Feature

ปาฏิหาริย์ เดอะ แบ็กกี้ส์ : ปรากฏการณ์โกงตายที่เหลือเชื่อที่สุดในพรีเมียร์ลีก | Main Stand

ไม่มีทีมใดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เคยอยู่อันดับสุดท้ายในช่วงคริสต์มาสแล้วรอดตกชั้นได้ จนกระทั่ง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2004-05 

 


นี่คือเหตุการณ์หนีตายที่ถูกเรียกว่า "The Great Escape" หรือการหนีตกชั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

ย้อนกลับไป เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ? ติดตามกับ Main Stand 

 

แสนห่วย ช่วยไม่ได้ 

เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ถือเป็นทีมในกลุ่ม "โยโย่คลับ" ขาประจำ โดยทีมลักษณะแบบพวกเขาคือ ทีมที่มีคำนิยามว่า "อ่อนเกินไปที่จะเล่นในพรีเมียร์ลีก แต่แข็งแกร่งเกินไปที่จะเล่นในแชมเปี้ยนชิพ" 

สถานะนี้เกิดขึ้นกับพวกเขามานานแล้ว เรียกได้ว่าตั้งแต่ฟุตบอลอังกฤษมีการรีแบรนด์และเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 1992 เวสต์บรอมฯ ก็ใช้เวลาอยู่ในลีกรองอย่าง ดิวิชั่น 1 (แชมเปี้ยนชิพ ปัจจุบัน) เป็นส่วนใหญ่

จนกระทั่งการเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก เกิดขึ้นในฤดูกาล 2002-03 แต่ก็ยังคงตกชั้นและเลื่อนชั้นในปีเดียวบ่อย ๆ ... ว่ากันตามตรง แฟนบอลพรีเมียร์ลีกทีมอื่น ๆ น่าจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เวสต์บรอมฯ เล่นพรีเมียร์ลีกปีไหนบ้าง เพราะพวกเขาตกชั้น-เลื่อนชั้น แบบปีต่อปีอยู่บ่อย ๆ จนพาสับสนจำเลขปีไม่แน่ชัด แต่อย่างน้อย ชื่อของ แกรี่ เม็กสัน ก็น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูกันบ้างสำหรับแฟนบอลยุคนั้น 

เม็กสัน ที่คุม เวสต์บรอมฯ มาตั้งแต่ปี 2000 เป็นกุนซือที่ขึ้น ๆ ลง ๆ พร้อมกับทีมมาตลอด เป็นคนสนิทของประธาน เจมส์ พีช แต่จะบอกว่าเขาเป็นเด็กเส้นก็คงไม่ถูกนัก เพราะถึงแม้จะพาทีมตกชั้นถึง 2 ครั้ง แต่เจ้าตัวก็พาทีมเลื่อนชั้นได้ตลอดเหมือนกัน จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงจริงจังเกิดขึ้นในฤดูกาล 2004-05 นี่แหละ 

ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ในการทำงานในถิ่น เดอะ แบ็กกี้ส์ หนนี้เป็นอีกครั้งที่ เวสต์บรอมฯ เลื่อนชั้นขึ้นมา และทำผลงานสุดย่ำแย่ แพ้เป็นว่าเล่น จะว่าด้วยคุณภาพนักเตะก็คงจะไม่ผิดนัก นักเตะส่วนใหญ่ก็เป็นชุดพาทีมเลื่อนชั้น ก่อนจะเติมนักเตะใหม่ 7 คน 

