
เมื่อไม่นานมานี้ กีฬา “สปอร์ตสแต็คกิ้ง” (Sport Stacking) ได้กลายมาเป็นที่พูดถึงกันอย่างน่าสนใจ เนื่องจากกระแสของภาพยนตร์ “Fast and Feel Love” ผลงานแอ็คชั่น/โรแมนติก/คอเมดี้ ที่กำกับโดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่มีโครงเรื่องหลักที่เกี่ยวข้องกับกีฬาสปอร์ตสแต็คกิ้ง จนยากที่จะปฏิเสธได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนประตูที่ทำให้คนไทยได้รู้จักกับกีฬา “เรียงแก้ว” กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจะดูเป็นของใหม่สำหรับวงการ แต่ความจริงแล้วสปอร์ตสแต็คกิ้งกลับมีการเล่นกันมาเป็นเวลานานแล้วในหลายประเทศและในประเทศไทยเองก็เคยมีอดีตแชมป์โลกสปอร์ตสแต็คกิ้งอยู่ด้วย อย่าง “กรีน-กษิดิศ แตงอ่อน” อดีตนักกีฬาที่เคยถือสถิติการเรียงแก้วที่เร็วที่สุดในโลกในรุ่นอายุ 17 ปี จากเวทีการแข่งขัน World Sport Stacking ประจำปี 2015 ที่จัดขึ้นที่ประเทศแคนาดา
ปัจจุบัน กรีนประกอบอาชีพเป็นนักวิเคราะห์ด้านการตลาด แต่มีงานเสริมคือการเปิดโรงเรียนสอนสปอร์ตสแต็คกิ้งที่ชื่อ “Let’s Stack” โรงเรียนการสอนสแต็คแห่งแรกในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้สมาคมกีฬาสแต็ค พยายามจะส่งต่อความรู้ของสิ่งที่ตัวเองรัก พร้อมผลักดันให้วงการนี้เติบโตขึ้นด้วยการนำกีฬาเรียงแก้วมาประยุกต์เข้ากับการออกกำลังกายอย่างน่าสนใจ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสปอร์ตสแต็คกิ้งให้เข้าถึงง่ายมากกว่าเดิม
มาร่วมทำความรู้จักกับอดีตนักกีฬาเรียงแก้วแชมป์โลกและโรงเรียนของเขาไปพร้อมกับ Main Stand
“กีฬา” ในคราบ “ของเล่น”
หากพูดถึงกีฬา “สปอร์ตสแต็คกิ้ง” หรือในชื่ออื่นๆ เช่น “คัพสแต็คกิ้ง” หรือ “สปีดสแต็คกิ้ง” ณ เวลานี้ หลายๆ คนคงจะนึกถึงภาพยนตร์ “Fast and Feel Love” ของผู้กำกับ “เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดจากค่าย GDH กันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ให้กีฬาเรียงแก้วเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นในสังคมไทย อีกทั้งยังทำให้คอมมูนิตี้ของสแต็คในประเทศไทยได้รับการจดจำและเป็นที่พูดถึงมากขึ้นด้วย
เรื่องที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือ ความจริงแล้ว คอมมูนิตี้ของการเล่นสปอร์ตสแต็คกิ้งในประเทศไทยนั้นก็เป็นคอมมูนิตี้ที่มีการฝึกซ้อมและการแข่งขันกันอย่างจริงจัง ซึ่ง “กรีน-กษิดิศ แตงอ่อน” คือหนึ่งใน “สแต็คเกอร์” ที่อยู่กับวงการนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น

