน เซเรีย ดี หรือดิวิชั่น 4 ของอิตาลี ได้ Djarum บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ชื่อดังจากอินโดนีเซียเข้ามาเทคโอเวอร์ (ในชื่อบริษัท SENT Entertainment) และเริ่มวางระบบทีม ๆ นี้ใหม่ เพื่อปรับปรุงจุดยืนของสโมสรให้กลับมาเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องฟุตบอลและเรื่องธุรกิจอีกครั้ง 

การมาของกลุ่มทุนอิเหนา เปลี่ยนแปลงทีมได้ในทันตา พวกเขาใช้เวลาแค่ 2 ปีก็ขยับขึ้นมาอยู่ใน เซเรีย บี ได้สำเร็จ แต่เมื่อถึงจุดนี้ หลายอย่างก็ต้องการการเปลี่ยนแปลง เพราะระดับที่สูงขึ้นทำให้การลงทุน และการปิดจุดอ่อนต่าง ๆ ภายในทีมก็ต้องมากขึ้นไปด้วย พวกเขาจึงได้ระดมทุนด้วยการขายหุ้นเล็ก ๆ ให้กับบุคคลในวงการต่าง ๆ จนกระทั่งคนในวงการฟุตบอลเริ่มเข้ามาถือหุ้นส่วนนี้ อาทิ เดนนิส ไวส์ ตำนานกองกลาง เชลซี ที่ซื้อหุ้นและได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ซีอีโอฝ่ายบริหารด้านฟุตบอล และการมาของ ไวส์ ก็ลาก เธียร์รี่ อองรี ตำนานดาวยิงฝรั่งเศส และ เชส ฟาเบรกาส ให้มาอยู่ที่นี่ด้วย

ปี 2022 ฟาเบรกาส เลือกย้ายมา โคโม่ ในช่วงปลายอาชีพ หลายคนมองว่านี่คือการ "มาพักผ่อนก่อนเลิกเล่น" มากกว่าจะเป็นโปรเจกต์จริงจัง แต่ความจริงคือเขาไม่ได้มาแบบนักเตะรับค่าเหนื่อยแล้วจบ

เขาตัดสินใจถือหุ้นส่วนน้อยของสโมสร ร่วมกับกลุ่มทุนเจ้าของทีม และตั้งใจว่าจะใช้เวลาโค้งสุดท้ายของอาชีพเพื่อเข้าไปเรียนรู้งานโค้ช และงานบริหารตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้นเส้นทางโค้ชของเขาจึงไม่ใช่โค้ชดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นแบบฉับพลัน แต่คือโค้ชที่สร้างรากฐานในสโมสรตัวเองเป็นอันดับแรก 

"ที่ โคโม่ เราเริ่มต้นจากศูนย์โดยแท้จริง ตอนมาที่นี่เราแทบไม่มีอะไรอำนวยความสะดวกเลย แค่การซ้อมเราก็ต้องย้ายที่ตลอด จันทร์ที่นึง อังคารที่นึง พุธก็อีกที่หนึ่ง แม้แต่โรงอาหารที่เราจะกินข้าวด้วยกันก็ไม่มี กลายเป็นว่าพอเราฝึกเสร็จตั้งแต่ช่วงบ่าย 3 กว่า ๆ เราก็แทบไม่เหลือร้านอาหารเที่ยงให้เข้าไปนั่งกินแล้ว" เชส เล่าถึงช่วงที่เขาเป็นนักเตะ

"เมื่อผู้คนมองมายังสิ่งที่เราเป็นในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยอดเยี่ยมสวยงามไปหมด แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ไม่ง่ายเลย เราค่อย ๆ สร้างโครงการต่าง ๆ มาทีละนิด ๆ โชคดีตรงเราทำสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด มันจึงค่อย ๆ เป็นภาพที่ชัดขึ้นจนทุกคนมองมาที่ โคโม่ ในเวลานี้" 

