
แกรห์ม พ็อตเตอร์ เปลี่ยน ไบรท์ตัน จากทีมที่เล่นฟุตบอลอังกฤษโบราณ มาเล่นฟุตบอลกับเท้าแบบสมัยใหม่
สู่ยุค โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ที่เปลี่ยน ไบรท์ตัน ให้กลายเป็นทีมที่ไม่ใช่แค่เล่นสวย แต่ดุดันขึ้นและพร้อมสร้างเซอร์ไพรส์เสมอ จนหลายคนคิดว่าทีมชุดนั้นน่าจะดีที่สุดแล้วสำหรับสโมสรที่พร้อมปล่อยตัวนักเตะและโค้ชเสมอ หากได้รับข้อเสนอที่ดีพอ
ทว่าในยุค ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ ... ไบรท์ตัน ขยับไปอีกขั้นแล้ว พวกเขาเป็นทีมที่เดือดขึ้นอีก ผลงานดีขึ้นอีก และเอาชนะทีมใหญ่ ๆ ได้บ่อยขึ้นอีก
กุนซือที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกคนนี้ ทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ? ติดตามกับ MAIN STAND
ลุยจริง ๆ แค่ "2 ปี" สู่ ไบรท์ตัน
ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ เป็นลูกครึ่ง สวิส (ฝั่งพ่อ) - เยอรมัน (ฝั่งแม่) ที่เกิดและโตในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายมาอยู่ในแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี พร้อมกับครอบครัวตอนเขาอายุ 12 ปี

การมาที่นี่ทำให้เขาได้เล่นฟุตบอลจริงจัง และทำได้ดีมากเกินระดับเด็กทั่วไป ยืนยันได้จากการที่เขาได้เป็นเด็กฝึกหัดของ บาเยิร์น มิวนิค เล่นให้ทีมหลายรุ่นอายุจนมาถึงช่วงอายุ 17 ปี ที่เขาเป็นกัปตันทีมของ บาเยิร์น ชุดสำรอง โดยมีกองกลางคู่หูร่วมรุ่นอย่าง เอ็มเร่ ชาน
ทว่า เฮือร์เซเลอร์ นั้นกลับไปได้สุดแค่ทีมชุดบี ไม่สามารถขึ้นทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งเขาอายุ 21 ปีก็ถูกปล่อยออกจากสโมสร แม้จะหาสโมสรไปต่อได้อย่าง 1860 มิวนิค และ ฮอฟเฟ่นไฮม์ แต่ เฮือร์เซเลอร์ เริ่มรู้แล้วว่าเขาคงเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไม่ได้ นั่นทำให้เขารู้ตัวไว ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและเดินทางเข้าสู่การเรียนโค้ชตั้งแต่อายุ 23 ปี
วงการฟุตบอลเยอรมันชอบให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ตัวของ เฮือร์เซเลอร์ ถูกเรียกว่า "นิว ยูเลียน นาเกิลส์มันน์" โดยยึดแนวคิดการเล่นตามแบบ DNA ของ บาเยิร์น มิวนิค เป็นหัวใจหลัก ยิ่งเติบโตขึ้นก็ได้โอกาสมากขึ้น และเรียนรู้มากขึ้น จนกระทั่งได้เข้ามาเป็นมือขวาของ ติโม ชูลต์ซ ที่ ซังต์ เพาลี อยู่พักใหญ่ กระทั่ง ชูลต์ซ โดนไล่ออกเมื่อเดือนธันวาคม 2022 ซังต์ เพาลี ก็ตัดสินใจจ้าง เฮือร์เซเลอร์ ในวัย 29 ปีเข้ามาคุมทีมอย่างเต็มตัว
เฮือร์เซเลอร์ ในวัยย่าง 30 ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์สยบเสียงวิจารณ์และล้อเลียนเรื่องอายุได้อย่างรวดเร็ว เขาพา ซังต์ เพาลี ชนะ 10 เกมติดต่อกันในฤดูกาล 2022-23 ก่อนที่ในฤดูกาล 2023-24 จะพา ซังต์ เพาลี เลื่อนชั้นจาก บุนเดสลีกา 2 ขึ้นสู่ บุนเดสลีกา ในฐานะ "แชมเปี้ยน" จากนั้นทีมงานของสโมสรที่เก่งที่สุดทีมหนึ่งในเรื่องของการหาโค้ชอย่าง ไบรท์ตัน ก็เห็นผลงาน และพาตัวเขามาคุมทีมในฤดูกาล 2024-25

ไบรท์ตัน เป็นสโมสรที่มีแนวคิดหลักด้วยการวางโครงสร้างจากหลังบ้าน สร้างฟุตบอลที่เหมาะกับนักเตะหนุ่ม และเป็นวิธีการแบบฟุตบอลสมัยใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งแง่ของผลการแข่งขัน การเรียกคนดู และการทำให้นักเตะของพวกเขามีราคาด้วย
มีคนถาม โทนี่ บลูม เจ้าของสโมสรว่า ทำไมเขาถึงกล้าไว้ใจโค้ชอายุน้อยกับการทำงานใหญ่ระดับพรีเมียร์ลีก เพราะจาก แกรห์ม พ็อตเตอร์ สู่ เด แซร์บี้ จนกระทั่งถึง เฮือร์เซเลอร์ อายุของเฮดโค้ชยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ และ บลูม ก็ตอบกลับตามสไตล์ของเขาว่า
"เราเชื่อมั่นในข้อมูลที่มีในมือ เราวิเคราะห์แคนดิเดตทุกคนอย่างละเอียด เอาวิธีของโค้ชแต่ละคนมาแยกย่อยหา จุดแข็ง-จุดอ่อน อย่างละเอียดเพื่อให้ได้คนที่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการที่สุด และคน ๆ นั้นคือมิสเตอร์ เฮือร์เซเลอร์ นี่แหละ"
คำถามไม่ใช่เรื่องของอายุแล้วในตอนนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไบรท์ตัน เห็นอะไรในตัวของ เฮือร์เซเลอร์ พวกเขาจึงกล้าเสี่ยง อะไรคือ ข้อดี-ข้อเสีย ที่ทีมงานหลังบ้านมองเห็น ... และไม่ว่าพวกเขาจะเห็นอะไร คงต้องยอมรับว่าพวกเขานั้นแม่นจริง ๆ
สมอง การปกครอง และข้อมูล
ไบรท์ตัน ไม่ได้หวังไกลว่า เฮือร์เซเลอร์ จะต้องทำทีมชนะรวด ๆ รัว ๆ ตั้งแต่เปิดตัวเหมือนตอนที่อยู่ ซังต์ เพาลี พวกเขาวางเป้าหมายไว้ว่าทีมจะต้องกลายเป็นทีมระดับ "ท็อป 10" ของพรีเมียร์ลีกอย่างถาวร และมองว่า เฮือร์เซเลอร์ จะทำภารกิจนี้บรรลุเป้าได้ด้วยเหตุผล 3 อย่าง

ข้อแรก เฮือร์เซเลอร์ มีวิธีการเลือก 11 ตัวจริงที่ไม่ได้ยึดติดกับผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง เขาเลือกคนที่เหมาะกับแท็กติกหรือกลยุทธ์ในเกมนั้น ๆ ที่เขาเตรียมไว้เป็นหลัก
ข้อที่สอง คือเขาไม่ใช่คนเรื่องมากสำหรับตลาดซื้อขาย เขาสามารถเข้าใจได้ว่าทีมจะขายซูเปอร์สตาร์ประจำทีมไปเมื่อถึงเวลาอันควร และจะมีคนที่เข้ามาใหม่ที่โนเนมกว่า
ประการสุดท้าย เฮือร์เซเลอร์ เป็นคนใส่ใจมากกว่าเรื่องแท็กติก นั่นคือเขาจะให้ความสำคัญในการคุยกับทีมแพทย์แบบสุด ๆ เพื่อทำให้เกิดผลดีกับนักเตะมากที่สุดก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป
คำพูดของเขาดูเหมือนจะง่าย ๆ แต่ถ้าลองให้นึกตามก็ดูจะเป็นอะไรที่ยากสำหรับโค้ชที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกด้วยวัย 31 ปี ที่ไม่ใช่นักเตะดังมาก่อน ไม่เคยคุมทีมใหญ่ และไม่เคยพาทีมประสบความสำเร็จแบบที่ทุกคนให้การยอมรับ คำถามคือแล้วเขาสอนนักเตะที่อายุมากกว่าตัวเองให้เข้าใจหลักการเหล่านี้ได้อย่างไรต่างหาก