เห็นแค่ตัวเลขอาจจะดูเหมือนเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นนักเตะที่มีราคา 1-2 ล้านปอนด์ที่ดึงมาจากทีมโซนท้ายตารางทั้งนั้น ที่เห็นจะเป็นตัวความหวังได้หน่อย ก็คือการดึง เอ็นวานโก้ คานู อดีตกองหน้าของ อาร์เซน่อล เข้ามาในช่วงบั้นปลายอาชีพ และ ร็อบ เอิร์นชอว์ กองหน้าทีมชาติเวลส์ ที่ดึงมาจาก คาร์ดิฟฟ์ โดย "หม่อมเหยิน" หรือที่ปัจจุบันแฟนบอลไทยอาจคุ้นในฐานะคุณพ่อของ ซิลวา เม็กแซส ดาวรุ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยเล่นทีมชาติไทย U17 ก็ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านของเหล่า "โยโย่ คลับ" ในภายหลังด้วยเช่นกัน   

ความพยายามในการเอาตัวรอดของ เวสต์บรอมฯ อาจจะมีสูงก่อนเริ่มซีซั่น แต่มันก็สวนทางกับคุณภาพดังที่ว่าไว้ ... เม็กสัน อาจจะเป็นตำนานของทีม แต่ก็ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นกุนซือชั้นยอดที่จะช่วยทีมได้ขนาดนั้นในลีกสูงสุด 

"ผมย้ายมาในช่วงท้ายของตลาดนักเตะ (30 สิงหาคม) ตอนแรกผมคิดว่าเราเริ่มฤดูกาลได้ด้วยสัญญาณที่ดี เราไม่แพ้เลยใน 3 เกมแรก (เสมอทั้งหมด) ผมเห็นฟอร์มของทีมแล้ว ผมจึงเลือกทีมนี้ และอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของทีม"

"แต่จากนั้นเราก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเรากำลังทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า เพราะเมื่อเกมลีกเดินทางมาจนถึงช่วงคริสต์มาส เราเอาชนะคู่แข่งได้แค่ 1 เกม จาก 19 นัด ... แม้กระทั่งในเกมบ็อกซิ่งเดย์ เราก็ยังถูก ลิเวอร์พูล ถล่มไป 5-0 ที่บ้านของเรา เดอะ ฮอว์ธอร์น" ร็อบ เอิร์นชอว์ ว่าเช่นนั้น 

เจเรมี่ พีช ประธานสโมสรไม่ใช่คนโง่ที่ไม่ได้เรียนรู้จากอดีต เม็กสัน ทำทีมตกชั้น 2 ครั้งใน 3 ปี และหนนี้นอกจากผลงานจะไม่ดีแล้ว ความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัวก็ไม่ราบรื่นนัก ดังนั้นต่อให้จะสนิทสนมแค่ไหนแต่ก็ต้องยอมรับความจริง เขาตัดสินใจปลด เม็กสัน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม และแต่งตั้ง ไบรอัน ร็อบสัน เข้ามาทีมแทนในวันที่ 9 พฤศจิกายน 

"แกรี่ (เม็กสัน) เริ่มจะสติแตกแล้วล่ะในช่วงก่อนที่เขาจะโดนไล่ออกสัก 1 เดือนเห็นจะได้ เขาคิดอะไรแปลก ๆ ออกมา เช่นการให้เราที่สนามตอน 09:30 น. เพื่อซ้อมวิ่งก่อนแข่งไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นก็กินข้าวด้วยกัน ผมชักจะงง ๆ แล้วว่า นี่แปลกนะที่เราต้องนั่งรถบัสไปฝึกซ้อม และอีก 6 ชั่วโมงต่อมาเราต้องเล่นเกมพรีเมียร์ลีก"

"ตอนนั้นผมยังจำได้เลย เอ็นวานโก้ คานู นั่งข้างผมบนรถบัสของทีมระหว่างเดินทาง และเขาสงสัยมากจนถึงขั้นมาถามผมว่า เฮ้ย! แกว่ามันแปลก ๆ ไหม ? เราเดินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ? นี่พวกเรากำลังทำนรกอะไรกันอยู่วะ" เอิร์นชอว์ ว่าต่อ ก่อนที่กองกลางของทีมอย่าง โจนาธาน กรีนนิ่ง อดีตนักเตะเยาวชนของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะเสริมต่อว่า 

