Feature

Oil Shock 1973 : เมื่อวิกฤต "น้ำมันแพง" ทำให้ฟุตบอลอังกฤษต้องมีแข่งวันอาทิตย์ | Main Stand

เมื่อโลกค้นพบน้ำมัน เราก็ได้รู้ว่า "พลังงาน คือ อารยธรรม" ... และเมื่อน้ำมันร่อยหรอไม่พอความกับความต้องการ มนุษย์ก็ต้องปรับตัว 

 


นี่คือเรื่องราววิกฤตน้ำมันแพงในปี 1973 ที่ทำให้ฟุตบอลอังกฤษเปลี่ยนไปตลอดกาล และยังส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย 

เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ? ติดตามกับ Main Stand 

 

วิกฤตการณ์ "อาทิตย์อัสดง"

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 1973 โลกต้องเผชิญกับวิกฤต "Oil Shock" หรือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC ประกาศมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลใน "สงครามยมคิปปูร์" ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอังกฤษที่ต้องรับผลกระทบหนักกว่าใครเพื่อน เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีปัญหาความขัดแย้งกับสหภาพแรงงานเหมืองถ่านหิน อีกหนึ่งแหล่งพลังงานในประเทศ 

และเมื่อ 2 เหตุการณ์รวมกันเป็นหนึ่ง คำว่า วิกฤต ก็เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างในประเทศอังกฤษได้รับผลกระทบทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่โลกของฟุตบอล ... กิจกรรมที่ชาวอังกฤษรักสุดหัวใจและเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาติ ก็ต้องพยายามหาทางปรับตัวกับเรื่องนี้ 

เมื่อพลังงานเหลือเพียงน้อยนิดไม่พอใช้ มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดการกักเก็บพลังงานเพื่อมอบให้สิ่งที่สำคัญเป็นลำดับแรก ๆ ก่อน เช่น การทหาร การคมนาคม 

เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เอ็ดเวิร์ด ฮีธ จึงประกาศมาตรการ "Three-Day Week" หรือการทำงานเพียง 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดไฟ และที่สำคัญที่สุดคือ "การสั่งห้ามใช้ไฟสปอตไลท์ในสนามกีฬา" โดยเด็ดขาด

และเมื่อสั่งห้ามใช้สปอตไลท์เท่านั้นแหละ เพียงพริบตาเดียว ฟุตบอลลีกที่เคยรุ่งโรจน์ภายใต้แสงไฟนีออนยามค่ำคืน พร้อมผู้คนที่คับคั่งเต็มความจุ ก็ต้องกลับคืนสู่ยุคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเพียงแสงอาทิตย์ สนามฟุตบอลที่เคยสว่างไสวกลายเป็นยักษ์หลับที่มืดมิด ท่ามกลางฤดูหนาวที่เหน็บหนาวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์  

 

The Sunday Revolution

หลายคนคงนึกภาพไม่ออกว่า ห้ามเปิดสปอตไลท์แล้วมันส่งผลมากขนาดไหน ... ทว่าถ้าคุณย้อนกลับไปในช่วงก่อนปี 1973 ฟุตบอลอังกฤษไม่ได้มีการแข่งขันวันอาทิตย์แบบทุกวันนี้ 

เดิมทีฟุตบอลอังกฤษจะแข่งขันกันเฉพาะวันพุธและวันเสาร์ ดังนั้นในวันพุธ ส่วนใหญ่จะต้องแข่งขันกันตอนกลางคืน (หรือตอนฟ้ามืด) เนื่องจากแฟนบอลยังต้องทำงานในช่วงกลางวัน เช่นเดียวกับฟุตบอลคืนวันเสาร์ที่ถือเป็นกิจกรรมของครอบครัวด้วย 

ดังนั้นเมื่อห้ามเปิดสปอตไลท์ ก็ไม่สามารถแข่งขันตอนกลางคืนได้อีกแล้ว สโมสรต่าง ๆ จึงต้องขยับเวลามาแข่งตอนกลางวันในช่วงที่มีแสงส่องถึง ในส่วนนี้บอลวันเสาร์ก็พอจะเลื่อนให้เร็วขึ้นได้ เพราะปกติก็มีโปรแกรมช่วงบ่ายสามโมงอยู่แล้ว แต่บอลวันพุธนี่สิ ถ้าต้องให้เตะตอนกลางวันก็จะไม่มีคนดูแน่นอน เพราะทุกคนต้องทำงาน 

คำถามที่หลายคนจะถามต่อคือ "แล้วทำไมไม่เตะวันอาทิตย์ละ ?" คำตอบเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่อธิบายยาก เพราะปกติแล้วสำหรับชาวอังกฤษ วันอาทิตย์ถือเป็นวันพักผ่อนทางศาสนา (Sabbath Day) ตามหลักศาสนาคริสต์ นี่คือวันที่แต่ละครอบครัวต้องไปโบสถ์ 

และเพื่อให้ทุกคนเดินตามครรลองนี้ วันอาทิตย์จึงมีกฎห้ามมีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ... ซึ่งในที่นี้ก็คือ สโมสรห้ามขายตั๋วเพื่อเอาเงินจากแฟนบอลนั่นเอง ทีนี้จะทำอย่างไรดีให้สโมสรได้เงิน คนดูได้ดูบอล และฟุตบอลยังแข่งขันต่อได้แบบไม่กระทบ ไม่เลื่อนการปิดซีซั่น