กรีนไม่เพียงแต่จะเป็นคนที่หลงใหลในสปอร์ตสแต็คกิ้ง แต่เขายังเป็นอดีตนักกีฬาเรียงแก้วที่เคยล่ารางวัลและทำลายถิติของตัวเองมาแล้วนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมองเห็นศักยภาพของกีฬาดังกล่าว จนในปัจจุบันได้เปิดสถาบันการสอนสปอร์ตสแต็คกิ้งของตัวเอง เพื่อเป็นการส่งต่อความรู้ความสามารถให้แก่คนที่สนใจต่อไป
เราพบกับกรีนที่ Hidden Space - Rental Space and Dance Studio สตูดิโอแถวเอกมัยที่เขาเช่าไว้เพื่อทำการสอน ก่อนจะเข้าเรื่องโรงเรียนของเขา เราชวนเขาย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้จักกับกีฬาสปอร์ตสแต็คกิ้งตั้งแต่แรกสุด
“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 12 ขวบ ก่อนหน้านี้เล่นรูบิคมาก่อน จนได้ไปวิดีโอสแต็คในยูทูบที่แนะนำขึ้นมา เลยกดเข้าไปดู ตอนแรกผมคิดว่าเป็นมายากล เลยอยากซื้อมาลองเล่นกับเพื่อน สรุปมารู้ทีหลังว่ามันไม่ใช่มายากล มันคือกีฬา หลังจากนั้นก็เริ่มซ้อมแล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ"
“ผมศึกษาการเล่นเองหมดเลย ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน เพราะช่วง 10 ปีที่แล้วกีฬาสแต็คค่อนข้างใหม่มากในประเทศไทย ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนเลยด้วยซ้ำ”
กรีนเล่าให้เราฟังถึงจุดกำเนิดที่ทำให้เขารู้จักกับกีฬาชนิดดังกล่าวครั้งแรก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สปอร์ตสแต็คกิ้งเป็น “กีฬา” ชนิดหนึ่ง เข้าใจว่ามันคือ “ของเล่นพัซเซิล” ลับสมองประลองปัญญาแบบรูบิคที่เขาเคยเล่นก่อนหน้า
เขาใช้เวลาศึกษางานอดิเรกใหม่อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มันจะค่อยๆ กลายเปลี่ยนเป็นความชอบ จนกรีนได้เริ่มนำไปเผยแพร่ต่อ ผ่านการจัดตั้งชมรมสแต็คในโรงเรียนเซนต์ดอมินิคที่เขาศึกษาอยู่ในเวลาต่อมา

“ผมเป็นคนเอาสแต็คไปเปิดชมรมในโรงเรียน ในชมรมมีคนอยู่ประมาณ 10-20 คน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นจำนวนไม่ค่อยเยอะมาก เพราะหลายคนก็หันไปเล่นกีฬาอื่นมากกว่า อย่างฟุตบอล บาสเกตบอล สแต็คเป็นแค่ทางเลือกจริงๆ
“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นกีฬา คิดว่าเป็นของเล่นเด็ก เราเองก็ไม่รู้ว่ามันคือกีฬา จนเล่นมาพักหนึ่ง ไปหาข้อมูลเพิ่ม ถึงได้รู้ว่า ‘อ๋อ เราเล่นกีฬาอยู่เหรอ’ เวลาเล่นจริงจัง ลงไป 7-6 วินาที จะรู้สึกเลยว่ากล้ามเนื้อทำงานหนัก”
เขาเล่าถึงจุดที่ทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งนี้คือกีฬาจริงๆ จากประสบการณ์ของตัวเองแบบหัวเราะไปด้วย ถึงความน่าทึ่งของกีฬาชนิดนี้ที่ทำให้เสียเหงื่อได้ไม่แพ้กีฬาอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