"คิดดูดิ ... ขนาด คานู ยังบอกว่าเหลือเชื่อ! แต่มันก็ไม่แปลกหรอก เพราะพวกเราส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ใช่ป่ะเออร์นี่ (เอิร์นชอว์)" เขาพูดจบแล้วก็ขำก๊ากเมื่อย้อนกลับไปในวันนั้น 

ร็อบสัน แตกต่างจาก เม็กสัน ยังไงน่ะเหรอ ? พูดง่าย ๆ ก็คือบารมีของเขายิ่งใหญ่กว่ามาก ร็อบสัน นอกจากจะเป็นตำนานนักเตะที่ เวสต์บรอมฯ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะเยาวชนแล้ว ยังเป็นตำนาน "กัปตันมาร์เวล" ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุค 1980-1990 คว้าแชมป์มามากมาย

ขณะที่ภาพจำในช่วงทำทีม มิดเดิลสโบรช์ ในช่วงปี 1994-2001 แม้จะไม่เคยได้แชมป์ แต่ก็สร้างเหตุการณ์ระดับไอคอนิกได้ ด้วยการสร้างทีมที่เล่นด้วยความตื่นตาตื่นใจ นำโดย จูนินโญ่ เปาลิสต้า, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ และ อีเมอร์สัน (ปัจจุบันถูกเรียกว่า เอแมร์ซอน) ซึ่งทีมชุดนี้ได้รองแชมป์ เอฟเอ คัพ 1 สมัย และ ลีกคัพ อีก 2 สมัย ภายในเวลาแค่ 2 ปี

"สโมสรต้องการการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานั้น เราต้องการไอเดียใหม่ ๆ และ ไบรอัน ก็ยิ่งใหญ่จนพวกเราทุกคนสามารถคาดหวังอะไรจากเขาได้ ดังนั้นทุกคนจึงตื่นเต้นเมื่อมีการประกาศชื่อเขามาคุมทีม เพราะเราเชื่อว่าเขาจะดึงดูดผู้เล่นที่ดีกว่ามาสู่สโมสรได้" พอล โรบินสัน แบ็กซ้ายตัวเก๋าของทีมว่าเช่นนั้น

แม้ในช่วงแรก ร็อบโบ้ จะทำทีมดูไม่กระเตื้องจนทำให้แฟนบอลของ เดอะ แบ็กกี้ส์ ถอดใจว่าคงเป็นอีกครั้งที่ต้องกลับไปจุดเดิม ... แต่ใครจะรู้ล่ะว่า พวกเขาซ่อนไพ่ลับที่จะทำให้ฤดูกาลที่แสนย่ำแย่ กลายเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในความทรงจำของแฟนบอลไปตลอดกาล 

 

เริ่มต้นหนีตาย 

ร็อบสัน ไมได้ซื้อนักเตะเยอะหรือซื้อตัวดังอย่างที่นักเตะในทีมคาดหวัง เพราะคนที่เข้ามาก็มีแค่กองหน้าม้าแก่อย่าง เควิน แคมป์เบลล์ ที่เคยเล่นได้ดีกับ เอฟเวอร์ตัน (เสียชีวิตเมื่อปี 2024) แม้จะคาดหวังจากการยิงประตูได้ไม่มากนัก แต่นักเตะของ เวสต์บรอมฯ ชุดนั้นก็พูดภายหลังตรงกันหมดว่า เควิน เข้ามาและสร้างอิมแพกต์ในห้องแต่งตัวได้ดีมากจริง ๆ ชนิดที่ว่าแม้จะเพิ่งมาใหม่ แต่การโหวตกัปตันทีมในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง เควิน แคมป์เบลล์ ได้รับเสียงโหวตจากเพื่อนร่วมทีมใหม่แบบขาดลอย

