Feature

10 โค้ชคนก่อนสอนอะไร : กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด คนต่อไปควรเป็นโค้ชประเภทไหนกันแน่ ? | Main Stand

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจโทษ "กุนซือ" เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

 


เพราะเมื่อรายชื่อผู้จัดการทีมที่ล้มเหลวต่อเนื่องยาวเป็นหางว่าว ตั้งแต่ เดวิด มอยส์ จนถึง รูเบน อโมริม คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ใครควรเป็นคนต่อไปในฐานะ "กุนซือถาวร"

จากปัญหาที่เกิดขึ้นมาตลอด 13 ปี และมีคนรับหน้าที่มาแก้ปัญหาก่อนจะล้มเหลวไปแล้ว 10 คน … ยูไนเต็ด ได้บทเรียนอะไรจากสิ่งเหล่านี้บ้าง ?

 

ระบบหลังบ้านของแมนฯ ยูไนเต็ด

เชื่อว่าแฟนบอลปีศาจแดงทุกคนต่างรู้ดีว่า ปัญหาใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ "หลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ" มีเหตุผลมากมายหลายข้อประกอบกันอยู่ ไม่มีส่วนไหนตกเป็นผู้ร้ายเพียงลำพัง มันไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติกในสนาม ไม่ใช่แค่นักเตะที่คุณภาพไม่ดีพอ ไม่ใช่แค่โค้ชที่มือไม่ถึง แต่มันคือความไม่ชัดเจนของโครงสร้างหลังบ้านด้วย ... เรียกได้ว่าทุกปัญหารวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็คงไม่ผิดนัก

หนึ่งในปัญหาที่สื่อใหญ่ ๆ ในอังกฤษว่าตรงกันหมดคือ หลังยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สโมสรไม่เคยกำหนดบทบาทของ "ผู้จัดการทีม" ให้ชัดเจนเลยว่า จะให้โค้ชที่เข้ามานั้นรับตำแหน่ง "เฮดโค้ช" ที่โฟกัสแค่เรื่องในสนาม หรือเข้ามาเป็น "ผู้จัดการทีม" ที่มีสิทธิ์ชี้ขาดทั้งการซื้อขาย วัฒนธรรมทีม และโครงสร้างสโมสร

เราจะเห็นได้ว่าในบางยุค โค้ชต้องรับผิดชอบแทบทุกอย่าง และในบางยุคโค้ชกลับถูกลดบทบาท จนกลายเป็นเพียงคนคุมซ้อมเท่านั้น

แม้ในช่วงหลัง ยูไนเต็ดจะพยายามปรับตัวเข้าสู่โมเดลสมัยใหม่ มีตำแหน่งอย่าง ผู้อำนวยการกีฬา, ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล หรือ ฝ่ายสรรหานักเตะ แต่ปัญหาคือ เส้นแบ่งอำนาจไม่เคยชัด กุนซือแต่ละคนจึงเข้ามาทำงาน "ไม่เหมือนกันเลยสักยุค"

เรียกได้ว่าพวกเขาต้องรับมือกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งแรงกดดันเชิงสัญลักษณ์ของสโมสรที่แค่ขยับออกจากร่องรอยเดิมที่ เฟอร์กี้ เคยวางไว้ ก็มักจะถูกตำนานนักเตะของทีมตำหนิว่า "ไม่มี DNA ของสโมสร" ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นกับทั้ง อโมริม, มูรินโญ่ และ ฟาน กัล

และในขณะเดียวกัน ต่อให้ได้โค้ชที่เชื่อว่ามี DNA และเข้าใจวัฒนธรรมของทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ยังคงต้องเจอกับปัญหาให้รับมือ เช่นโครงสร้างสโมสรที่เปลี่ยนไปตลอด รวมถึงการเมืองภายใน และการตัดสินใจที่ไม่ได้อยู่ในมือทั้งหมด

งานทั้งหมดคือสิ่งที่บั่นทอนสมาธิและสูญเสียพลังในการคุมทีม มันเป็นเหตุผลที่ยอดโค้ชหลายคนไม่พร้อมจะมาทำงานที่นี่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ก็เคยปฏิเสธ เพราะโมเดลสโมสรที่เป็นแบบนี้ ขณะที่ หลุยส์ ฟาน กัล ก็เคยเตือน เอริค เทน ฮาก ว่า "อย่ามารับงานที่นี่" ด้วยเหตุผลของการเมืองภายใน ... เรียกได้ว่านี่คือสนามทดสอบที่ไม่เหมือนสโมสรใดในโลกอย่างแท้จริง

 

บทเรียนจากกุนซือ 10 คน

จาก เดวิด มอยส์ สู่ รูเบน อโมริม หากคุณได้ไล่เรียงรายชื่อกุนซือที่ล้มเหลว จะพบความจริงอย่างหนึ่ง นั่นคือ ยูไนเต็ด ไม่ได้เลือกโค้ชจาก "ผลงานที่การันตีฝีมือ" แต่พวกเขามักจะเลือกโค้ชเข้ามาตาม "บริบท" ของสโมสรในแต่ละช่วงมากกว่า ... ซึ่งหลายครั้งต้องยอมรับแบบเถียงไม่ออกว่า "เลือกผิด"