“ตอนที่เล่นแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อสั่นถึงขีดจำกัดแล้วคือ ตอนผมซ้อมวันละ 4-5 ชั่วโมง แล้วต้องเปลี่ยนเสื้อ 2-3 รอบ เพราะเหงื่อเยอะมาก ทำให้ผมรู้ว่าพวกผลกระทบทั้งหลายเนี่ย คือมันไม่ใช่แค่ของเล่นแล้ว ที่จะทำให้เกิดอะไรแบบนี้ได้ มันต้องใช้พลังงาน แล้วก็มายด์เซ็ตในการชนะตัวเองเข้ามาใส่ไม่ต่างจากกีฬาอื่นเลย”
“เหมือนการตีกอล์ฟ จะตีให้ ‘Hole in One’ ได้ มันต้องซ้อมให้เกิด Muscle Memory หรือโบว์ลิ่ง ถ้าสไตรค์ติดต่อกัน 13 ครั้งก็จะเรียกว่า ‘Perfect Game’ เขาก็ต้องซ้อมจนกว่าเขาจะจำได้ว่าเขาจะโยนในลักษณะไหน"
“สแต็คก็เหมือนกัน การที่จะทำลายสถิติได้ เราต้องทำให้กล้ามเนื้อเสถียรที่สุด Muscle Memory ต้องเกิดถึงจะทำให้ใกล้เคียงสถิติได้ ซึ่งอันนี้มันทำให้เห็นภาพในลักษณะของกีฬาได้”
จากความสนุก กลายเปลี่ยนเป็นความกระหายในชัยชนะ ในขณะที่เขาเติบโตขึ้น กรีนได้เปลี่ยนการเรียงแก้วธรรมดาให้กลายเป็นการแข่งขันแบบจริงจัง เขาเริ่มฝึกซ้อมสปอร์ตสแต็คกิ้งอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงประถมปลายมาจนถึงมัธยมปลาย จนได้ไปแข่งในรายการใหญ่ ทะลุเพดานของตัวเองไปทีละชั้นจนถึงตำแหน่ง “ผู้ชนะ”
เส้นทางแชมป์
วินาทีที่เขารู้ว่าสิ่งนี้เป็นมากกว่างานอดิเรก คือตอนที่เขาสามารถคว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันได้อย่างมากมาย ตลอดช่วงเวลาของการเป็นนักกีฬาสแต็ค 10 กว่าปี เป็นอดีตแชมป์โลก ผู้ถือสถิติการเล่น 3-3-3 ในเวลา 1.394 วินาที 3-6-3 ในเวลา 1.773 วิาที และแบบ Cycle ในเวลา 4.946 วินาที
ไม่ว่าจะเป็น แชมป์โลกประเภทคู่และทีมได้จากเวทีการแข่งขัน World Sport Stacking ประจำปี 2014 ที่จัดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ กับเพื่อนร่วมทีม พีเจ้นท์-กิตติธัช ไกรวุฒิวงศ์, แชมป์โลกในรุ่นอายุ 17 ปี จากการแข่งขันในเวที WSSA World Sport Stacking Championships ที่จัดขึ้นที่ประเทศแคนาดาในปี 2015 หรือแบบ All Around จากเวที Summit Malaysia Open Sport Stacking Championships ที่ประเทศมาเลเซียในปี 2018
เป้าหมายเดียว ณ ตอนนั้นของกรีน คือการทลายเพดานของตัวเอง แข่งกับตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น
“ก่อนหน้านั้นผมไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนชอบแข่งขัน เคยเล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล แบตมินตัน โบว์ลิ่ง คือเล่นเพื่อออกกำลังกาย พอมาเจอสแต็คแล้วได้แข่งกับตัวเอง แข่งกับเวลาจริงๆ จะรู้สึกสะใจทุกครั้งที่ทำได้ เราไม่ได้ไปสะใจกับชนะคนอื่น สะใจกับรู้สึกว่าเราทำได้ เราประสบความสำเร็จอะไรบางอย่าง
“ต้องคอยทำลายกำแพงของตัวเองตลอดเวลา ความท้าทายคือเราจะก้าวข้ามผ่านเพดานนี้ไปได้ยังไง สำหรับผมนั่นคือสเน่ห์ของมัน”