แคมป์เบลล์ เล่าว่า "จากมุมมองคนนอก ผมเห็นว่าทีมนี้มีศักยภาพที่จะอยู่รอดได้ ผมเห็นโลกฟุตบอลมาเยอะ และทีมนี้มีนักเตะที่ดี เราอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยในการปรับตัวด้วยกัน ไบรอัน บอกกับผมก่อนย้ายมาว่า 'ทีมนี้ไม่ได้มีอะไรผิดปกติมากมายนักหรอก เราอาจแค่ต้องเปลี่ยนอะไรสักหน่อยเพื่อให้เราได้ผลการแข่งขัน เราอยากจะได้คนที่ทำให้นักเตะในทีมเลิกแหย และบอกตัวเองว่า กูดีพอที่จะเล่นในพรีเมียร์ลีกโว้ย'"
 
นอกจากนี้ ร็อบสัน ใช้คอนเนกชั่นกับ ยูไนเต็ด (ปัจจุบัน ร็อบสัน เป็นทูตของทีมปีศาจแดง) ยืมตัว คีแรน ริชาร์ดสัน แล้วเรื่องมันก็คล้าย ๆ กับ เควิน แคมป์เบลล์ เพราะ ริชาร์ดสัน ในตอนแรกก็ยังเด็กและขาดประสบการณ์เกินกว่าจะฝากความหวังได้ จนกระทั่่งเขาได้ลงเล่นให้กับ เวสต์บรอมฯ นี่แหละ

คุณจะเชื่อหรือไม่ว่า ริชาร์ดสัน ตอนอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ณ ตอนนั้น เรายังแทบบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเล่นตำแหน่งไหนกันแน่ ? เฟอร์กี้ มักจะจับเขาไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย, ปีกซ้าย หรือบางครั้งก็เป็นกองกลาง ตรงไหนดีที่สุดสำหรับเขา เฟอร์กี้ ยังตอบไม่ได้เลย ... แล้วเขาจะช่วยอะไรได้ ? แฟนบอลอย่างเราอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ ร็อบสัน ก็มีคู่มือในการใช้อดีตรุ่นน้องของเขาที่ทุกคนต้องเซอร์ไพรส์เหมือนกัน 

ร็อบสัน มีภาพในหัว แต่นักเตะทุกคนยังไม่เก็ต ... 7 เกมแรกของเขากับ เวสต์บรอมฯ ทีมเก็บได้แต้มเดียว แถมมีช่วงเข้าเบรกแพ้ 5 เกมติด แต่ความรู้สึกของทุกคนในห้องแต่งตัวไม่ได้หัวตกหมดพลัง โรบินสัน เล่าต่อว่า ทีมขาดแค่ผลการแข่งขันเท่านั้น แต่หลายอย่างกำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ๆ  และสุดท้ายพวกเขาก็เก็บแต้มได้อีกครั้ง ด้วยการเสมอ แมนฯ ซิตี้, จากนั้นก็เสมอ โบลตัน ตามด้วยเสมอ นิวคาสเซิล 3 เกมติดต่อกัน 

จบเกมกับ นิวคาสเซิล ได้ไม่กี่วัน พวกเขาก็เปิดบ้านเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-0 โดยรวมแล้วนับตั้งแต่บ็อกซิ่งเดย์ปี 2004 พวกเขาแพ้แค่ 2 จาก 8 เกมลงสนาม จากอันดับ 20 ที่ตามหลัง นอริช รองบ๊วย 8 แต้ม พวกเขาแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 19 แล้ว

สัญญาณดีเริ่มขึ้นอย่างชัดเจน นักเตะทุกคนเป็นปึกแผ่น ริชาร์ดสัน กับบทบาทกองกลางยิงประตูสำคัญได้เรื่อย ๆ โดยมี แคมป์เบลล์ เป็นพี่ใหญ่ที่ทำให้ทุกคนอุ่นใจ ทุกอย่างไปได้สวยขึ้นอีกเมื่อในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม ทีมมีวันหยุดราว 10 วัน ซึ่ง ร็อบสัน ก็เกิดไอเดียเติมเชื้อไฟให้ลุกซู่ซ่าขึ้นไปอีก

