
"ถ้าผมเป็นตัวต้นเหตุให้ทีมเสียประตูเยอะแบบที่เขาทำเสีย ผมคงไม่มีหน้ามาให้สัมภาษณ์หรอก และเอาจริง ๆ ผมคงไม่กล้าพูดอะไรผ่านโซเชียลด้วย ... ผมจะทำยังไงน่ะเหรอ ? ก็นอนขดตัวในมุมมืด ๆ ของสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด นั่นแหละ" แกรี่ เนวิลล์ พูดถึง ลิซานโดร มาร์ติเนซ
หลังจากกองหลังแชมป์โลกออกมาทิ้งบอมบ์ใส่บอร์บริหารที่ทุ่มเทกับสโมสรน้อยเกินไป และเพื่อนร่วมทีมที่พยายามไม่มากพอในเกมแพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-2 ลิซานโดร มาร์ติเนซ ก็ตกเป็นเป้าจับตาว่า "เขาอยู่ในสภาพที่เหลือแต่ร่างกายและไร้หัวใจ" สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่ ?
หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ สด ๆ ร้อน ๆ ในเกมที่แพ้ เชลซี เรื่องนี้ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง และเกิดคำถามว่าสิ่งที่เขาทำ นั่นคือ "ความรู้สึกของคนหมดใจ" หรือเปล่า ?
และเรื่องนี้มันดูจะคล้าย ๆ กับคู่หูของเขาในทีมชาติอาร์เจนตินาอย่าง คริสเตียน โรเมโร่ ที่เคยทำไว้กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ... ไอ้ที่ว่าคล้าย คล้ายแบบไหนกัน ?
ดีกรีแชมป์โลก
ลิซานโดร มาร์ติเนซ และ คริสเตียน โรเมโร่ เคยเป็นนักเตะที่แฟนบอลของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ สเปอร์ส รักรวมถึงคอยปกป้องมาตลอด
ลิซานโดร เจ้าของฉายา "เดอะ บุทเชอร์" ย้ายเข้ามาเมื่อปี 2022 ในยุค เอริก เทน ฮาก และด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน ถึงลูกถึงคน ไม่ยอมใครโดยเฉพาะฝั่งตรงข้าม ทำให้แฟนผีแดงที่ขาดนักเตะแบบนี้มานานตกหลุมรัก เขามีเพลงเชียร์ของตัวเองที่ชื่อว่า "Lisandro is Magic" ที่สะท้อนสไตล์การเล่นของเขา สิ่งนี้แสดงถึงความนิยมที่เกิดขึ้นในตัวของเขาอย่างรวดเร็ว จนบางช่วงมีคนเชียร์ให้เขาเป็นกัปตันทีมด้วยซ้ำ

เขาเล่นให้ ยูไนเต็ด ได้ไม่กี่เดือน ฟุตบอลโลก 2022 ที่ กาตาร์ ที่ถูกโยกมาแข่งขันในช่วงปลายปีก็มาถึง และอย่างที่เรารู้กัน เขาติดทีมชาติอาร์เจนตินาชุดนั้น ซึ่งเป็นชุดที่ไปไกลถึงแชมป์โลกสมัยที่ 3
คำชมส่วนใหญ่อาจจะตกเป็นของ ลีโอเนล เมสซี่ แต่น้อง ๆ รอบตัวเขาก็ถูกพูดถึงไม่น้อย ซึ่ง ลิซานโดร ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ... เขากลับมาที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมด้วยเพลงใหม่และเสียงเชียร์เขาในฐานะแชมป์โลก ทุกอย่างควรจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่หลังจากนั้น ลิซานโดร ก็ไม่เคยท็อปฟอร์มเหมือนช่วง 5 เดือนแรกในยุค เทน ฮาก อีกเลย
เหตุผลหลัก ๆ เป็นเรื่องของอาการบาดเจ็บที่รบกวนตลอด ร่างกายของเขาค่อนข้างเปราะบาง เจ็บบ่อย และที่สำคัญคือ "เจ็บนาน" ทำให้ขาดความต่อเนื่อง แต่ด้วยสไตล์ที่ดุดันและดีกรีแชมป์โลกที่พกไว้ คำวิจารณ์ในตัวของเขาไม่ได้มากเท่ากับช่วง 2-3 อาทิตย์แรกที่หลายคนบอกว่าเขา "ตัวเล็กเกินไป"