เชส เล่นให้ โคโม่ แค่ปีเดียวก็แขวนสตั๊ด ก่อนเริ่มงานโค้ชในทีมเยาวชน และได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือของทีมชุดใหญ่หลังจากนั้นไม่นาน ทีมกล้าเสี่ยงกับเขาเพราะตอนนั้น โคโม่ ยังเป็นแค่ทีมหนีตายในลีกรองเท่านั้น และโครงการที่ เชส เอามาขายให้กับกลุ่มผู้บริหารทำให้พวกเขาเชื่อมั่น เพราะฟุตบอลของ เชส คือฟุตบอลสมัยใหม่ ที่เชื่อมั่นในเรื่องของระบบมากกว่าตัวบุคคล แนวทางนี้เหมาะกับฟุตบอลยุคนี้ที่กฎการเงินเข้มข้น ไม่สามารถทุ่มซื้อนักเตะเก่ง ๆ มาอยู่ในทีมได้ตามใจแม้จะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม 

"ผมและทีมงานทุกฝ่ายของสโมสรวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์แทบทุกแบบว่า ฟุตบอลของเราจะเป็นแบบไหน ? สุดท้ายเราคิดว่าวิธีที่ดีที่สุด คือเราจะสร้างทีมที่ยืนอยู่ได้ด้วยระบบ เล่นฟุตบอลบุกเป็น DNA และค่อย ๆ ปรับกลยุทธ์ตามคู่แข่งที่เราต้องเผชิญหน้า" เชส เล่าถึงไอเดียของเขาในช่วงก่อนเข้ามาทำทีมเต็มตัว 

 

โค้ชเชสลงมือ ! 

เชส เคยทำงานกับกุนซือระดับโลกมาสารพัด ทั้ง อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, บิเซนเต้ เดล บอสเก้, อันโตนิโอ คอนเต้ และอีกหลาย ๆ คน ประสบการณ์อันมีค่าเหล่านั้น สอนให้เขาเอามาต่อยอด และใส่ความคิดรวมถึงปรัชญาในแบบของตัวเองขึ้นมา

เชส เล่าว่า โค้ชระดับโลกเก่ง ๆ ที่เขาทำงานด้วยใช่ว่าจะไม่เคยทำสิ่งผิดพลาด เพราะโลกของโค้ชมีงานให้ทำอยู่เสมอ เชส ตั้งเป้าว่าสิ่งสำคัญที่สุดในงานโค้ชแบบเขา คือการเป็นคนที่สามารถสอนนักเตะให้เข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อ ให้คำแนะนำในเชิงวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการรับมือกับสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในตัวเขา 

เขาเชื่อว่าถ้าทุกคนมองเป้าหมายไปในทางเดียวกัน จะเป็นการลดขั้นตอนในการทำงานโค้ชได้ดีขึ้น บางครั้งแค่คุณสบตาหรือพยักหน้า นักเตะก็จะสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่า คุณอยากจะพูดอะไรกับเขา โดยที่คุณไม่ต้องออกปากเลยแม้แต่คำเดียว 

"ในฐานะโค้ช คุณต้องเริ่มจากการมั่นใจในตัวเองก่อน สิ่งเหล่านี้มันจะสะท้อนไปถึงนักเตะของคุณ ถ้าคุณส่งสารที่ถูกต้องและในเวลาที่เหมาะสมให้กับพวกเขา พวกเขาจะมั่นใจในสิ่งที่คุณต้องสื่อสาร พวกเขาจะมั่นใจตั้งแต่เห็นแววตา ท่าทาง และน้ำเสียง" 

"คุณต้องแน่ใจว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม ดังนั้นจึงต้องคิดถึงทุกรายละเอียดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้ ผมรับรองว่าทุกอย่างมันจะออกมาดีแน่นอน" เชส กล่าว

เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น กิจวัตรของเขาในวันที่เป็นโค้ชจึงเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่แค่ตัวของเขาคนเดียว แต่ครอบครัวก็ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย มันจะไม่เหมือนนักเตะที่ได้เงินก้อนโตอีกแล้ว เพราะงานโค้ช โดยเฉพาะในช่วงแรก รายได้ของคุณจะน้อยลง แต่งานกลับหนักขึ้น และคุณต้องการครอบครัวที่เข้าใจถึงหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงไป

เชส เล่าว่า เขาตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาถึงสนามซ้อมของทีมก่อนเวลา 7 โมงเช้า ทำงานไปยาว ๆ จนกระทั่ง 1 ทุ่มตรง และเมื่อถึงบ้าน เขายังต้องใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจัดการงานต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอยู่จนดึกเพื่อดูเกมทางโทรทัศน์ นั่นจึงไม่ง่ายเลยสำหรับคุณพ่อที่มีลูกถึง 5 คน (ลูกกับภรรยา 3 ลูกติดของภรรยากับสามีเก่าอีก 2) อย่างเขา แต่ก็โชคดีมาก ๆ ที่ภรรยาของเขาเข้าใจเรื่องนี้ และช่วยให้งานของเขาราบรื่น จนสามารถโฟกัสกับฟุตบอลได้อย่างเต็มที่ 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนไปถึงทีม โคโม่ ของเขา เชส ทำงานด้วยความอดทน เข้มงวด และพยายามเข้าใจนักเตะของเขาในเวลาเดียวกัน เขาเล่าว่า หลักการนี้เป็นสิ่งที่เขาได้มาจาก เวนเกอร์ ที่สอนเขาว่า "ถ้าคุณอยากจะสร้างบ้าน คุณต้องให้ความสำคัญจากรากฐาน และวันหนึ่งที่รากฐานแข็งแกร่ง คุณจะสามารถต่อยอดไปยังสิ่งที่คุณต้องการได้มากขึ้นเรื่อย ๆ" 

เดิมที โคโม่ ในยุค จาโคโม่ กัตตูโซ่ และ โมเรโน่ ลองโก้ สองกุนซือถาวรคนก่อนหน้าของเขาคือระบบ 5-3-2 และตั้งรับลึก ซึ่ง เชส มองว่ามันไม่ใช่รากฐานที่ดีสำหรับฟุตบอลในแบบของเขา เขาไม่ชอบให้ทีมตั้งรับลึก เล่นบอลยาว และเสียบอลง่าย ๆ สิ่งที่เขาพยายามจะนำมาใส่ให้นักเตะใหม่ ก็คือการพยายามเล่นฟุตบอลด้วยระบบ ทุกอย่างจะไม่ใช่การดวลตัวต่อตัวแบบที่ทุกคนคุ้นเคย แต่คือการเล่นแบบช่วยเหลือกันทั้งทีม ซึ่งนั่นคือแก่นฟุตบอลของเขา 

"ผมพยายามเริ่มต้นด้วยการทำให้ทุกคนปรับการเล่นให้ดุดันมากขึ้น เราป้องกันด้วยกันทั้งทีม แตกต่างจากที่ทีม ๆ นี้เคยชินกับการป้องกันแบบตัวต่อตัวโดยตลอด ผมแก้ก็เพราะผมเชื่อว่า การดวลแบบตัวต่อตัวจะเป็นปัญหามากเมื่อคุณเจอคู่แข่งที่เก่งกว่าคุณ เร็วกว่าคุณ และแข็งแกร่งกว่าคุณ ... ถ้าเจอแบบนี้ รับรองได้ว่าคุณเสร็จแน่" 

"ผมอยากให้ทีมของเราเล่นแบบใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อดึงฝั่งตรงข้ามเข้ามา จากนั้นเราจะตลบหลังพวกเขา อะไรที่ทำให้คุณดึงดูดคู่แข่งเข้ามาแย่งบอลได้ดีที่สุดนะเหรอ ? การจ่ายบอลสั้น 6-7 เมตรไงล่ะ ... ถ้าคุณทำได้แม่นยำ รับรองว่ามันจะดีกว่าการวางบอลยาวระยะ 20-25 เมตรที่ทำให้คุณพลาดง่าย ๆ และเสียบอลให้คู่แข่งได้แน่นอน"  

"สิ่งสำคัญที่สุดในฟุตบอล คือการรู้ว่าคุณต้องส่งบอลครั้งต่อไปเมื่อไหร่ คุณต้องรู้ล่วงหน้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้นกับคุณ นั่นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในฟุตบอล นักเตะบางคนที่ผมฝึกสอนอยู่เป็นนักเตะที่ดี แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรต่อหลังจากบอลอยู่กับเท้าของพวกเขา พวกเขาต้องการเวลาแค่สองวินาที นั่นเป็นเรื่องยากเพราะคุณไม่มีเวลามากนักในฟุตบอลระดับสูง นั่นแหละส่วนที่ยากในการเปลี่ยนแปลง ที่เราลงแรงกันมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้"