หลังการซ้อมมื้อสุดท้าย เขาประกาศต่อหน้านักเตะทุกคนว่า "เราจะไปเที่ยวอเมริกากันในวันหยุดนี้ พวกแกไปแพ็กกระเป๋า แล้วไปสนุกกันให้เต็มที่ … นี่คือคำสั่ง" จบคำพูดของ ร็อบโบ้ นักเตะทุกคนยิ้มกว้างและมีความสุข พวกเขาตั้งตารอจะลุยทริปเที่ยวระหว่างซีซั่นนี้ 

อะไรนะ ? คุณกำลังคิดอยู่เหรอว่าในขณะที่กำลังหนีตกชั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ดันจัดทริปเที่ยวเต็มคราบแบบนี้ มีแต่จะทำให้ทีมอ่อนแอหรือขาดความฟิตอย่างนั้นน่ะเหรอ ? ... บางครั้งสิ่งที่คุณคิดอยู่มันก็เป็นเรื่องจริง แต่สำหรับบางกรณี การตัดสินใจทำอะไรสุดเหวี่ยงแบบนี้ ก็สร้างโมเมนตัมมหาศาลแบบที่วิธีอื่น ๆ ไม่สามารถให้คุณได้เหมือนกัน

 

ฟลอริดา! เราต้องรอด 

"เรามีช่วงหยุด 10 วัน และพวกเราไป ฟลอริดา กัน... ตอนนั้นมันคือการไปปลดปล่อยความเครียด เพราะเรากดดันมากกับการเล่นในลีกที่เดิมพันสูงสุด ๆ สื่อจวกเราเรื่องเดิม ๆ ทุกสัปดาห์ ดังนั้น ไบรอัน จึงให้เราไปอเมริกาเพื่อปิดหูปิดตาจากเรื่องพวกนั้น และเปิดใจให้กันมากกว่าเดิม"

"และผมบอกเลยว่า นี่มันดีที่สุด เยี่ยมยอดมาก จนเหมือนได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่เมื่อเราเดินทางกลับมาถึงอังกฤษ" เอิร์นชอว์ กล่าว

อัลเบี้ยน ชนะ 3 จาก 4 เกมแรกหลังจบทริปฟลอริดา ซึ่งรวมถึงชัยชนะอันน่าประทับใจ 4-1 เหนือ ชาร์ลตัน โดย เอิร์นชอว์ ที่ลงเล่นเป็นตัวสำรองทำแฮตทริก และเกมเสมอ 1-1 กับ แอสตันวิลล่า โดย โรบินสัน ทำประตูแรกให้กับทีมด้วยลูกโหม่งตีเสมอในช่วงท้ายเกม ... เมื่อถึงเกมวีกที่ 31 จากทีมบ๊วยที่เคยตามหลังรองบ๊วย 8 แต้ม และไม่มีแววจะดีขึ้น กลายเป็นทีมที่ยิงประตูได้แทบทุกเกม และไม่ว่าใครจะเจอกับพวกเขาก็กลายเป็นงานยากทั้งหมด 

"หลังกลับจากฟลอริดา เราเล่นกับ ชาร์ลตัน (เกมแรกหลังกลับจากฟลอริดา) ซึ่งเป็นวันที่แปลก เราเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราจะใช้แท็กติกอะไร แต่ทุกคนรู้แน่ว่าเราจะไปเยือนพวกเขาและกลับมาด้วยการเป็นผู้ชนะ ไบรอัน ประกาศรายชื่อก่อนเริ่มเกมแค่แป๊บเดียว แม้แต่นักเตะในทีมก็รู้พร้อมสื่อนี่แหละ" เอิร์นชอว์ กล่าว