เราถามเขาถึงประสบการณ์ด้านการแข่งขัน ณ ตอนนั้น ความกดดันที่เขาเจอในสนาม เป็นเครื่องมือตอกย้ำชั้นดีที่แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬาชนิดนี้ไม่ใช่แค่ของเล่น

“เวลาเจอคนที่เล่นได้เร็วกว่าเรา เราก็รู้สึกอยากทำลายคืน พอมีความคิดนี้ขึ้นมาเลยกดดัน แล้วกล้ามเนื้อจะเกร็งหมดเลย "
“เคยมีครั้งหนึ่งที่กดดันมากจนมือสั่น คือตอนที่ไปแข่งที่แคนาดา ชิงแชมป์โลกปี 2015 ตอนเห็นนักกีฬาหลายคนเดินเข้าไป เห็นคนเดินร้องไห้กลับมา เราก็รู้สึกไม่อยากแข่งแล้ว จนไม่รู้จะทำไง เลยเดินถอยหลังไปนั่งสมาธิ หลับตาให้ตัวเองดาวน์ลง หลังจากนั้นคือ เดินเข้ากลับสนามแข่ง กลายเป็นว่าได้สถิติที่ดีที่สุดของตัวเองกลับมา "
“ได้ที่ 1 ในรุ่น 17 ปี ในประเภท Overall รวมทุกท่า 3-3-3, 3-6-3 แล้วก็ Cycle”
เวลาผ่านไป กรีนยอมรับกับเราแบบตามตรงว่าระยะหลังนี้เขาได้ห่างหายจากการแข่งขันสแต็คมามากกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ถึงเขาจะไม่ได้ลุยไปในเส้นทางอาชีพนักกีฬาแบบเต็มตัว เลือกเข้าศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ศูนย์รังสิต (SIIT) มีช่วงที่หยุดพักไปในแง่ของการแข่ง เขาก็ยังคงเล่นเป็นงานอดิเรกอยู่เรื่อยมา หากมีโอกาส เขาก็อยากจะผลักดันให้มันเติบโตมากยิ่งขึ้นกว่าที่มันเคยเป็น
บางที โอกาสที่เขาพูดถึงอาจจะมาในรูปแบบของการถูกยืมตัวไปเป็น “สแตนด์อิน” ให้แก่ภาพยนตร์สแต็คที่ชื่อ Fast and Feel Love จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเผยแพร่การเล่นสปอร์ตสแต็คกิ้งต่อไป ผ่านโรงเรียนที่ชื่อ “Let’s Stack”
LET’S STACK with “ANYTHING”
“ผมได้มีโอกาสเป็นสแตนด์อินของเกา ก็คือพี่ณัฏฐ์ (ณัฏฐ์ กิจจริต ผู้รับบทเป็น “เกา” ตัวเอกของภาพยนตร์ Fast and Feel Love) ก่อนที่ผมจะทำ Let’s Stack ผมเลิกเล่นไปนานมาก แล้วทางสมาคมเขาติดต่อมา บอกอยากให้ไปเล่นหนัง ซึ่งผมก็งงว่าทำไมมีหนังสแต็ค "
“เหมือนตรงนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผมกลับมาเล่นอีกครั้งจริงๆ เพราะว่าตอนไปกองถ่าย ก็เห็นภาพเหมือนตอนที่เราไปแข่งจริง ตอนที่เราซ้อม เราทำไม่ได้ เราโมโหจริง เป็นแรงบันดาลใจที่ผมอยากทำ Let’s Stack เพราะผมอยากจะเอากีฬาชนิดนี้มาเผยแพร่ต่อ”

Let’s Stack ของกรีน ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับตอนต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่ภาพยนตร์ Fast and Feel Love เข้าฉาย เป็นโรงเรียนการสอนสแต็คแห่งแรกในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้สมาคมกีฬาสแต็ค (TSSA - Thailand Sport Stacking Association) มีการสนับสนุนในเรื่องของสถานที่แข่งขันและมีการเก็บสถิติอย่างจริงจัง