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จึงเกิดขึ้นเมื่อสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ตัดใจทำลายกำแพงความเชื่อทางศาสนาที่สืบทอดมานับร้อยปี นั่นคือการอนุญาตให้เตะฟุตบอลใน "วันอาทิตย์" (Sunday Football) 

แต่จะบอกว่าแค่เปลี่ยนวันมาเตะแล้วจบง่าย ๆ เลยก็คงไม่ใช่ เพราะมีกฎหมายข้อหนึ่งที่บอกว่า "ห้ามมีการเก็บค่าเข้าชมการแข่งขันในวันอาทิตย์" ดังที่กล่าวไว้ แต่ละสโมสรจึงต้องงัดเหลี่ยม เอากลเม็ดต่าง ๆ ออกมาใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน

มีการอ้างอิงว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว สโมสรก็ไม่เก็บเงินจริง ๆ พวกเขาประกาศให้แฟนบอลเข้าชมเกม "ฟรี" แต่ ... คนที่จะเข้าชมเกมจะต้องซื้อ Matchday Programme (หนังสือโปรแกรมการแข่งขัน) ในราคาที่เท่ากับตั๋วชมปกติ เพื่อใช้ผ่านประตูขึ้นไปยังอัฒจันทร์ 

แม้จะขัดกับหลักศาสนาบ้าง แต่เมื่อรัฐบาลให้ออกจากบ้านแค่ 3 วันต่ออาทิตย์ แถมเหลือกิจกรรมสันทนาการน้อยมาก ผลที่ออกมาก็คือ ทุกฝ่ายพร้อมใจกัน และเกมฟุตบอลนัดแรกที่เตะวันอาทิตย์คือรายการ เอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1974 ระหว่าง มิลล์วอลล์ กับ ฟูแล่ม ในกรุงลอนดอน ที่ปรากฏว่าคนดูเยอะกว่าปกติเป็นเท่าตัว เพราะเป็นวันหยุดเพียงวันเดียวที่คนได้ออกมาใช้ชีวิตกัน 

 

มรดกที่คงอยู่

แม้หลังจากเดือนมีนาคม 1974 ทาง OPEC จะยกเลิกนโยบายคว่ำบาตรด้านพลังงานน้ำมัน นั่นทำให้สนามฟุตบอลต่าง ๆ กลับมาแข่งขันตอนกลางคืนได้อีกครั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว 

ฟุตบอลวันอาทิตย์ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย เพราะจะได้ทำกิจกรรมครอบครัว ได้เดินทาง ได้กินข้าวนอกบ้าน และได้ดูบอลด้วยกันในสนาม ขณะที่เหลี่ยมและกลเม็ดในการเก็บค่าตั๋วผ่านแมตช์โปรแกรม ก็กลายเป็นรากฐานของวัฒนธรรม Fanzine (แฟนซีน) หรือนิตยสารทำมือจากแฟนบอล เพื่อแฟนบอล

แม้ต่อมาวิกฤตพลังงานจะคลี่คลาย และไฟสปอตไลท์จะกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง แต่โลกฟุตบอลไม่เคยกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเลย เพราะฟุตบอลวันอาทิตย์กลายเป็นมาตรฐาน ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ และยอดผู้ชมที่ล้นหลามในยุคนั้น ทำให้ฟุตบอลวันอาทิตย์กลายเป็นช่วงเวลาทอง (Prime Time) มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นรากฐานสำคัญให้ พรีเมียร์ลีก สามารถขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในราคาแพงมหาศาลได้

นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังสอนให้สโมสรต่าง ๆ ได้รู้จักการบริหารจัดการที่ไม่ได้พึ่งพารายได้ทางเดียวอีกต่อไป พวกเขาเริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าเชิงพาณิชย์ของสโมสร มีของที่ระลึกวางขาย ซึ่งเป็นโมเดลที่ทุกสโมสรทั่วโลกใช้เป็นวิธีสร้างรายได้เพิ่มเติมในทุกวันนี้ 

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิกฤตนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่า สำหรับชาวอังกฤษแล้ว ฟุตบอลคือความต้องการพื้นฐานของพวกเขา ไม่ว่าพลังงานจะขาดแคลน หรือโลกจะมืดมิดเพียงใด มนุษย์จะหาวิธีสร้างแสงสว่าง และสร้างบรรยากาศแห่งการแข่งขัน ความหวัง และความสุขให้เกิดขึ้นบนผืนหญ้าเสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว แม้วิกฤต Oil Shock เมื่อปี 1973 อาจจะดับไฟในสนามไปชั่วคราว แต่ในความมืดนั้นเองที่ฟุตบอลได้ค้นพบแสงสว่างใหม่ในวันอาทิตย์ ซึ่งกลายเป็นจิตวิญญาณสำคัญที่หล่อเลี้ยงแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.theguardian.com/sport/2010/jan/23/first-sunday-football-1974-millwall-fulham
https://www.mylondon.news/sport/football/football-news/sunday-comes-fulham-millwall-make-7609784
https://www.thedaisycutter.co.uk/2013/01/on-this-weekend-in-football-sunday-soccer-makes-its-debut/
https://footballmakeshistory.eu/football-lockdowns-oil-crises-1956-and-1973/
https://en.wikipedia.org/wiki/1973_oil_crisis

 

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