ไบรอัน ร็อบสัน ใช้แท็กติกอะไรในการเปลี่ยนทีมครั้งนี้ ? เจ้าตัวบอกว่าไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีแท็กติกอะไรซับซ้อน เขาบอกใบ้แค่ว่า เมื่อทุกคนรวมเป็นหนึ่ง มันก็แทบไม่ใช่เรื่องต้องบอกกันอีกแล้วว่า ต้องทำอะไรบ้างในสถานการณ์การหนีตายแบบนี้ 

"ลงเล่นด้วยความมุ่งมั่น ช่วยกันเล่นเกมรับ พยายามยิงประตูให้ได้ และถ้าเราดันเป็นฝ่ายโดนยิงก่อน ก็แค่บุกไปยิงกลับ ... ประหลาดจริง ๆ เราคิดกันแบบนั้นแหละ" กรีนนิ่ง ช่วยเสริมว่า แท็กติกไม่ได้สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในเวลานั้น 

แม้แต่กองหลังที่ไม่เคยยิงได้อย่าง โรบินสัน ก็ยังเข้าใจปรัชญาเกมรุกแบบ "ต้องรอด" ได้อย่างง่ายดาย ก่อนเกิดประตูแรกของเขา ไนเจล เพียร์สัน (มือขวา ร็อบสัน) ตะโกนบอกเขาว่า "พอล! กล้าเสี่ยงหน่อย ขึ้นหน้าไปเลยโว้ย ดันขึ้นไปเลย ผมก็เลยทำตามแล้วมันดันถูกที่ถูกเวลาพอดี ผมวิ่งเข้าไปแล้ว ปั้ง! ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย ให้ตายเถอะ บรรยากาศตอนนั้นมันคุ้มคลั่งเป็นบ้า" 

บรรยกาศสุดเหวี่ยงและห้องแต่งตัวที่แข็งแกร่งดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จากอันดับ 20 เป็น 19 ไต่ขึ้นสู่อันดับ 18 และขึ้นไปจนถึงอันดับ 17 (รอดตกชั้น) ในเกมวีกที่ 33 ... จากนั้นไล่หายใจรดต้นคอขึ้น ๆ ลงกับทีมโซนท้ายตารางอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน, นอริช และ คริสตัล พาเลซ

เกมนัดที่ 37 ของฤดูกาล เวสต์บรอมฯ สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการบุกไปเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้สถานการณ์ในเกมสุดท้ายที่ต้องเปิดบ้านพบกับ พอร์สมัธ พวกเขายังมีลุ้นรอดตกชั้น เพียงแต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอาชนะ พอร์ตสมัธ ให้ได้ และต้องแช่งให้คู่แข่งอีก 3 ทีม (นอริช, พาเลซ, เซาธ์แฮมป์ตัน) "ไม่ชนะ" ทั้งหมด ซึ่งในทางทฤษฎีถือว่าโอกาสรอดน้อยมาก

"ก่อนเกมสุดท้ายจะเริ่ม ทุกอย่างดูเป็นปกติ พวกเราอยู่ในยามสงบ เราซ้อมกันอย่างสนุกสนาน แต่เป็นการซ้อมที่มาตรฐานสูงด้วย มันเหมือนกับทุกคนรู้ในใจว่า 'เราชนะแน่' แล้วเราต้องภาวนาถึงผลสกอร์คู่อื่นด้วย" แคมป์เบลล์ กล่าวก่อนเสียงนกหวีดเริ่มเกมสุดท้ายจะดังขึ้น 

คงไม่ต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นหลังเกมที่ 38 จบลง เพราะนี่คือ "The Great Escape" ... นอริช อันดับ 17 แพ้ ฟูแล่ม 0-6 หยุดตัวเองที่ 33 แต้ม, พาเลซ อันดับ 18 บุกเสมอ ชาร์ลตัน แบบโดนตีเสมอท้ายเกม 2-2 หยุดที่ 33 แต้ม, อันดับ 19 เซาธ์แฮมป์ตัน แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-2 ทั้ง ๆ ที่ขึ้นนำไปก่อน หยุดตัวเองที่ 32 แต้ม 