ความน่าสนใจของโรงเรียนสอนสปอร์ตสแต็คกิ้งของกรีน อยู่ที่เรื่องของ “การนำเสนอ” ที่เขาพยายามจะนำกีฬาที่ตัวเองชอบมาประยุกต์เข้ากับการออกกำลังกายและกีฬาสมัยใหม่ (Modern Sport) เพื่อให้สปอร์ตสแต็คกิ้งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย
“จุดมุ่งหมายของผมคือ ตอนแรกผมอยากแค่ให้ทุกคนเข้าใจว่านี่คือกีฬาจริงๆ แต่ผมก็ไม่มีไอเดียขนาดนั้นว่าจะเปิดยังไงให้น่าสนใจ เพราะการเล่นสแต็ค แบบเล่นให้เป็นใครๆ ก็ฝึกได้ ฝึกเองที่บ้านก็ได้ แต่ผมอยากให้ Let’s Stack เชื่อมระหว่างโลก 2 โลก เข้าด้วยกันคือ โลกฝั่งคนที่เขาไม่เข้าใจกีฬานี้เลย กับ คนที่เล่นสแต็คอยู่แล้ว"
“เพราะภาพของคนทั่วไปมองคือสแต็คเป็นกีฬาของเด็ก หรืออาจจะไม่ได้มองเป็นกีฬาด้วยซ้ำไป ซึ่งจริงๆ แล้วประโยชน์ของมันสามารถเข้าไปถึงคนทุกช่วงอายุได้จริงๆ อย่างเด็กเรารู้อยู่แล้วว่าช่วยฝึกสมาธิ สมองซีกซ้ายซีกขวา ฝึกประสาทสัมผัส ส่วนผู้สูงอายุก็ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ให้เขาได้ประมวลการคิด การเรียงลำดับซ้ายขวาก็ช่วยได้ เล่นได้ทุกช่วงอายุ ได้ทุกเพศทุกวัย"
“ในแง่สังคมก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์คนในครอบครัวได้ด้วย ”
ในขณะที่เรานั่งฟังเขาเล่าถึงจุดประสงค์ในการก่อตั้งและพยายามนึกภาพตามกับตรงที่กรีนบอกว่า “ประยุกต์เข้ากับกีฬา” เราได้ขอให้เขาช่วยอธิบายเพิ่มเติมกับเรื่องตรงนี้เพิ่ม เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
วิธีการของเขาฟังดู “แปลกใหม่” และ “ทะเยอทะยาน” มากกว่าที่เราคิดไว้มาก

“ถ้าเป็นการประยุกต์เข้ากับคาร์ดิโอ ให้ลองนึกถึงการแพลงก์ การกระโดดตบ หรือการสควอต เหมือนกับว่าเราจะใช้จังหวะเพลงเข้ามาประยุกต์เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ วิธีการคือเราก็จะผสมสแต็คเข้าไป เล่นสแต็ค แล้วหลังจากนั้นก็กระเถิบมาเล่นคาร์ดิโอ แล้วกลับไปเล่นสแต็คหรืออาจจะเป็นการแพลงก์ไป เล่นไปด้วยก็ได้ "
“หรือถ้าเป็นแบบทีมผมมองว่าสามารถทำเป็นแบบวิ่งเปี้ยวได้ เด็กสองกลุ่มจับทีมกัน แข่งกัน เล่นเสร็จ วิ่งวน แปะ วิ่งไม่ทันก็อาจจะแพ้ได้หรือว่าอาจจะเอาการฝึกประสาทสัมผัสมาเล่นด้วยก็ได้ เหมือนกับการโยนลูกบอลสลับ "
นอกเหนือจากการประยุกต์เข้ากับการออกกำลังกาย วิธีการสอนในโรงเรียน Let’s Stack ของกรีนยังมีการนำเพลงเข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย อย่างการใช้เพลง Cups (Pitch Perfect’s “When I’m Gone”) เพลงประกอบภาพยนตร์ Pitch Perfect (2012) ที่มักรู้จักกันในชื่อ “Cup Song”
“ตอนนี้การประยุกต์กับเพลงที่มีเป็นรูปแบบจริงจังก็คือเพลง Cup Song (When I’m Gone) อาจจะไม่ได้เป็นเพลงร็อคหรืออะไรอย่างงั้น แต่เป็นเพลงที่มีจังหวะเกี่ยวกับแก้ว "