เดวิด มอยส์ คือโค้ชที่ถูกวางเอาตัวไว้เพื่อสร้างทีมระยะยาว แต่ถูกโยนเข้ามาแทนตำนานโดยไม่มีโครงสร้างช่วยพยุง ส่วนนี้ก็ต้องโทษ มอยส์ ด้วยที่มั่นใจทีมสตาฟฟ์ของตัวเองมากเกินไป จนโละคนจากยุค เฟอร์กี้ ออกหลายตำแหน่ง และเอาคนของตัวเองเข้ามาแทนที่ ... แต่มันก็ไม่ใช่เพราะสโมสรหรือที่อนุมัติให้เขาทำแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีความเสี่ยงมากแค่ไหน กับการรับงานต่อจากผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เฟอร์กี้ ?

หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาเป็นคิวต่อไป ด้วยปรัชญาชัดเจน แต่ไม่เหมาะกับฟุตบอลอังกฤษ และถูกจำกัดบทบาทการทำทีม สุดท้ายต่างฝ่ายต่างก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ จนกระทั่งจบด้วยการไล่ออกหลังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ส่งท้าย

เมื่อวางปรัชญาเป็นพื้นฐานของทีมในระยะยาวไม่ได้ ทีมเลือกจะจบปัญหาด้วย "โค้ชสายเสกแชมป์" อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ผลงานในช่วงเวลานั้นของเขายอดเยี่ยมการันตีแชมป์ในทุก ๆ ที่ที่เขาไป แต่ก็ต้องมีข้อแม้ที่ทีมจะต้องให้อำนาจเด็ดขาดในการเลือกนักเตะ หรือเสริมทัพให้กับเขา สุดท้ายเมื่อเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ "ดื้อเงียบ" และตั้งใจทำงานให้ชนกับโครงสร้างต่าง ๆ ที่เหล่าบอร์ดบริหารได้วางเอาไว้ จนสุดท้าย "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ก็โดนไล่ออก

เปลี่ยนมาถึง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยของสโมสร แต่ก็ขาดความเฉียบขาด ชั้นเชิง และประสบการณ์ในระยะยาว แม้จะเลือกลงทุนซื้อผู้เล่นให้กับเขา แต่สุดท้ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด โซลชา ก็ชนกำแพงที่เขาไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ นั่นคือ "ความสม่ำเสมอ" ที่เป็นสิ่งสำคัญของทีมระดับท็อป

การเห็นปัญหาจากยุค โซลชา นำมาสู่การแต่งตั้ง ราล์ฟ รังนิก เป็นกุนซือชั่วคราว พร้อมแผนการผันตัวสู่บทบาทที่ปรึกษา ช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างสโมสรให้เข้าที่เข้าทาง ทว่าแม้ รังนิก จะมีมันสมองในเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่เคยได้รับอำนาจจริงตามแนวคิดที่ถูกจ้างมา จนสุดท้ายเขาก็ออกไปเอง

เอริค เทน ฮาก โค้ชระบบที่ต้องการสโมสรแบบ อาแจ็กซ์ แต่กลับต้องทำงานในองค์กรที่ไม่เป็นระบบแบบนั้น แถมยิ่งทำ ระบบที่หวังจะได้เห็นก็ยิ่งห่างไกล ดูจับแพะชนแกะมั่วไปหมด ทั้งการเสริมนักเตะที่ "เอ๊ะ" ทุกตรง และรูปแบบการเล่นที่ไม่ใกล้เคียงคำว่า "โมเดิร์นฟุตบอล" แบบที่ทีมระดับท็อปฮิตเล่นกันเลยแม้แต่น้อย

และมาจบที่ล่าสุดกับ รูเบน อโมริม โค้ชยุคใหม่ ที่ชัดเจนในแท็กติกของตัวเอง แต่ต้องเผชิญกับทีมที่ไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง แถมเจ้าตัวยังหัวแข็งเกินกว่าจะยืดหยุ่น จนนำไปสู่การแตกคอกับทีมหลังบ้านที่ทำงานด้วยกันโดยตรง และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บีบเขาให้กระเด็นออกจากตำแหน่งไป

บทเรียนสำคัญที่สุดคือ ยูไนเต็ด ทำอะไรผิดฝาผิดตัวไปหมด ในวันที่พวกเขามีโค้ชที่มีดีกรี มีบารมี และความสำเร็จ ทีมกลับไม่ได้สนับสนุนพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น ... พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักเพื่อเรียนรู้ปัญหานั้น จึงเปลี่ยนโครงสร้างหลังบ้านใหม่ มีทีมงานตำแหน่งต่าง ๆ คอยทำงานร่วมกับโค้ช เพื่อให้โค้ชได้มีส่วนร่วมในการเลือกสรรสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่กลายเป็นว่าพวกเขาก็เลือกโค้ชที่ไม่ดีพออีก ทำให้การลงทุนเสียเปล่าไปอีกไม่ใช่น้อย กับนักเตะที่ใช้งานไม่ได้ จนต้องเลหลังทิ้งแบบขาดทุนชนิดไม่น่าให้อภัย