เปลี่ยนแนวคิดการเล่น สร้างอัตลักษณ์ และยกระดับวินัยเกมรับ คือ 3 อย่างที่เขาเน้นย้ำ และปีแรกในการคุมทีม แม้จะไม่เต็มซีซั่น แถมต้องลดบทบาทระหว่างทาง เพราะยังไม่มี ยูฟ่า โปรไลเซนส์ จน เชส ต้องไปเป็นผู้ช่วยโค้ชหลังคุมทีมครบโควต้าผ่อนผัน ให้ โอเซียน โรเบิร์ตส์ ที่มีโปรไลเซนส์ มาออกหน้าต่อ เขาพา โคโม่ ที่เป็นทีมระดับหนีตาย เกาะหัวตาราง เซเรีย บี จนจบอันดับ 2 ฤดูกาล 2023-24 เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ 

นี่คือความสำเร็จที่มาเร็วเกินคาด ... ไม่มีใครคิดว่าเขาจะพาทีมกลับ เซเรีย อา ได้ไวขนาดนี้ มันไวจนหลายคนกลัวว่าเขาจะต่อไม่ติดจากการข้ามขั้นเกินไป ทว่า เชส ได้ทำให้ความคลางแคลงใจหายไปในงานเลี้ยงฉลองหลังจบซีซั่น 2023-24 เพราะเขาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า 

"ถ้าทุกคนคิดว่านี่คือความสำเร็จแล้ว ผมอยากให้คุณคิดดูใหม่ ... นี่คือการวอร์มอัพ เพราะปีที่ผ่านมา การที่คุณยิงพลาด จ่ายพลาด เสียบอล หรือยิงชนเสา มันไม่ได้สร้างผลกระทบอะไรมากนัก แต่ปีหน้าใน เซเรีย อา ถ้าคุณพลาดแบบนี้อีก พวกเขาจะลงโทษคุณทันที นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่ามันคือการวอร์มอัพ เพราะเราทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีขึ้นในซีซั่นหน้า" สุนทรพจน์ของเขาทำให้ทุกคนในงานปาร์ตี้สโมสรลุกขึ้นปรบมือ และพร้อมสำหรับเวทีลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบกว่า 20 ปี 

 

ยึดมั่นในปรัชญาและอยู่กับความจริง 

หลังพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด เชส ฟาเบรกาส เข้าประชุมกับบอร์ดบริหารเพื่อยืนยันแนวทางการทำทีมของเขาเมื่อต้องพาทีมเล่นใน เซเรีย อา ซึ่งทุกอย่างจบลงด้วยความเข้าใจกันง่าย ๆ ... นั่นคือพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ต่อให้เป็นน้องใหม่ ก็ต้องเป็นน้องใหม่นักบู๊ ที่หากใครจะหวัง 3 แต้มจากพวกเขา ต้องออกแรงกันให้ได้เหงื่อกันบ้าง พวกเขาจะเป็นจอมตื๊อที่ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น 

"ทัศนคตินี่แหละสำคัญ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ผมได้สร้างขึ้นภายในสโมสรตั้งแต่วันแรก เมื่อก่อนเป้าหมายคือ 'อย่าแพ้' ​เอาไว้ก่อน ​แต่ตอนนี้เป้าหมายของ โคโม่ คือ 'เราจะเผชิญหน้ากับทุกทีม และพยายามเอาชนะทุกเกม'" เชส ว่าเช่นนั้น 

เมื่อจะต้องเล่นฟุตบอลบุก การอัปเกรดนักเตะจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และโชคดีที่ทางบอร์ดบริหารเห็นแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน เชส ได้งบก้อนใหญ่ และทำงานร่วมกับทีมคัดสรร เพื่อคว้านักเตะที่เหมาะสมกับแนวทางของทีม ส่วนหนึ่งในนั้นคือคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ ที่คาดว่าจะมีราคาระดับใกล้ ๆ 100 ล้านยูโรอย่าง นิโค ปาซ และ มักซิม แปร์โรเน่ และอาจรวมถึงแข้งรุ่นเก๋าอย่าง เปเป้ เรน่า, เซร์จี้ โรแบร์โต้, อัลแบร์โต้ โมเรโน่ และ ราฟาเอล วาราน (แม้คนหลังสุดเล่นได้ไม่กี่เกมก็ต้องแขวนสตั๊ดจากอาการบาดเจ็บก็ตาม)

ทุกคนที่ซื้อเข้ามา นอกจากจะมีประโยชน์ในเชิงแท็กติกแล้ว ต้องเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะประสบการณ์น้อยในทีม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า กาารจะไปถึงระดับของนักเตะเหล่านี้ได้ พวกเขาต้องเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวมแค่ไหน 