“การประยุกต์สแต็คกับทุกอย่างมันไม่มีรูปแบบตายตัว ผมมองว่ามันสามารถผสมได้ด้วยทุกอย่าง แต่อาจจะต้องใช้เวลานิดนึงที่จะหาอะไรมาเชื่อมกับตรงนี้”
เรานั่งฟังกรีนเล่าด้วยความตั้งใจ ก่อนที่จะได้เห็นการสาธิตของเขาในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการแพลงก์ไปเล่นไป ตลอดจนการฝึกทรงตัวบนกระดานไม้ในขณะที่เล่นสแต็คไปด้วย
จนสุดท้ายก็ได้เหงื่อเหมือนการออกกำลังกาย แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความหลงใหลต่อเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง

กรีนยังเผยถึงประโยชน์ของสปอร์ตสแต็คกิ้งให้เราฟังมากขึ้น น่าแปลกใจที่เราเองก็ไม่เคยสังเกตถึงผลกระทบต่อร่างกายจากแก้วพวกนี้เหมือนกัน อีกทั้งกีฬาดังกล่าว ยังเป็นกีฬาที่มากไปด้วยรายละเอียดร้อยแปด
“คนนอกที่ยังไม่เคยเล่น คนที่เขาเห็นอย่างเดียว เขาจะคิดว่ามันคือของเด็กเล่น แต่ถ้าเกิดเขามาลองเล่นเมื่อไหร่ เขาจะรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสเลยว่ากล้ามเนื้อมันต้องเกร็งมาก เพราะแก้วมันจะหล่น"
“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมือ แขน ถ้ายืนนานๆ ก็ตึงขา สะโพก ยืนไม่ถูกก็ปวดได้ ท่ายืนก็สำคัญ เพราะว่าทุกเสี้ยววินาทีสำคัญหมด หรือการวางตัวจับเวลา การจะวางมือต้องวางในลักษณะไหน เรื่องของตำแหน่งในการวางแก้วก็สำคัญ บางคนถนัดแบบเฉียง บางคนถนัดแบบตรง บางคนอาจจะเหลื่อมขึ้นมา 2 ใบ ทุกอย่างสำคัญหมดในการทำให้เร็วขึ้น”
แม้ว่าจะเปิดมาได้เป็นเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่กรีนก็ตั้งใจจะลุยสอนกีฬาที่เขารักให้กับคนที่สนใจอย่างเต็มที่ เผื่อว่าวันหนึ่ง สปอร์ตสแต็คกิ้งจะได้รับการยอมรับและได้รับการสนับสนุนที่มากขึ้น กลายมาเป็น “กีฬา” ที่ได้รับความสนใจและไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ของเล่นอีกต่อไป
มากกว่าของเล่น
ในขณะที่บทสนทนาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เราพาเขาย้อนกลับไปถามเรื่องความคิดเห็นของวงการสแต็คในประเทศผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่เริ่มต้นและไม่มีใครรู้จัก มาจนถึงตอนนี้ที่การสปอร์ตสแต็คกิ้งเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีสิ่งใดที่เปลี่ยนไป ในฐานะผู้สอน
“เราเป็นคนที่เล่นมาก่อน เราชอบ เราเล่นได้นาน แต่สิ่งที่ยากก็คือ จะทำยังไงให้คนที่เรียนอยากเล่นต่อ ให้เขาเห็นสเน่ห์ เห็นอะไรในตัวกีฬา ยิ่งเป็นเด็กที่อายุ 12-13 ปี เขาเจอสิ่งเร้าอื่นๆ ก็ต้องเลิกเล่นไป นี่คือสิ่งที่ยาก”