ตอนนี้ช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงเวียนมาบรรจบ สโมสรปลด อโมริม ออก และค่อนข้างแน่ชัดว่าจะได้โค้ชเฉพาะกิจมาคุมทีมช่วงสั้น ๆ เป็นกลุ่มนักเตะเก่า ไม่ว่าจะเป็น โซลชา, รุด ฟาน นิสเตลรอย หรือ ไมเคิล คาร์ริค และเมื่อฤดูร้อนปี 2026 มาถึง พวกเขาจะต้องเลือกโค้ชถาวรอีกครั้ง ... ปัญหาคือ ต้องเป็นโค้ชแบบไหนล่ะ ที่จะเข้ามาและทำให้เกิดการพัฒนา มากกว่าเกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนในอดีต ?

 

ทางออกของการเริ่มต้นใหม่

มาถึงตอนนี้สำหรับคำถามที่ว่า โค้ชแบบไหนที่เหมาะกับ ยูไนเต็ด จริง ๆ ? คำตอบอาจไม่ใช่ "กุนซือระดับท็อปที่สุดในตลาด" แต่คือ โค้ชที่เข้าใจบทบาทของตัวเองในโครงสร้าง

กล่าวคือ โค้ชคนต่อไปของ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรมีคุณสมบัติ 4 ข้อเป็นอย่างน้อยจากบทเรียนที่ผ่านมากว่า 13 ปี และโค้ชอีก 10 คน คือ

1. เป็น Head Coach มากกว่า Manager คอยโฟกัสที่สนาม การพัฒนานักเตะ และระบบการเล่น ไม่ใช่คนที่ต้องการอำนาจซื้อขายเบ็ดเสร็จ เพราะโครงสร้างหลังบ้านของทีมเป็นเช่นนั้น

2. ทำงานร่วมกับฝ่ายหลังบ้านได้จริง เข้าใจข้อมูล วิเคราะห์ และยอมรับการตัดสินใจร่วมให้ได้

3. ยืดหยุ่นทางแท็กติก พยายามเลือกวิธีการเล่นให้เหมาะกับศักยภาพนักเตะที่มีในมือให้มากที่สุด ซึ่งจุดนี้ มุมมองของคำว่า "เหมาะที่สุด" นั้น เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าโค้ชคนนั้นจะรู้จริง และหยิบนักเตะเหล่านั้นที่มีอยู่ทำให้ทีมเล่นดีขึ้น รวมถึงนักเตะเหล่านั้นก็มีการพัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

4. รับแรงกดดันได้ แต่ไม่หลงกับภาพลักษณ์ เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการโค้ชที่ "ทำทีม" ออกมาให้ทุกคนเห็นภาพแบบเป็นรูปธรรม ถ้าบอกว่าดี คือทีมต้องเล่นดีขึ้น ทั้งในแง่ของรูปแบบการเล่นและฟอร์มในสนาม เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การพยายามทำผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น ณ ตอนนี้พวกเขาคงหวังไว้ที่ท็อป 4 ผลงานเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ที่สุด ไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่า แจกแจงเรื่องปรัชญา ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามสวนทางกันอย่างชัดเจน

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพิ่งพูดถึงปัญหาของ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงปลายปี 2024 ว่า

"ปัญหาของ ยูไนเต็ด ไม่ได้อยู่ที่โค้ช ผมขอยกตัวอย่างว่ามันเหมือนกับอควาเรี่ยม หากคุณมีปลาในอควาเรี่ยม และมีตัวที่ป่วย พอคุณนำมันออกมา คุณจะแก้ปัญหาได้ แต่หากคุณปล่อยมันลงไปในอควาเรี่ยมอีกครั้ง มันก็จะป่วยอีกครั้ง"

"ปัญหาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เช่นกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โค้ชเสมอไป มันมีมากกว่านั้น หากผมเป็นเจ้าของสโมสร ผมจะจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ชัดเจน"

ถึงตอนนี้ ถ้า ยูไนเต็ด จะเริ่มต้นใหม่จริง ๆ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อน ไม่ใช่ชื่อกุนซือ แต่คือความชัดเจนของโครงสร้าง และบทบาทของโค้ช เพราะถ้าระบบง่อนแง่น ยังไม่ชัดเจนเหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเข้ามา รายชื่อ "โค้ชคนต่อไป" ก็อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งบทเรียน ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในประวัติศาสตร์ความล้มเหลวเท่านั้น

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2026/jan/05/manchester-uniteds-flawed-process-why-amorim-appointment-was-doomed-from-the-start
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c5yv8v7eqq8o
https://www.unitedinfocus.com/opinion/forget-wilcox-man-utd-need-to-solve-a-bigger-problem-that-has-nothing-to-do-with-ruben-amorim/
https://www.theguardian.com/football/video/2026/jan/06/ruben-amorim-axed-what-now-for-manchester-united-football-weekly

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