แฟนบอลอาจจะพูดถึงเขาแง่ลบน้อยมาก จากสิ่งที่เขาเคยทำไว้ ... แต่เชื่อว่าแฟน ยูไนเต็ด หลายคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ลิซานโดร ไม่เหมือนเดิม เขาอาจจะมีเกมที่เล่นดีและหวือหวาจากสไตล์ธรรมชาติของการเล่นที่ออกบอลได้ดีจากแนวรับ แต่ก็มีเกมจำนวนไม่น้อยที่เขาเกิดการเออเรอร์ และความผิดพลาดส่วนบุคคลของเขานำไปสู่การเสียประตู
สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันเขาคือหัวจิตหัวใจ ที่แสดงให้เห็นทางภาษากายอยู่เสมอ ... ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกมองข้าม กลายเป็นคำถามที่ว่าสโมสรควรซื้อใครมาเล่นกับเขาดี ? ทว่าจนแล้วจนรอด เกราะป้องกันนี้ก็หายไปเพราะภาษากายที่เขาแสดงออกมาภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
คุ้น ๆ เหมือนใครสักคน
เป็นที่รู้กันว่าหลังจบฟุตบอลโลก 2022 ลิซานโดร ก้าวขึ้นมาเป็นคู่หูของ คริสเตียน โรเมโร่ กองหลังของ สเปอร์ส ในทีมชาติอาร์เจนตินา ส่วน นิโกลัส โอตาเมนดี้ ที่อายุเยอะขึ้นถูก ลีโอเนล สกาโลนี่ ถอยมาเป็นตัวสำรองแทน

ทั้งสองคนสนิทสนมกันดี และเล่นเข้าขากันได้อย่างยอดเยี่ยมในนามทีมชาติ แต่กับสโมสร ความจริงก็คือความจริง ที่ทั้งคู่เล่นได้ไม่ดีเท่าตอนเล่นกับทีมชาติ โดยเฉพาะฝั่ง โรเมโร่ ที่ออกลายก่อนจนแฟน สเปอร์ส ไม่ทนเขาแล้ว
ในช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา ต่อให้มีแชมป์ ยูโรปา ลีก ประดับบารมี แต่ โรเมโร่ เป็นหนึ่งในนักเตะที่แฟนบอล สเปอร์ส เบื่อหน่ายมากที่สุด ความดุดันทำให้เขาได้รับเลือกเป็นกัปตันทีม แต่เมื่อความดุดันผสมกับการปล่อยจอย แม้แต่ปลอกแขนก็ปกป้องเขาไม่ได้
โรเมโร่ มักจะเล่นพลาดง่าย ๆ และบ่อยครั้งที่เขาตั้งใจเล่นแรงใส่คู่แข่งจนเกมที่ทีมกำลังสู้ได้ต้องเสียเปรียบเพราะเขาโดนใบแดงไล่ออก ... ช่วงท้ายซีซั่น 2025-26 ถือเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก
สถานการณ์ที่ สเปอร์ส ระส่ำ ทีมเปลี่ยนโค้ชบ่อย และแพ้เป็นว่าเล่นจนอยู่ในพื้นที่หนีตกชั้น แทนที่กัปตันทีมอย่างเขาจะเป็นศูนย์รวมใจ กลับกลายเป็นว่าเขาดันทำตัวไม่เข้าพวก และกลายเป็นปัญหาเสียเอง
นอกจากประเด็น "โง่และไร้หัวคิด" จากสื่อและแฟนบอล โดยเฉพาะในเกมซีซั่นที่แล้วซึ่ง สเปอร์ส แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะเขาเปิดปุ่มใส่ กาเซมิโร่ ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก นอกจากนี้ยังถูกเรียกว่า "สกัดบอลอย่างซื่อบื้อ" ในเกมที่เขายิงเข้าประตูตัวเองในเกมดาร์บี้ลอนดอนเหนือกับ อาร์เซน่อล
"หมอนี่มีศักยภาพดีพอจะเป็นกองหลังระดับโลกแน่นอน ฝีเท้าดีมาก แต่เขาชอบทำอะไรโง่ ๆ และคุมอารมณ์ไม่ได้ นั่นแหละปัญหาที่เขาไปไม่ถึงไหน ... บางทีปัญหาของ ท็อตแน่ม ก็คือกัปตันทีมของพวกเขาเองนี่แหละ" แกรี่ เนวิลล์ อธิบายแบบนั้น