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังชวนเขาทบทวนถึงการเติบโตของของวงการสปอร์ตสแต็คกิ้งในประเทศไทย ร่วมสำรวจไปพร้อมกับกรีนว่าเพราะเหตุใดที่ยังทำให้กีฬาชนิดนี้ไม่ค่อยดังเหมือนกีฬาอื่นๆ ทั้งๆ ที่มีคนที่มีศักยภาพอยู่มาก
“คือมันมีช่วงที่เคยโตไวมากๆ เหมือนกัน แต่พอมาถึง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มันค่อนข้างเรื่อยๆ แล้ว ถามว่าใหญ่ขึ้นไหม ก็อาจจะโตขึ้นไม่มาก ซึ่งผมมองว่าเป็นเพราะเราไม่ได้มีการโปรโมตกีฬานี้อย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่มีอยู่ แล้วคนก็ ‘อ๋อ รู้ว่านี่คือสแต็ค’ แล้วก็แค่นั้น"
“สิ่งที่ยังขาด อาจจะเป็นคนที่จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนแบบจริงจัง ส่วนใหญ่นักกีฬาทั่วไปที่เขามีศักยภาพ เขาไม่ได้เล่นแล้วก็เอามาต่อยอด เหมือนเล่นแล้วก็เลิก เป็นวงจรแบบเล่นแล้วก็หายไป ผมก็เลยอยากจะเป็นคนหนึ่งที่กลับมาทำตรงนี้แล้วก็เผยแพร่ต่อไปให้มากขึ้น”
เราอดไม่ได้ที่จะสงสัยถึงความเป็นไปได้ในเรื่องของ “การสนับสนุน” จากเรื่องการโปรโมตที่เขาพูดถึง พร้อมถามความเห็นจากมุมมองของคนที่อยู่ในวงการกีฬาเรียงแก้วมานานว่า ถ้าสปอร์ตสแต็คกิ้งได้รับการสนับสนุนแบบจริงจัง กีฬาประเภทนี้ของประเทศไทยจะไปได้ไกลขนาดไหน?
เรายิงคำถามสุดท้าย
“ผมต้องบอกว่าเด็กไทยเก่งมาก ตั้งแต่เล่นมามีรุ่นน้องหลายคนที่เขาเล่นสแต็คแล้วเขาก็เร็วกว่าผม ซึ่งผมดีใจ แต่ด้วยความที่ เขาอาจจะติดปัญหาหลายอย่าง เช่น เล่นแล้วไม่ได้เงินรางวัลเหมือนกีฬาอื่น เขาก็อาจจะเลิกเล่นไปด้วยความท้อ ถ้ามีหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนด้านนี้จริงๆ ผมว่าเด็กไทยจะไปไกลมากๆ "
“ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเด็กไทยที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกมาแล้ว แต่ว่าถ้ามีการสนับสนุนอีก เด็กไทยก็อาจจะเป็นท็อปของท็อปไปอีก”

จากกีฬาเฉพาะกลุ่มที่มีคนสนใจเพียงน้อยนิด จนถึงตอนนี้สปอร์ตสแต็คกิ้งได้กลายมาเป็นหนึ่งในกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและได้รับความสนใจมากกว่าที่เคยในอดีต เป็นกีฬาระดับชาติที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป
แม้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าในอนาคตจะมีเด็กไทยไปล้มสถิติโลก เหมือนครั้งหนึ่งที่กรีนเคยไปทำไว้หรือไม่ แต่อดีตแชมป์แบบเขาที่ผันตัวมาเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองรักต่อ ก็อาจจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้วงการนี้ไปต่อได้อย่างแข็งแรง
ผู้ที่สนใจเข้าคลาสออกกำลังกายด้วยวิธีแปลกใหม่โดยใช้ “แก้ว” กับกรีน สามารถติดต่อ Let’s Stack ได้ที่ช่องทาง Facebook หรือเบอร์โทรศัพท์ 092 386 1689