
ถือเป็นธรรมเนียมของวงการความเร็ว กับการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล หรือ Pre-season Test เพื่อลองรถแข่งก่อนซีซั่นใหม่จะเปิดฉาก และแน่นอน รถสูตรหนึ่ง หรือ F1 จะขาดเรื่องนี้ไปไม่ได้เลย
แต่เมื่อพรีซีซั่นเทสต์มาถึงคราใด แฟนความเร็วจำนวนไม่น้อยมักเกิดข้อสงสัยว่า อุปกรณ์บางอย่างที่ถูกติดตั้งในรถ ที่ดูคล้ายตะแกรงปิ้งย่าง มันคืออะไร ? ริ้วสีแปลก ๆ ที่สาดบนตัวรถ เอาไว้ทำอะไร ? และคำศัพท์แปลก ๆ ที่ทีมและสื่อพูด มันหมายความว่าอย่างไร ?
Main Stand จะไขข้อสงสัยให้สายซิ่งได้รู้ เพื่อช่วยให้คุณดูพรีซีซั่นเทสต์ของ F1 ได้เข้าใจและสนุกยิ่งขึ้น
Installation lap
หมายถึง รอบแรกของการทดสอบ เพื่อทำการทดสอบตัวรถว่าคันเร่ง เบรก ไฮโดรลิค ระบบไฟฟ้า และทุก ๆ อย่าง ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากในช่วงพรีซีซั่นเทสต์ รถแข่งจะถูกรื้อและประกอบใหม่ในทุกวัน การทดสอบนี้มีขึ้นเพื่อปรับเทียบฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในรถ ว่า จุดที่คลัทช์จับ หรือ ตำแหน่งกระบอกเกียร์สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ ยังอยู่ในจุดเดิมที่ปรับตั้งค่าไว้เมื่อวันก่อนหน้า
โดยปกติแล้ว รอบแรกของการทดสอบ นักขับจะนำรถออกจากพิท ขับวนรอบสนาม 1 รอบ และกลับเข้าพิททันที โดยไม่มีการซิ่งเต็มลิมิตเพื่อบันทึกเวลาไว้แต่อย่างใด
Systems checks
หมายถึง การทดสอบระบบ ซึ่งหากเทียบกับการเล่นดนตรี ก็จะใกล้เคียงกับคำว่า ซาวด์เช็ก (Soundcheck) นั่นเอง เพราะรถแข่ง F1 หนึ่งคัน มีหลายระบบที่ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์, เกียร์, ช่วงล่าง, ไฮโดรลิค และ ไฟฟ้า
ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่า รถแข่ง F1 มีหลายระบบที่ต้องทดสอบ ดังนั้น วิศวกรที่ต้องทำหน้าที่ตรวจเช็กจึงมีหลายคน มีทั้งดูภาพรวมและจำเพาะเฉพาะจุด ซึ่งนอกจากที่สนามแข่งแล้ว ยังมีคนประจำการที่โรงงานของทีมด้วยเช่นกัน

Glory runs
หมายถึง การทำรถให้อยู่ในประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงการทำให้น้ำหนักของรถเบาที่สุดตามกฎ ก่อนออกไปซิ่งด้วยยางเนื้อนิ่มที่สุด
เราอาจเรียกว่า "รอบปล่อยของแบบจัดเต็ม" ก็คงจะได้ เพราะถ้ารถทำเวลาดี นอกจากจะสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมงานแล้ว อาจจะดึงดูดความสนใจสปอนเซอร์ให้มาติดรถ แลกกับเงินสนับสนุนเพิ่มได้อีกด้วย
Sandbagging
นี่คือขั้วตรงข้ามของ Glory runs เพราะหมายถึง การจงใจทำให้เห็นประสิทธิภาพของรถแข่งต่ำกว่าประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกปิดสมรรถนะที่แท้จริง ซึ่งสายซิ่งชาวไทย อาจคุ้นกับคำแปลแบบตรงตัวว่า "แบกถุงทราย"