จริงอยู่ที่ความผิดพลาดเป็นของคู่กันกับนักเตะอาชีพ แต่ โรเมโร่ อาการออกเยอะมาก่อนฟางเส้นสุดท้ายของเขากับ ท็อตแน่ม จะขาดลง ในขณะที่สถานการณ์ย่ำแย่ และตัวของเขาเองก็เล่นได้เหมือนเป็นจุดอ่อนของทีม เขาเลือกออกมาด่าบอร์ดบริหารว่า บริหารแบบน่าอับอาย ... ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เขาทั้งให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อและโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียด้วย
แม้ว่าคำวิจารณ์ของ โรเมโร่ จะจี้ใจดำและ "เป็นความจริง" ในมุมที่บอร์ดบริหาร สเปอร์ส มักขี้เหนียวและขุมกำลังไม่สู้ดี แต่ในฐานะที่เขาเป็น "กัปตันทีม" แฟนบอลจำนวนมากมองว่า การเอาปัญหาภายในสโมสรและนโยบายซื้อขายมาโพสต์ประจานลงโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างบรรยากาศเป็นพิษในห้องแต่งตัว และแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้โฟกัสกับการทำหน้าที่ในสนามของตัวเองเลย
พอกระแสตีกลับ โรเมโร่ ก็ปล่อยจอย มีรายงานในช่วงที่ สเปอร์ส หนีตกชั้นในปลายซีซั่นที่แล้วว่า เขาเดินทางกลับอาร์เจนตินา ในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับโปรแกรมนัดสำคัญของสโมสร พอแฟนบอลรู้แบบนั้นก็ฟิวส์ขาด ด่าเขาในโซเชียลมีเดียและต้อนรับเขาด้วยเสียงโห่ทันทีที่เขากลับลำมาดูทีมอยู่ข้างสนามหลังมีข่าวเชิงลบ
การขอโทษและบอกว่าตัวเองยังทุ่มเท ต้องการพาทีมไปสู่ความสำเร็จของกัปตันอย่างเขาไม่มีน้ำหนักพออีกแล้ว ... หลังจบฤดูกาล และไปคว้ารองแชมป์โลกกับ อาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลก 2026 เขาก็ถูกขายให้กับ แอตฯ มาดริด ซึ่งในเกมที่ทีมใหม่ของเขาเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด นี่แหละ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์ "จุดเปลี่ยนของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ"
อาการเดียวกัน ตอนจบเหมือนกัน ?
หลังแพ้ แอตฯ มาดริด ที่ เมโทรโปลิตาโน่ 0-2 ลิซานโดร มาร์ติเนซ ก็ออกมาใส่บอร์ดบริหาร โดยออกชื่อ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการกีฬาของทีมแบบเต็มปากเต็มคำ เนื้อหาไม่แตกต่างกับตอนที่ โรเมโร่ วิจารณ์บอร์ด สเปอร์ส โดยเน้นไปที่ความขี้เหนียวและไม่ทุ่มเทมากพอที่จะทำให้ทีม ๆ นี้ไปอยู่ในจุดที่ถูกต้อง
เขาพูดถูก ... แต่ในมุมมองของนายจ้าง เขาพูดผิดเต็ม ๆ หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน เขาแถลงขอโทษผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งตอนนี้เกราะของ "เดอะ บุทเชอร์" เกือบหลุดออกจากหัวใจแฟน ยูไนเต็ด ไปแล้ว

เขาด่าคนอื่นได้ก็จริง แต่คำถามคือเขาอยู่ในสถานะที่ชี้นิ้วใส่คนอื่นได้หรือ ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้ทำผลงานดีไปกว่าใคร ซ้ำร้ายจะแย่กว่าคู่หูอย่าง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ อดีตแพะรับบาปเบอร์ 1 ของทีมอีกต่างหาก
แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะใครมา 9 เกมติดจนถึงเวลานี้ และเกมล่าสุดกับ เชลซี พวกเขาเกือบกลับมาได้ด้วยการออกสตาร์ทอย่างยอดเยี่ยมใน 45 นาทีแรกแบบ "ขาดแค่ประตู" ทว่าพอครึ่งหลังได้ไม่นาน ลิซานโดร มีส่วนในการปล่อย มอร์แกน โรเจอร์ส ลากบอลเข้าไปยิงประตู 1-0 อย่างง่ายดาย
ตามหลังลูกเดียวยังพอมีหวังในมุมมองของแฟน ๆ แต่หลังจากนั้นเขาเริ่ม "เล่นคนไม่เล่นบอล" เขาเข้าบอลช้าใส่ เปโดร เนโต้ ที่ริมเส้นฝั่งขวาเสียฟาวล์และโดนใบเหลืองแรก ... อีกไม่กี่นาทีต่อมาเขาขึ้นโหม่งโดยที่ไม่มองบอลเลย ก่อนจะสับศอกใส่ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า จนตัวเองโดนใบเหลืองที่สองไล่ออกไป แถมยังเสียจุดโทษนำไปสู่ประตู 2-0 ของ เชลซี ที่บอกกับแฟน ยูไนเต็ด ว่า "สิ้นหวังแล้ว"
บอลแพ้ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่การเล่นแบบชวนให้คิดว่าโยนเกมแบบนี้ ทำให้โฟกัสตกมาอยู่ที่เขาเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขานำไปสู่ความสงสัยมากมาย
"เห็นได้ชัดเลยว่ามีความสิ่งผิดปกติในความคิดของเขา เขาไม่ปกติแล้ว เพราะคุณไม่มีวันเห็นอะไรที่ย่ำแย่แบบนี้จากผู้เล่นระดับแชมป์โลกหรอก" แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตนักเตะ ลิเวอร์พูล อธิบายในรายการ Match of the Day
"สัปดาห์ก่อนเขามีปัญหากับ โดมินิค โซลันกี้ ในเกมกับ ท็อตแน่ม จากนั้นก็มีบทสัมภาษณ์ระบายอารมณ์หรืออะไรก็ตามที่คุณอยากจะเรียก แต่นั่นแหละไม่มีอะไรแย่เท่าเกมนี้แล้ว การทำโง่ ๆ แบบนั้นหลังจากตัวเองเพิ่งโดนใบเหลืองมาไม่กี่นาที ... ชัดไหมล่ะ ?"
"ผมไม่รู้ว่าเขาคิดจะหนีปัญหาหรือเปล่านะ เพราะเขาดูไม่พอใจกับทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับสโมสร แต่ตอนนี้ผมว่าเขาสร้างปัญหาใหญ่ให้ทีม และผมคิดว่าตราบใดที่ คาร์ริค ยังเป็นผู้จัดการทีมหมอนี่คงไม่มีโอกาสได้ลงสนามอีกแล้ว"
การวิจารณ์ทีมและเพื่อนร่วมทีมเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง สมัยที่ รอย คีน เป็นกัปตันทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่หนนี้มันแตกต่างกัน ครั้งนั้น คีน ที่ผ่านยุคทองมานาน ออกมาวิจารณ์ใส่เพื่อนร่วมทีมที่ส่วนใหญ่เข้ามาใหม่และไม่เข้าใจความสำคัญของการได้เล่นให้กับ ยูไนเต็ด จนลุกลามไปถึงแฟนบอลที่ส่วนใหญ่มาดูบอลเหมือนมาเที่ยว ขาดแพชชั่น ราวกับว่ายอมรับมาตรฐานต่ำ ๆ ที่ทีมทำได้
ในฐานะกัปตัน คีน ไม่ควรพูด แต่แฟนบอลในเวลานั้นเข้าใจ เพราะ คีน แค่พูด แต่ภาษากายและฟอร์มในสนามของเขาไม่เคยบอกว่าเขาหมดใจ เขาแค่เหลืออดและพร้อมจุดระเบิดเพื่อความเปลี่ยนแปลง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องปล่อยเขาออกจากทีมเพื่อรักษาบรรยากาศ แต่สถานะของทีมยังคงเป็น "ยอดกัปตัน" ในหัวใจของแฟน ๆ อยู่เสมอ (ในฐานะนักเตะ ไม่ใช่กูรู)
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ลิซานโดร นั้นไม่เหมือน คีน แต่เหมือนกับที่ โรเมโร่ ทำมากกว่า 2 คู่หูอาร์เจนไตน์ ไม่ได้โทษตัวเองเป็นหลัก มีผลงานที่ไม่ดีทั้งแง่วิธีการเล่นและวินัยในสนาม เพราะสิ่งสำคัญของนักเตะอาชีพไม่ใช่การพูดหรือใช้โซเชียลมีเดีย ถ้าพวกเขาคิดว่าตัวเองเก่งจริง หรือทุ่มเทมากกว่าคนอื่น ๆ ในทีม พวกเขาต้องทุ่มเทให้เห็นด้วยตาจากเกมในสนาม
ซึ่งเรื่องนี้ คีน ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว แตกต่างกับทั้งคู่ที่ลำพังตัวเองก็ยังมีปัญหา การพูดและแสดงออกแบบนั้นมีแต่จะสร้างปัญหาเพิ่ม จนทำให้หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่แคร์อะไรอีกต่อไป ต่อให้จะต้องย้ายทีมแล้วยังไงต่อ ? นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดก็ได้ ... การหนีปัญหาจากเรื่องแย่ ๆ ที่ตัวเองมีส่วนสร้างมันขึ้นมามันง่ายกว่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่แฟน ๆ ไม่ได้สนับสนุนพวกเขาอย่างดูดดื่มเหมือนในอดีต

ลิซานโดร และ โรเมโร่ คือนักเตะดีกรีแชมป์โลก มันอาจจะทำให้พวกเขาคิดว่าตัวเองดีเกินไปกว่าที่จะอยู่ท่ามกลางปัญหามากมาย ซึ่งนั่นก็ไม่ผิด แต่ไม่ใช่วิสัยของนักเตะที่จะเป็นขวัญใจแฟนบอลอีกต่อไป
เขาจะตั้งใจทำเพราะหมดใจ หรือเป็นแค่ความผิดพลาดในเกมลูกหนังแบบไม่ตั้งใจมันไม่สำคัญอีกแล้วในตอนนี้ ... เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นมานานเกินไป เช่นเดียวกับการที่พวกเขาไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ และกลับกัน ยิ่งทำให้แฟนบอลที่เคยหนุนหลังเริ่มคิดว่าพวกเขาหมดใจมากขึ้น
จากเคสของ โรเมโร่ เมื่อนำมาเทียบกับ ลิซานโดร ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ควรเป็นการแยกทางที่น่าจะดีต่อทุกฝ่าย ... ถ้าเรื่องราวมันพลิกจากนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์สุด ๆ
ทางเดียวที่เขาจะอยู่ต่อได้ คือเขาต้องตั้งใจเล่นให้ดีและทุ่มทั้งตัวและหัวใจให้แฟน ๆ ได้เห็นและยอมรับในตัวเขาอีกครั้ง ... เว้นเสียแต่ว่าเขาอยากจะจบเรื่องนี้ด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้นเยอะ นั่นคือการเก็บกระเป๋าแล้วย้ายออกไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่อื่นแทน เหมือนที่ โรเมโร่ กำลังทำและมีความสุขกับฟอร์มดี ๆ ที่เขากำลังแสดงให้เห็นกับ แอตฯ มาดริด ในเวลานี้ ... ซึ่งเป็นฟอร์มที่แฟนบอล ท็อตแน่ม ไม่เคยเห็นจากเขาเลยนับตั้งแต่เขาถูกเลือกเป็นผู้นำของทีม
แหล่งอ้างอิง
https://www.allfootballapp.com/articles/5802422-manchester-united-gary-neville-says-club
https://observer.co.uk/news/sport/article/the-rot-goes-beyond-carrick-but-keeping-him-feels-cruel
https://metro.co.uk/2026/11/01/danny-murphy-says-man-utd-star-unlikely-play-michael-carrick-29755698/
https://metro.co.uk/2026/10/26/steven-gerrard-lists-manchester-united-players-not-good-enough-29741130/