สำหรับนักเตะที่อายุมากกว่าเขา อาทิ เจมส์ มิลเนอร์, แดนนี่ เวลเบ็ค หรือกระทั่งปัจจุบันอย่าง ปาสกาล กรอสส์ และ ลูอิส ดังค์ ... เฮือร์เซเลอร์ เล่าด้วยตัวเองว่า เขาใช้วิธีปกครองนักเตะเหล่านี้แบบ "ผู้นำที่เป็นกันเอง" (ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Friendly Authority) กล่าวคือไม่ใช้ไม้แข็ง ไม่ตะคอกใส่เหมือนกับนักเตะพวกนี้เป็นเด็ก แต่จะเน้นไปที่การโน้มน้าวให้เชื่อด้วยไอเดีย และการแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ตัวเขาที่เป็นเฮดโค้ช ก็ทำงานหนักเพื่อไปให้ถึงจุดที่ต้องการไม่แพ้กับทุก ๆ คน
วิธีเหล่านี้ทำให้เหล่าซีเนียร์ช่วยสร้างแนวทางที่ถูกต้องในแง่ทัศนคติและบรรยากาศในห้องแต่งตัว ... ทีนี้เป็นหน้าที่ของเหล่านักเตะดาวรุ่งหรือตัวโนเนมที่ทีมซื้อมาแบบที่แฟนบอลไม่รู้จักมาก่อน กลุ่มนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะ เฮือร์เซเลอร์ สามารถเปลี่ยนกลุ่มแข้งโนเนมเหล่านี้ให้กลายเป็นกำลังสำคัญที่รับมือกับเกมที่มีความเข้มข้นสูงอย่างพรีเมียร์ลีกได้

เฮือร์เซเลอร์ เล่าต่อว่า ข้อมูล คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาง่ายขึ้น เขาเล่าถึงเบื้องหลังการสรรหาผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมของ ไบรท์ตัน ว่าไม่ได้มาจากข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคาแรกเตอร์ ทัศนคติ และการทำงานร่วมกับทีมงานทุกฝ่ายอย่างสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ... ดังนั้นคนที่จะย้ายมาจะต้องเป็นคนที่คัดมาแล้วว่า พร้อมเล่นฟุตบอลในแบบปรัชญาของเขา เป็นคนที่มีทัศนคติพร้อมเสียสละเพื่อทีม และพัฒนาตัวเองไปในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นไม่ว่าจะผลัดใบกี่ครั้ง พวกเขาก็จะหาตัวแทนที่โดดเด่นขึ้นมาได้เสมอ และเรื่องของซีซั่น 2026-27 ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจากขาย แดนนี่ เวลเบ็ค, คาร์ลอส บาเลบา และ ฌอง พอล ฟาน เฮ็คเก้ ทีมก็มีตัวที่พร้อมเล่นแทนอย่าง ชาร์ลาลัมโปส คอสตูลาส, เชมา อันเดรส และ ลูก้า วุซโควิช ที่แทนทุกตำแหน่งได้อย่างลงตัว ทำให้ทรงบอลของทีมไม่เสีย และได้ความสดเข้ามาแทนจนทีมมีระดับที่สูงขึ้น ... ตอนนี้ใครเจอกับ ไบรท์ตัน ก็ต้องระวังให้มาก พวกเขาไม่ใช่ทีมเล็กอีกแล้ว แต่เป็นทีมระดับกลางค่อนบนที่พร้อมน็อกทีมยักษ์ใหญ่ทุกเมื่อ
แท็กติกที่สร้าง ไบรท์ตัน ชุดที่ดีที่สุด
ในเรื่องของแท็กติกนั้น เฮือร์เซเลอร์ ที่มีพื้นฐาน DNA ในสไตล์ฟุตบอลแบบ บาเยิร์น มิวนิค ได้ดัดแปลงและปรับให้เหมาะกับนักเตะที่มี ด้วยการผสมผสานสไตล์การเล่นฟุตบอลไดเรกต์มากขึ้น เน้นลูกตั้งเตะจากทุกระยะมากขึ้น และการเล่นเกมรับที่ดุดันในแดนบน หรือแม้กระทั่งจังหวะที่ต้องอุดลึกในแดนตัวเอง ซึ่งเขาเล่าว่าวิธีนี้เขาฝึกฝนการใช้มาตั้งแต่ตอนที่ทำทีม ซังต์ เพาลี ในลีกรองของเยอรมันแล้ว

นิยามสไตล์การทำทีมของเขาคือ การเล่นแบบเชิงรุกไม่รอตั้งรับ เพรสซิ่งอย่างดุดัน และเน้นให้ผู้เล่นมีความเข้าใจเกมผ่านหลักการ ไม่ใช่แค่การจำสูตรการเล่นตายตัว