ทีมแข่งจะจงใจให้รถวิ่งช้ากว่าที่ควรเป็นทำไม ? เรื่องนี้มีหลายสาเหตุ เพราะรถแข่งคันนั้น อาจจะมี "ชิ้นส่วนลับ" ที่สร้างมาเป็นอาวุธลับเพื่อชนะคู่แข่ง แต่อาจหมิ่นเหม่กับการทำผิดข้อบังคับ จนอาจถูกเรียกตรวจสอบได้ หากทำเวลาต่อรอบได้ดีกว่าคู่แข่งมาก ๆ
และขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นการจงใจ "วางยา" ทำให้ทีมคู่แข่งประมาท ก่อนไปปล่อยของจัดเต็มในการแข่งขันจริงได้เช่นกัน
Correlation
พูดให้เข้าใจง่าย หมายถึง การตรวจสอบให้แน่ใจว่า ตัวเลขที่รถแข่งทำได้ในสนามจริง ตรงกับตัวเลขในสภาพแวดล้อมจำลอง ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ลม หรือการใช้ซอฟต์แวร์จำลองพลศาสตร์ของไหล หรือ CFD (Computational Fluid Dynamics)
สิ่งที่ทุกทีมต้องการเห็น คือตัวเลขที่ตรงกัน เพราะนั่นหมายความว่า การพัฒนารถมาถูกทาง แต่มันจะเป็นฝันร้ายทันทีเมื่อมี "ตัวเลขเขย่ง" ไม่ตรงกัน เพราะทีมต้องมาไล่เช็กว่า เกิดปัญหาตรงไหนกันแน่
และอย่างที่ได้กล่าวไป ระบบของรถแข่ง F1 ซับซ้อน หากแก้ไม่ตก นอกจากลดความได้เปรียบของทีมตัวเองแล้ว ยังอาจเป็นการโยนความได้เปรียบให้คู่แข่งอย่างมากเลยทีเดียว
Aero rakes
สิ่งที่หน้าตาเหมือนตะแกรงปิ้งย่างนั้น อันที่จริง มันคือ "ท่อปิโตต์" (Pitot tubes) หลายท่อที่ต่อเรียงกัน กลายเป็นสิ่งที่คนในวงการ F1 เรียกว่า Aero rakes
มันคืออุปกรณ์วัดการไหลของอากาศ ที่ช่วยให้ทีมต่าง ๆ สามารถจำลองภาพการไหลของอากาศที่ออกมาจากชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถ เช่น ปีกหน้า ล้อหน้า เพื่อนำข้อมูลไปเปรียบเทียบว่า อากาศพลศาสตร์ของรถแข่งคันจริง ตรงกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากเครื่องจำลองหรือไม่
Flow-vis
อีกสิ่งที่เรามักได้เห็นเสมอในการทดสอบรถ F1 ที่หลายคนคิดว่าเป็นการสาดสีไปเรื่อย แต่ความจริง สีแปลก ๆ ที่เห็นนี้ มีความหมายสำหรับการพัฒนารถแข่งมากกว่าตาเห็น
Flow-vis คือสีผสม ระหว่างผงเรืองแสงและน้ำมันเบา เช่น พาราฟิน ที่ทีมพ่นตามส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ ก่อนปล่อยออกไปวิ่งทดสอบ
สีดังกล่าวจะเกิดการไหลกระจายระหว่างที่รถวิ่ง เผยให้เห็นถึงการไหลของอากาศที่ออกมาจากชิ้นส่วนแอโรไดนามิกต่าง ๆ ทำให้วิศวกรได้ศึกษาข้อมูลสำคัญที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนและหลังการพ่นสี
เรื่อง : แทน เวชการ
แหล่งอ้างอิง : https://www.formula1.com/en/latest/article/from-aero-rakes-to-flow-vis-5-key-terms-you-need-to-know-for-f1-pre-season-testing.7gcryzPYiJAm1FqJGIrC9u