ส่วน เวสต์บรอมฯ น่ะเหรอ ? พวกเขา ทำหน้าที่ของตัวเองได้สำเร็จด้วยการเอาชนะ พอร์ตสมัธ ไป 2-0 จากประตูของ เจฟฟ์ ฮอร์สฟิลด์ และ คีแรน ริชาร์ดสัน ทำให้พวกเขามีเพิ่มเป็น 34 แต้ม แซงหน้าทั้ง 3 ทีมขึ้นมาอยู่อันดับ 17 ทันทีหลังจบเสียงนกหวีดสุดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นเรื่องเล่าสุดคลาสสิกจนกระทั่งทุกวันนี้ 

"ริชาร์ดสัน ยิงประตูนำ 2-0 เสียงเชียร์ยังเหงา ๆ เราคิดวามันคงไม่เข้าทางเราแล้วมั้ง" 

"แต่เมื่อเกมจบ เสียงเฮดังสนั่นเกิดขึ้น มันส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าเกิดบางอย่างขึ้นในสนามอื่นแล้วแน่ ๆ ... เสียงเฮดังขึ้นอีก และดังขึ้นเรื่อย ๆ แฟน ๆ เริ่มเทกันลงมาในสนาม เรารู้แน่ชัดว่า เราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เข้าให้แล้วล่ะ"

"จากนั้นนักเตะทุกคนก็เริ่มฉลองกัน แฟน ๆ วิ่งลงไปในสนาม และที่เหลือก็เป็นประวัติศาสตร์" กรีนนิ่ง กล่าว

ท้ายที่สุด เวสต์บรอมฯ กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่จมบ๊วยในวันคริสต์มาส แต่สามารถรอดตกชั้นได้ในตอนจบ ... และจะมีประโยคไหนปิดจบเรื่องนี้ได้ดีกว่าคำพูดของกัปตันทีมอย่าง เควิน แคมป์เบลล์ ผู้ล่วงลับ ที่เคยให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบสุดจะปาฏิหาริย์ว่า

"เราคุยกันตอนเหลืออีกประมาณแปดเกม เราบอกว่า เราไม่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ในพรีเมียร์ลีกด้วยการคว้าแชมป์ หรือด้วยการชนะมากที่สุด หรือทำประตูได้มากที่สุดได้แน่ ๆ  เพราะเราไม่ใช่สโมสรใหญ่แบบนั้น"

"แต่เราบอกว่า เราจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ ด้วยการเป็นสโมสรแรกที่อยู่อันดับสุดท้ายในช่วงคริสต์มาสแล้วยังอยู่รอดในลีกได้ ชื่อของเราจะได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เมื่อเราแก่เฒ่าและตายไปแล้ว!" 

และมันเป็นเช่นนั้นตามที่ แคมป์เบลล์ ผู้ล่วงลับกล่าวทุกประการ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/2004%E2%80%9305_West_Bromwich_Albion_F.C._season#Transfers_in
https://en.wikipedia.org/wiki/2004%E2%80%9305_FA_Premier_League
https://www.fourfourtwo.com/news/bryan-robson-took-us-to-florida-to-unwind-before-2005s-great-escape-then-results-changed-to-this-day-robert-earnshaw-admits-he-has-no-idea-how-west-brom-avoided-relegation-20-years-ago-having-been-bottom-at-christmas
https://www.wbachronicle.com/a-triumph-against-the-odds-west-bromwich-albions-unforgettable-great-escape/
https://www.nytimes.com/athletic/1813903/2020/05/15/how-robin-hood-and-a-trip-to-florida-saved-west-brom-the-great-escape-zoom-call/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand