
ฤดูกาล 2025-26 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การันตีแล้วว่า พวกเขาจะลงเล่นฟุตบอลในแมตช์อย่างเป็นทางการ เพียง 40 นัดตลอดทั้งซีซั่น
ไม่มีบอลถ้วยให้ลุ้นยาว แทบไม่มีเกมกลางสัปดาห์ให้แก้ตัว และแทบไม่มีค่ำคืนบิ๊กแมตช์ที่พาแฟน ๆ ใจสั่นตั้งแต่ก่อนเกม
หลายคนอาจพยายามมองโลกในแง่ดี "เตะน้อยก็ดีสิ นักเตะจะได้พัก จะได้ซ้อมมากขึ้น" ... แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้นแน่หรือ ?
เตะน้อย = ทีมเล็กลงโดยไม่รู้ตัว
ปัจจุบันทีมแถวหน้าของยุโรป หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ "ทีมระดับท็อป" มักจะมีเกมเล่นเฉลี่ยอย่างน้อย 56 เกมต่อ 1 ซีซั่น เพราะต้องเล่นในลีก ฟุตบอลถ้วยในประเทศ และฟุตบอลยุโรปที่โปรแกรมยืดเยื้อจนจบฤดูกาล ดังนั้นเราสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นมาตรฐานได้ว่า ถ้าคุณจะเป็นหัวแถว อย่างน้อยคุณต้องมีเกมลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ลุ้นกันไปยาว ๆ จนโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
ทว่าตัดภาพกลับมาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตอนนี้ การันตีแน่นอนแล้วว่า พวกเขาจะเล่นทั้งซีซั่น 2025-26 เพียงแค่ 40 เกม จากการเล่นเกมลีก 38 นัด คาราบาว คัพ 1 นัด และ เอฟเอ คัพ อีก 1 นัด (แถมตกรอบฟุตบอลถ้วยแล้วทั้ง 2 รายการ) ทำให้ตัวเลขของปีศาจแดงห่างจากค่าเฉลี่ยแบบสุดกู่เลยทีเดียว

จริง ๆ แล้วการตกรอบบอลถ้วยในประเทศไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับทีมแถวหน้า เพราะช่วงท้ายซีซั่น หลายทีมยังมีเกมยุโรปกับเกมลีกที่ต้องลุ้นจนจบ เราจึงมักได้เห็นทีมหัวแถวหลาย ๆ ทีมยอมทิ้งบอลถ้วยในประเทศในกรณีที่ขุมกำลังไม่เพียงพอต่อการ "ล่าทุกถ้วย" จริง ๆ เช่น ลิเวอร์พูล ที่เคยแบ่งทีม 2 ชุด ชุดหลักลงเล่นในฟุตบอลสโมสรชิงแชมป์โลก 1 ทีม และจัดทีมที่มีแต่ดาวรุ่งและตัวสำรองลงเล่นในฟุตบอล เอฟเอ คัพ มาแล้ว
การยอมทิ้งถ้วยเล็กเพื่อรักษาถ้วยใหญ่ คือสิ่งที่หลายทีมยอมทำ แต่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในซีซั่นนี้ มันเป็นการตกรอบที่แตกต่างกันที่สิ้นเชิง เพราะสำหรับพวกเขา "จำนวนเกม" ในตอนนี้ไม่ใช่ภาระและปัญหาใหญ่ที่สุด แต่ปัญหาคือทีมชุดนี้ และนักเตะในทีมอีกหลาย ๆ คน ยังต้องการเวลาลงสนาม ต้องการพื้นที่เพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นมาทั้งในเชิงคุณภาพ และประสบการณ์
การที่พวกเขาเหลือแต่ฟุตบอลลีกให้ลงเล่น เท่ากับว่ามันคือความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ และมันบีบให้เฮดโค้ชต้องพยายามเน้นให้มากที่สุด เพื่อกอบกู้ฤดูกาลอันเลวร้าย เพราะถ้าหากยังไม่สามารถคว้าตั๋วไป แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือแม้แต่ถ้วยรองอย่าง ยูโรปา ลีก กับ คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้อีก ปัญหาต่าง ๆ จะต้องเกิดขึ้นอีกมาก ทั้งเรื่องการเงิน หรือการดึงดูดนักเตะคุณภาพที่พวกเขาต้องการเอามาเสริมทัพ
เมื่อทางเลือกเหลืออยู่ทางเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันคือ เหล่านักเตะสำรองหรือตัวหมุนเวียนของทีม จะไม่มีเกมฟุตบอลถ้วยให้ลงสนามเพื่อเคาะสนิมหรือเรียกจังหวะเกมกลับมา ซึ่ง ยูไนเต็ด มีนักเตะอีกหลายคนที่ยังต้องการเวลาลงเล่น ทั้ง ค็อบบี้ เมนู, มานูเอล อูการ์เต้, เอย์เดน เฮฟเว่น, เลนนี่ โยโร่, เช เลซีย์ และดาวรุ่งอีกหลาย ๆ คน

จริงอยู่ที่นักเตะเหล่านี้จะอยู่ในทีมชุดใหญ่และซ้อมกับทีมชุดใหญ่อยู่เสมอ แต่การซ้อมไม่สามารถทดแทนความกดดันและความเข้มข้นของเกมการแข่งขันจริงได้เลย มันคือการเสียโอกาสอย่างจัง เพราะนักเตะเหล่านี้ แทนที่จะได้โอกาสลงเล่นเพื่อกลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน กลับต้องหาโอกาสลงเล่นยากขึ้นอีก
สถานการณ์แบบนี้เสี่ยงต่อการ "สนิมเกาะ" พอถึงเวลาต้องใช้งานจริง ๆ ก็จะมีโอกาสสร้างความผิดพลาด หรือเล่นไม่เข้ากับจังหวะของกลุ่ม 11 ตัวจริงได้ หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า "ขาดขุมกำลังทดแทนบนม้านั่งสำรอง" แม้ว่าขนาดของทีมจะเล็กอยู่แล้วก็ตาม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างปัญหา ในปัญหาอย่างแท้จริง
อนาคตไม่มีที่ยืน และปัจจุบันขาดจังหวะ
หากบอลถ้วยคือสนามทดลอง ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลือก "ปิดห้องแล็บ" ไปทั้งปีเป็นที่เรียบร้อย ดาวรุ่งไม่มีพื้นที่ลองผิดลองถูก และอย่างที่ได้กล่าวไว้ การซ้อมนั้นเทียบกับการแข่งขันจริงไม่ได้
การขาดฟุตบอลถ้วยให้เล่น เท่ากับว่าคุณไม่มีโอกาสส่งเด็กลงแล้วบอกว่า "ใส่ให้เต็มที่และเรียนรู้จากความผิดพลาด" อีกแล้ว เพราะทุกนัดกลายเป็นเกมที่ต้องใช้คนเดิม ๆ เพราะกลัวพลาดกับตั๋วใบเดียวที่พลาดไม่ได้

ไม่ใช่แค่เหล่าตัวสำรองและดาวรุ่งเท่านั้น เหล่า 11 ตัวจริงก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย การเตะสัปดาห์ละนัดจะทำให้พวกเขาขาดจังหวะที่แม่นยำ และการเล่นที่เชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมทีมอย่างรู้ใจลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญคือเมื่อทีมเหลือเตะแค่ "สัปดาห์ละนัด" สิ่งที่จะขาดหายไปคือ พวกเขาจะไม่มีเกมที่ใช้เรียกโมเมนตัมของทีมให้กลับมา ยกตัวอย่างเช่นหากคุณแพ้ในเกมลีก แต่ในกลางสัปดาห์คุณสามารถเก็บชัยชนะจากฟุตบอลถ้วยได้ มันก็จะช่วยสร้างแรง สร้างกำลังใจ ให้พร้อมกลับมาล่า 3 แต้มในเกมลีกเกมต่อไป
ดังนั้นเมื่อ ยูไนเต็ด ขาดเกมกลางสัปดาห์ เท่ากับว่าเมื่อพวกเขาฟอร์มดรอป ได้ผลการแข่งขันแย่ ๆ พวกเขาจะไม่มีเกมถัดไปให้แก้มือเร็ว ๆ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานของทีมเคยเปรียบเทียบว่า สำหรับนักเตะที่อยู่ในทีมระดับท็อป การได้ลงเล่นต่อเนื่อง บางทีก็สำคัญกว่าร่างกายที่ฟิตเต็มถังแต่ไม่มีโอกาสลงเล่น
"สำหรับประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านมา ผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญของฟุตบอลที่ดี อาจไม่ใช่แค่เรื่องร่างกายเสมอไป แต่มันคือจังหวะและความต่อเนื่อง บางครั้งคุณฟิตเต็มที่ แต่ไม่มีโปรแกรมได้เล่น สิ่งที่แลกมากับร่างกายที่ดีก็คือการขาดความเฉียบคม (Sharp) นี่แหละ" เฟอร์ดินานด์ ว่าไว้เช่นนี้
โดยสรุปคือทีมที่เตะน้อยอาจจะไม่ล้า แต่พวกเขาก็ขาดความเฉียบคม เฉียบขาด และความเข้าขารู้ใจในกันและกัน ซึ่งสำหรับทีมที่อยู่ในยุคกำลังสร้าง และมีปัญหาอีกมากมายให้ต้องปรับแก้อย่าง ยูไนเต็ด พวกเขาต้องการสิ่งเหล่านี้แบบสุด ๆ แต่กลับเสียโอกาสหลาย ๆ อย่าง จากการตกรอบ คาราบาว คัพ และ เอฟเอ คัพ แต่หัววันไปมากมายอย่างแท้จริง
แฟนบอลหมดหน้าที่
คุยเรื่องในสนามและเรื่องของนักเตะในทีมไปหมดแล้ว แต่แง่ลบยังไม่จบแค่นั้น
เพราะมันยังมีอีกหนึ่งผลกระทบที่มองไม่เห็นในตารางคะแนนแต่รุนแรงที่สุด คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของแฟน ๆ ที่อุตส่าห์พยายามข่มตาลืมฤดูกาลที่สิ้นหวังเมื่อซีซั่นที่แล้ว เพื่อนับ 1 ใหม่ในซีซั่นนี้ ... ทว่าสุดท้ายก็กลับมาอีหรอบเดิมอีกครั้ง

เมื่อทีมตกรอบหมดตั้งแต่หัววัน ฤดูกาลของแฟนบอลจำนวนมากก็จบลงพร้อม ๆ กัน ไม่มีคืนฟุตบอลถ้วยที่พวกเขามีศักยภาพคว้ามาได้ให้ลุ้น ขณะที่ในลีกก็ต้องยอมรับความจริงว่า แฟน ๆ ยูไนเต็ด ลืมเป้าหมายการลุ้นแชมป์ไปนานแล้ว แต่ถึงจะหวังให้น้อยลงด้วยการชิงท็อปโฟร์ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำง่าย ๆ เพราะทีมขาดความสม่ำเสมอ ยิ่งฟอร์มในสนามจับต้นชนปลายไม่ถูก แถมมีการเปลี่ยนกุนซือกลางทางแบบนี้ มันจึงชวนให้แฟนบอลหลายคนรู้สึกว่า ส่วนที่เหลือของซีซั่นคือการ "เชียร์ไปงั้น ๆ" เหลือเพียงอารมณ์ "ดูเพราะเคยดูประจำ" และ "ลุ้นไปตามหน้าที่ของแฟนบอล" เท่านั้น
ความรู้สึกไม่มีอะไรให้หวังเช่นนี้ คือสัญญาณอันตรายที่สุดของสโมสรใหญ่ เพราะสิ่งที่หนักกว่าการแพ้ใน 90 นาที คือการที่แฟนบอล ไม่รู้สึกว่ามีอะไรให้รอหรือลุ้นอีกต่อไป
ที่สุดแล้วการเล่น 40 นัดในฤดูกาลเดียว อาจฟังดูเหมือนโอกาสพักฟื้น แต่สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันกำลังกลายเป็นบทลงโทษที่โหดร้าย และเมื่อฟุตบอลเหลือแค่การซ้อม แต่กลับขาดสิ่งสำคัญที่สุดอย่างการขาดเรื่องเล่า ขาดความหวัง และขาดแรงผลักดัน ... ยูไนเต็ด ต้องมองย้อนกลับไปคิดทบทวนกันทั้งองค์กรว่า พวกเขายังเป็นสโมสรที่ต้องการเกมใหญ่ และพร้อมแบกรับความกดดันแบบทีมใหญ่จริง ๆ อยู่หรือไม่ ?
แหล่งอ้างอิง
https://www.thetimes.co.uk/article/thomas-tuchel-first-england-squad-analysis-dxb5fmrhv
https://talksport.com/football/3611096/thomas-tuchel-jude-bellingham-england-squad-snub
https://www.reuters.com/sports/soccer/fifpro-report-highlights-workload-imbalance-problem-womens-game-2025-12-12