เรื่องนี้ เจมส์ มิลเนอร์ อดีตซีเนียร์ประจำทีมเคยอธิบายเพิ่มว่า ฟุตบอลของ เฮือร์เซเลอร์ เน้นให้คุณนับ 1 จนถึง 10 แต่ไม่จำเป็นจะต้องค่อย ๆ นับทีละตัวจาก 1 ไป 2-3-4-5 เพราะบางสถานการณ์ก็ใช้วิธี "ไปทางตรง" เหล่านั้นไม่ได้ คุณอาจจะต้องใช้ทางลัดบ้าง เหมือนกับคุณอาจนับ 1-5 และกระโดดไปจบที่ 10 เลยอะไรแบบนั้น
จะมีอะไรที่จะอธิบายแท็กติกของทีม ๆ นี้ที่ยอดเยี่ยมได้ดีไปกว่าการถล่มแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 อย่าง อาร์เซน่อล ขาดลอยถึง 3-0 ... ในเกมนี้ ไบรท์ตัน ไม่ได้รอให้ ดาบิด รายา หรือแนวรับของ อาร์เซน่อล ได้ตั้งเกมจากด้านหลังตามถนัด เขาวางแนวรุกให้วิ่งเพรสซิ่ง บีบพื้นที่การเล่นของแนวรับอาร์เซนอลให้แคบลง บังคับให้จ่ายบอลยาก คู่กลางอย่าง เดแคลน ไรซ์ และ บรูโน่ กิมาไรส์ โดนรุมสกรัมตัดบอลอยู่หลายหน
เมื่อ ไบรท์ตัน แย่งบอลคืนมาได้ จะไม่เก็บบอลไว้กับตัวนาน แต่จะโจมตีพื้นที่ว่างด้านหลังแนวรับ อาร์เซน่อล ที่ดันขึ้นสูงทันที และมันเล่นงาน อาร์เซน่อล ได้จริง
ทั้ง 3 ประตูที่ ไบรท์ตัน ยิงได้ ตรงตามตำรากับที่ เฮือร์เซเลอร์ บอกตอนเขารับงานที่นี่เป๊ะ การตัดได้แล้วทำเร็ว นำไปสู่จังหวะการยิงไกลของ กรอสส์ และ คอสตูลาส ส่วนประตูที่ 3 มาจากการเล่นลูกตั้งเตะที่พวกเขาเน้นเป็นพิเศษจากทุกระยะ ก่อนจบด้วยการโหม่งของกลางรับตัวใหม่อย่าง เชม่า

หลังจากสกอร์ขาด เฮือร์เซเลอร์ โชว์ความละเอียดต่ออีกขั้น ด้วยการปรับแท็กติกให้ทีมมีความรัดกุมเล่นแบบอังกฤษโบราณมากขึ้น กล่าวคือการถอยลงไปเล่นเกมรับอย่างมีวินัย ปล่อยให้คู่แข่งครองบอลมากกว่าแต่ไม่สามารถเจาะแนวรับเข้าไปทำประตูได้ ... ความเร็วในการเปลี่ยนจังหวะคือจุดแข็งในเกมรุกของพวกเขาฉันท์ใด สมาธิก็คือจุดแข็งในเกมรับของพวกเขาฉันท์นั้น
ตอนนี้ ไบรท์ตัน ของ เฮือร์เซเลอร์ เต็มไปด้วยนักเตะชื่อไม่คุ้นหูแฟน ๆ ทั้งตอนซีซั่นเริ่มขึ้น ทว่าหลังจากฟุตบอลที่แข็งแกร่งด้วยระบบตั้งแต่หลังบ้านจนถึงวิธีเล่นในสนาม พวกเขากำลังทำให้นักเตะทั้ง 11 คนในสนามตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเล่นร่วมกัน นี่คือทีมที่แข็งแกร่ง พร้อมชนะทุกทีมในลีก ๆ นี้อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง
https://www.fcstpauli.com/en/news/published/fc-st-pauli-name-fabian-hurzeler-head-coach/
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/st-pauli-secure-promotion-from-second-tier-hurzeler-irvine-osnabruck-win-27221
https://analyticsfc.co.uk/blog/2023/11/10/st-paulis-year-of-hurzeler-now-also-playing-the-best-football-in-the-2-bundesliga/
https://www.wearebrighton.com/newsopinion/fabian-hurzeler-ticks-every-box-for-a-brighton-manager/
https://www.goal.com/en/lists/fabian-hurzeler-coaching-wonderkid-new-nagelsmann-brighton-manager/
https://www.youtube.com/watch?v=l1JzIapnGN0
https://www.youtube.com/watch?v=So5RvE-NybM