
ปี 2026 ถือเป็นปีที่สื่อและแฟน ๆ ความเร็วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือหนึ่งในปีที่การแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ F1 น่าสนใจเป็นที่สุด
และหนึ่งในเหตุผลหลัก มาจากสิ่งที่ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ทีมแข่งทุกทีมต้องปฏิบัติตาม นั่นคือ "กฎกติกาการแข่งขัน"
เรื่องดังกล่าวสะท้อนได้จากหลายสิ่ง หนึ่งในนั้นคือหน้าตาของรถแข่ง ที่แม้เป็นแฟน F1 หน้าใหม่ เพิ่งติดตามได้ไม่กี่ปี ก็คงสังเกตเห็นว่า รถแข่ง F1 ในปี 2026 แตกต่างจากปี 2025 อย่างเห็นได้ชัด
และยิ่งย้อนประวัติศาสตร์กลับไป ยิ่งเห็นได้ชัดว่า รถแข่ง F1 ในปีแรกที่ทำการแข่งขันในปี 1950 กับรถแข่งปัจจุบัน หน้าตาแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย จากในยุคแรกเริ่มของ F1 ที่เครื่องยนต์วางข้างหน้าคนขับ ปัจจุบัน รถแข่ง F1 วางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางรถ ข้างหลังคนขับ

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวของเครื่องยนต์ก็มีการเปลี่ยนกฎกลับไปกลับมา ยุคหนึ่งใช้เครื่องยนต์ไม่มีระบบอัดอากาศ หรือ NA (Naturally Aspirated) ขณะที่ปัจจุบันใช้เครื่องยนต์ที่มีระบบอัดอากาศอย่าง เทอร์โบ (Turbocharger) ทว่าเทอร์โบก็เคยถูกแบนในอดีต เช่นเดียวกับตัวรถ ที่แม้ปัจจุบันเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ หรือ แอโร่ไดนามิก (Aerodynamics) แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงรถ คือกฎของการแข่งขัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และมันมีสาเหตุ ที่แม้แต่ทาง F1 ยังต้องนำเสนอข้อมูลนี้ด้วยตัวเองเพื่อให้แฟน ๆ เข้าใจยิ่งขึ้น
สาเหตุแรกคือ ความปลอดภัย ที่ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อเซฟชีวิตนักแข่ง จากยุคก่อนที่มีอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต สู่ยุคปัจจุบัน ที่นักแข่งสามารถเดินออกมาจากซากรถได้โดยไร้รอยขีดข่วน
การเสียชีวิตของ ไอร์ตัน เซนน่า กับ โรลันด์ รัตเซ่นแบร์เกอร์ ใน "สัปดาห์มืด" ที่ อิโมล่า ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1994 นำมาซึ่งการสังคายนาการสร้างรถแข่ง F1 ขนานใหญ่ กระทั่งอุบัติเหตุที่ ซูซูกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2014 ซึ่งทำให้ ฌูลส์ เบียงคี่ เสียชีวิตในปีถัดมา ก็ทำให้เกิด Halo ง่ามสามเหลี่ยม (ซึ่งหลายคนมองว่าเหมือนรองเท้าแตะคีบ) เหนือที่นั่งนักขับ ที่เซฟชีวิตนักแข่งมาแล้วหลายรายกระทั่งปัจจุบัน
สาเหตุต่อมาคือ ต้นทุน เพราะ F1 เป็นกีฬาที่ใช้เงินมหาศาล แต่บางครั้ง เงินก็เป็นปัญหาของทีมเล็ก ๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกฎเพื่อลดการใช้จ่ายลง
ในอดีต F1 ไม่มีการจำกัดเพดานค่าใช้จ่าย ทำให้มักเกิดช่องว่างระหว่างทีมใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตรถยนต์ และทีมเล็กที่หลายทีมก็กำเนิดจากครอบครัว จนทีมเล็ก ๆ สู้ไม่ไหว ล้มหายตายจากกันเป็นปกติ ไม่นับรวมการเข้าสู่การแข่งขันที่ยากเป็นทุนเดิม
ทว่านับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา F1 กำหนดให้มีการจำกัดงบประมาณในการทำทีมแต่ละปี หรือ Cost Cap ห้ามทีมแข่งใช้เงินเกินที่กำหนด มิเช่นนั้นจะมีบทลงโทษ และมีหลายทีมที่โดนลงโทษจากการใช้เงินเกินกำหนด รวมถึงส่งงบการเงินช้ากว่าที่กำหนดแล้วเช่นกัน ซึ่งแม้ภาพรวมของการแข่งขันยังคงมีการแบ่งระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็กชัดเจน แต่ความสูสีก็เริ่มมีมากขึ้น

อีกหนึ่งสาเหตุคือ โลกยานยนต์ เพราะเทคโนโลยีหลายอย่างบนรถถนน ถูกถ่ายทอดจาก F1 ในทางกลับกัน การเปลี่ยนกฎใน F1 ก็มีขึ้นเพื่อสอดรับกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป
เครื่องยนต์ คือหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของกฎ F1 จากอุตสาหกรรมยานยนต์ การนำระบบไฮบริดมาใช้ ด้วยการพ่วงแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงการลดความจุเครื่องยนต์ เพิ่มระบบอัดอากาศอย่าง เทอร์โบ สู่การใช้เครื่องยนต์ V6 1.6 ลิตร เทอร์โบ ไฮบริด ในปัจจุบัน (ปี 2026) คือสิ่งสะท้อนวงการรถยนต์ยุคนี้ ที่มีทั้งการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง พลังงานไฟฟ้า เข้ามาช่วย รวมถึงเครื่องยนต์ที่ Downsizing ลดความจุ เพิ่มระบบอัดอากาศ เพื่อลดมลพิษ ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นอย่างดี
และสาเหตุสุดท้ายของการปรับเปลี่ยนกฎการแข่งขันของ F1 ก็เพื่อให้การแข่งขันมีความสูสี เท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
F1 เป็นกีฬาที่รวมคนระดับหัวกะทิมาอยู่ด้วยกัน และทุ่มสุดตัวเพื่อเป้าหมายเดียว คือการสร้างรถที่เร็วที่สุด อีกทั้งเป็นกีฬาที่สู้กันในทุกรายละเอียด ดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถตัดสินผลแพ้ชนะ และตำแหน่งแชมป์โลกได้เลย
เรื่องที่กล่าวไปข้างต้น จริงจังถึงขนาดที่ว่า ทุกทีมในการแข่งขัน ต้องมีทีมงานเทคนิคและทีมกฎหมาย ที่อ่านกติกาทุกข้อ ทุกบรรทัด เพื่อหา "Loopholes" หรือ ช่องโหว่ รวมถึง "Grey Area" หรือ พื้นที่สีเทา และใช้มันเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นวัตกรรมหลายอย่างที่บางทีมคิดค้นได้ เช่น Double Diffuser ที่ทีม Brawn GP คิดค้นในปี 2009 ก่อน Red Bull Racing ต่อยอดในปี 2010 รวมถึง DAS (Dual-Axis Steering) ปรับองศามุมโทของล้อหน้าด้วยการดึงและผลักพวงมาลัยรถ ที่ทีม Mercedes-AMG คิดค้นในปี 2020 ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมหน้าการแข่งขัน และนำทีมเหล่านั้นสู่ตำแหน่งแชมป์โลก
แต่หลายครั้ง เทคโนโลยีก็นำมาซึ่งการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม แม้ F1 คือกีฬาแห่งนวัตกรรมและการคิดค้น แต่เพื่อให้การแข่งขันสูสีและเท่าเทียมมากขึ้น ทาง F1 รวมถึง สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ก็ต้องเข้ามาควบคุม ซึ่งรวมถึงการแบนการใช้หลายสิ่ง ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน แม้หลายครั้ง เรื่องเหล่านี้มี "การเมือง" ในวงการ F1 อยู่เบื้องหลัง
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก็นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น การนำ "Ground Effect" การสร้าง ดาวน์ฟอร์ซ หรือ แรงกด จากพื้นรถ กลับมาใช้ใน F1 ระหว่างปี 2022-2025 หลังจากที่เคยใช้ในช่วงปี 1977-1982 กลับมีผลข้างเคียง ทำให้รถแข่งเกิด "Porpoising" หรือ การกระดอน สร้างความปวดหัวให้กับทีมและนักแข่ง ที่สุดแล้ว F1 และ FIA ก็น้อมรับคำวิจารณ์ และยกเลิกการใช้ Ground Effect ใน F1 ปี 2026
กฎกติกาการแข่งขันกีฬา ที่สร้างมาเพื่อควบคุมการแข่งขัน หากมองในมุมกลับกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้กฎเดิมไม่เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะรถสูตรหนึ่ง หรือ F1 จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพื่อสอดรับกับทุกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
"ไม่เวิร์กก็ต้องแก้" "ยุคสมัยเปลี่ยน กติกาก็ต้องเปลี่ยนตาม" คงเป็นคำที่ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุดแล้ว กับการเปลี่ยนแปลงกฎใน F1 ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากอดีต สู่ปัจจุบัน และจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
แหล่งอ้างอิง
https://www.formula1.com/en/latest/article/the-key-regulation-changes-in-f1-history-and-the-teams-that-nailed-them.2iq8c5E6S1HOffT5PBLl6i
https://www.youtube.com/watch?v=PW5aQ1Q5Pr8
https://www.motorsport.com/f1/news/why-do-f1-regulations-change/7827957/