"พวกเขาเป็นคนถ่อมตัว ขยันทำงาน รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นผู้นำทีมในยามยากลำบาก พวกเขาคือผู้นำ นั่นคือเหตุผลที่เราคิดจะดึงพวกเขามาที่นี่ แต่ที่สำคัญคือ คุณต้องแสดงฝีมือในสนามได้ด้วย เราโชคดีมาก ๆ ที่นำเหล่าคนที่มีคาแรกเตอร์ดี ๆ มาไว้ในทีมของเรา" 

เชส ยังคงทำงานของเขาอย่างแข็งขัน ปีแรกฟุตบอลเกมบุกของเขาอาจเจอปัญหาบ้างในเวลาเจอทีมกระดูกแข็ง จนโดนสวนกลับเล่นงานบ่อย ๆ แต่ปรัชญาฟุตบอลที่แน่ชัด และการมีลูกทีมที่เชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้ โคโม่ รอดตกชั้นแบบสบาย ๆ ด้วยการคว้าอันดับ 10 ของตาราง เซเรีย อา

ส่วนในซีซั่น 2025-26 ฟุตบอลของ โคโม่ ยิ่งน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม สโมสรเดินหน้าคว้านักเตะอายุน้อย ๆ ฝีเท้าดี ๆ และตรงตามแนวทางการเล่นของทีมด้วยการอัดงบประมาณมากขึ้น ขณะที่ตัวของ เชส เองก็รู้สึกว่า 1 ปีใน เซเรีย อา ของเขานั้นโตขึ้นมาก เกมบุกของเขามีความระมัดระวังมากขึ้น เขาใส่รายละเอียดในการไล่บอลมากขึ้น แต่แกนหลักยังคงไม่เปลี่ยนไป นั่นคือการลงสนามไปเพื่อคว้าชัยชนะ มากกว่าลงไปเล่นด้วยทัศนคติแบบไม่แพ้ไว้ก่อน 

ซึ่งการกล้าได้กล้าเสีย ก็ดูจะเป็นไปได้สวย หลังจากที่ทีมของเขาอยู่ในอันดับ 6 และมีลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรปในซีซั่นหน้า ... นี่คือการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดสุด ๆ ภายในเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้น 

"สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องศึกษาคู่ต่อสู้แน่นอน 100% แต่ทุกจังหวะการเล่นนั้นแตกต่างกัน คุณอาจเจอคู่ต่อสู้วิ่งเข้ามาหาตั้งแต่แดนบน บางทีมจะลงไปอุดหน้าประตู หน้าที่ของเราคือเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เจอในสนามให้ดีขึ้นโดยอาศัยพลังงานและพลังใจของผู้เล่นในทีมทุก ๆ คน และทุกอย่างของทั้งหมดล้วนเริ่มจากสนามฝึกซ้อมทั้งสิ้น"

"ผมต้องแสดงให้พวกเขาเห็น เราต้องทำงานร่วมกันและฝึกฝนให้เหมือนกับเกมจริง นี่คือความฝันของผมและวิธีการทำงานที่ผมต้องการ ผมอยากให้พวกเขามีรูปแบบการเล่น แสดงให้พวกเขาเห็นว่าควรบีบกดดันอย่างไร และมีพื้นที่ว่างอยู่ตรงไหน นั่นคือวิธีที่โค้ชอย่างผมจะช่วยพวกเขาได้ แต่พวกเขาก็ต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้แต่ละครั้ง ... คุณก็รู้ และนี่คือวิธีการทำงานของผม" ฟาเบรกาส กล่าวทิ้งท้ายหลังพา โคโม่ กลายเป็นทีมที่ทุก ๆ สโมสรในอิตาลีจะมองข้ามพวกเขาไม่ได้อีกต่อไป 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.goal.com/en/lists/cesc-fabregas-managerial-shortlists-europes-biggest-clubs-como-chase-silverware-champions-league-qualification/blt9efcabe438c54fb4
https://comofootball.com/en/the-big-interview-como-1907s-head-coach-and-world-cup-winner-cesc-fabregas-on-the-clubs-first-season-back-in-serie-a-after-21-years/
https://www.itsjustasport.com/articles/from-player-to-coach-interview-with-fabregas
https://www.skysports.com/football/news/11095/13050088/cesc-fabregas-interview-como-s-big-plans-with-help-of-thierry-henry-as-ex-spain-midfielder-reveals-coaching-vision
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%9326_Como_1907_season

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand