Feature

จุดเปลี่ยนของ Third Kit : ทำไมเดี๋ยวนี้ เสื้อฟุตบอลชุดที่ 3 เน้น ฉีก เท่ สวย เป็นพิเศษ | Main Stand

"เลิกใส่เสื้อทีมฟุตบอลไปเดินห้าง เพราะเป็นเรื่องไร้รสนิยม" ... สมัยก่อน ประโยคนี้โด่งดังมากในโซเชียลมีเดีย แม้จะไม่รู้ว่ามีที่มาแบบ 100% จากไหน แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าในมุมมองของคนบางกลุ่ม "เสื้อฟุตบอล" นั้นเป็นความสวยแบบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับคนส่วนใหญ่ 

 

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ สโมสรชั้นนำของโลกได้เดินหน้าปฏิวัติเรื่องนี้ และจะทำให้เรื่องฟุตบอลกับแฟชั่นเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ 

พวกเขายอมทิ้งอัตลักษณ์ของสโมสรบางส่วนออกไป ยอมใช้คู่สีที่ไม่คุ้นเคยแบบที่ไม่เคยทำ ... คำถามคือ การฉีกครั้งนี้มีอะไรเดิมพัน พวกเขาจึงกล้าทำขนาดนั้น ? 

ติดตามกับ MAIN STAND 

 

ชุดที่ 3 “สมัยอ้าย” 

เสื้อฟุตบอลชุดที่ 3 หรือ Third Kit ถือเป็นของที่แต่ละสโมสรเริ่มมาเน้นกันหลังช่วงยุค 1990s เป็นต้นมา ... และถ้าคุณจะถามว่า ก่อนหน้านี้ทำไมมี หรือเป็นที่นิยม ก็ตอบได้คำเดียวเลยว่า "เงินล้วน ๆ"  

เดิมทีแต่ละทีมจะมีเสื้อแข่งขันแค่ เหย้า-เยือน เท่านั้น ชุดเหย้าเน้นใช้สีหลักของสโมสรยืนพื้น ส่วนเสื้อเยือนก็ใช้การสลับคู่สีให้แตกต่างออกไป ฉีกเฉดสีออกจากชุดเหย้าให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการใส่เสื้อเหมือนกัน ซึ่งชุดเหย้าและเยือนจะถูกวางขายอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากชุดเยือน 3 ที่มักจะเป็นเสื้อแบ็กอัพ หรือเผื่อเอาไว้ในกรณีที่ เสื้อเหย้า-เยือน ของทั้ง 2 ทีมที่เจอกัน ดันสีคล้ายกันจนสร้างความสับสนในสนามแข่ง จะเรียกว่าเป็น "เสื้อสำรองของเสื้อสำรอง" ก็คงไม่เกินเลยไปนัก 

สื่ออย่าง ESPN ระบุว่านี่แหละคือจุดเปลี่ยน เพราะในช่วงหลังยุค 1990s เป็นต้นมา เทคโนโลยีการผลิตเสื้อก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว การพิมพ์ลวดลายแบบใหม่ทำให้ผู้ผลิตสามารถใส่กราฟิกที่ซับซ้อนลงบนเนื้อผ้าได้มากกว่าเดิม แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้การถักทอด้วยแรงมนุษย์ จึงทำให้จำนวนการผลิตมีน้อยมาก และหายากตามกาลเวลา

และด้วยความที่เดิมที เสื้อชุดที่ 3 เป็นเสื้อเฉพาะ ที่มีเพื่อจะเอามาใส่นาน ๆ ครั้งเท่านั้น มันทำให้กระตุ้นความอยากของแฟนบอลที่อยากจะได้ของหายากมาใส่ มันเป็นธรรมดาของนักสะสม หรือคนที่ชอบอะไรมาก ๆ กล่าวคือเมื่อถึงจุดหนึ่ง คุณจะอยากได้ของที่คนอื่นไม่มี ของที่หายากทำให้คุณแตกต่าง และทำให้คนอื่นมองว่าคุณเป็น "สายลึก" ตัวจริงเสียงจริง ... แล้วใครล่ะจะไม่อยากถูกคนวงการเดียวกันพูดว่า "อย่างสุดครับจารย์" ?

นี่แหละที่ทำให้เสื้อชุดที่ 3 เริ่มเป็นที่นิยมและสโมสรแนวหน้าเริ่มทำมาขายในยุค 1990s เป็นต้นมา ในช่วงเวลาดังกล่าวมีชุดดัง ๆ ในหมู่นักสะสมมากมาย เช่น แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดสีเขียว-เหลือง ช่วงปี 1992-1994 จากแบรนด์ Umbro ซึ่งได้แนวคิดมาจากสีของสโมสรครั้งที่ยังใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีธ ในยุคก่อตั้ง 

ข้ามไปดูชุดเยือน ยังมี บาร์เซโลน่า ช่วงปี 1995-1997 ที่ใช้สีเขียวอมฟ้า พิมพ์ลายกราฟิกบล็อกสีส้ม จากแบรนด์ Kappa ที่ถูกจดจำจากการมี โรนัลโด้ R9 ใส่ยิงถล่มประตูเป็นว่าเล่นในฤดูกาล 1996-97 หรือจะ อาร์เซน่อล ช่วงปี 1991-1993 ที่เน้นสีเหลืองแบบ Bruised Banana (กล้วยเน่า) คู่กับลายกราฟิกสีดำกับสีเขียวเข้ม จากแบรนด์ adidas ที่ถือเป็นชุดไอคอนิกที่ทรงอิทธิพลต่อแนวคิดการออกแบบชุดที่ 3 ในยุคต่อมาอย่างมหาศาล  

ชุดที่ 3 กลายเป็นที่นิยมหลังจากนั้น เมื่อมีคนถามหามาก ๆ เข้า สโมสรต่าง ๆ จึงเห็นโอกาสและได้เปลี่ยนแปลงชุดนี้ด้วยแนวคิดแบบใหม่ที่ฉีกไปจากเดิม จากเสื้อแก้ขัด กลายเป็นพื้นที่อิสระที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อที่โตขึ้นเรื่อย ๆ  มันเปลี่ยนแนวคิดเดิม ๆ จาก "เราต้องมีเสื้อสำรองไว้เผื่อสีชน" กลายเป็นคำนิยามใหม่ว่า "ในเมื่อเรามีเสื้ออีกหนึ่งตัว ทำไมเราไม่ทำให้มันขายได้ด้วย ?" 

 

จากชุดแก้ขัด กลายเป็นชุดทำเงิน 

เสื้อเหย้าคือตัวแทนประวัติศาสตร์และศรัทธา คุณคงไม่สามารถเปลี่ยนชุดเหย้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้เป็นสีฟ้า หรือเปลี่ยนชุดเหย้าของ เชลซี ให้เป็นสีชมพูได้อย่างแน่นอน 100% นั่นเท่ากับว่าเสื้อเหย้านั้นแทบจะเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ส่วนเสื้อเยือนนั้นก็ถูกผลิตขึ้นมาเผื่อผูกติดกับสีสันดั้งเดิมที่แฟน ๆ คุ้นเคย เช่น เอซี มิลาน ที่ต้องมีชุดเยือนสีขาวเสมอ ... เหตุผลเหล่านี้ทำให้สโมสรไม่สามารถใส่จินตนาการแบบสุดโต่งลงไปได้ 

ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่เดียวที่เหลืออยู่ นั่นคือชุดที่ 3 ที่สามารถให้อิสระกับนักออกแบบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงหลังยุค 2000s เป็นต้นมาที่ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับกรอบเดิม ๆ อีกแล้ว คุณสามารถทดลองเรื่องคู่สีแปลก ๆ ไปจนถึงลองใช้วัสดุ หรือลวดลายใหม่ ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อให้มันเด่นพอที่จะขายได้ ฉีกจากขนบเดิม ๆ ไปเลยได้ยิ่งดี

เราจึงได้เห็นเสื้อชุดที่ 3 ในระยะหลังเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ทั้งการใช้โทนสีพาสเทล สีสะท้อนแสง ลวดลายกราฟิกแนวสตรีทอาร์ต หรือแม้กระทั่งการดึงเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นและแฟชั่นมาผสมผสาน สิ่งสำคัญคือความแหวกนี้แหละที่ทุกคนรอคอย และมันขายได้จริง สร้างรายรับมหาศาลให้กับสโมสรแบบที่ทุกทีมมองข้ามชุดที่ 3 ไม่ได้อีกต่อไป แถมบางสโมสรคิดไกลกว่าเดิม เพิ่มชุดที่ 4 ขึ้นมาให้เสียเงินเพิ่มอีก

นีล เฮิร์ด นักออกแบบของ Meyba ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเสื้อฟุตบอลมานาน มองว่าเสื้อฟุตบอลกับแฟชั่นกำลังหลอมรวมกันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงยุค 2000s เป็นต้นมา นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ลายเสื้อแบบที่มีกราฟิกจัดจ้านจึงเป็นที่นิยมมากเพราะมีความเป็นแฟชั่นสูงกว่าเสื้อเรียบ ๆ แบบชุดเหย้า 

Circular Economy ประเมินว่า ตลาดฟุตบอลสปอร์ตแวร์ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033

ตัวเลขนี้กำลังบอกคุณว่า เสื้อฟุตบอลไม่ได้เป็นเรื่องของแฟนบอลอีกต่อไป ถ้าหากคุณทำให้มันดูเท่ ดูเป็นแฟชั่นได้ ต่อให้คนที่ไม่ดูบอลจริงจัง ก็อยากจะได้เสื้อเหล่านั้นมาไว้ครอบครองอยู่ดี 

 

เสื้อบอล…เพื่อทุกคน 

ผ่านมาถึงทุกวันนี้ เห็นได้ชัดว่าเสื้อฟุตบอลหนีความเป็นแฟชั่นไม่ได้แล้ว ทุกสโมสรต้องคำนึงถึงความเท่ให้มาก ๆ เข้าไว้โดยเฉพาะชุดที่ 3 

ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย แต่มันเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงของคนซื้อนี่แหละ ในอดีตนั้นแฟนบอลเชียร์ทีมไหนก็จะซื้อเสื้อทีมนั้นมาใส่ แต่ทุกวันนี้ตลาดมันใหญ่กว่านั้นไปแล้ว ใครที่ไม่ขยับตัวตามเทรนด์ก็จะเสียผลประโยชน์มหาศาลไปแน่นอน 

British GQ อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เสื้อฟุตบอลเดินทางออกจากสนามไปอยู่บน Instagram บนตัวคนดัง บนรันเวย์แฟชั่น และในโลกของ Streetwear มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เทรนด์อย่างกระแสความนิยมยุค 1990s ยิ่งทำให้เสื้อฟุตบอลกลายเป็นแฟชั่นไอเทมสำหรับคนที่อาจไม่ได้สนใจฟุตบอลด้วยซ้ำ

คนไม่ได้ซื้อเสื้อเพราะเชียร์ทีมนั้นอีกแล้ว แต่ซื้อเพราะคู่สีสวย กราฟิกงาม มีความเป็นลิมิเต็ดอิดิชัน หรือแม้กระทั่งซื้อเพราะเป็นงานคอลแลบกับแบรนด์แฟชั่นของคนดังในวงการอื่น ๆ เป็นต้น

แฟนบอลกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเสื้อมาเพื่อแขวนและรักษาไว้เพื่อทำกำไรในอนาคต แต่พวกเขาจะหยิบมาใส่ และแต่งตัวให้เข้ากับกางเกงตัวเก่งและรองเท้าคู่โปรดเพื่อแสดงรสนิยมของตัวเอง

แบรนด์ใหญ่ในตลาดทุกแบรนด์ ณ เวลานี้จึงเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบเสื้อชุดที่ 3 แบบใหม่ และเริ่มจากคำถามว่า "เราจะเล่าเรื่องอะไรผ่านเสื้อตัวนี้" เช่นการเล่าเรื่องผ่านเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ดนตรี ศิลปะ หรือกลุ่มแฟนบอลด้วย

ดิเอโก้ มอสโคโซนี่ ดีไซเนอร์ที่ทำงานกับสโมสร เวเนเซีย ในอิตาลี ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเสื้อฟุตบอลแนวแฟชั่นในยุคนี้มากที่สุด อธิบายว่าเขาพยายามทำเสื้อฟุตบอลให้เหมือนกับโปสเตอร์หนัง เปรียบกับสโมสรคือหนังเรื่องหนึ่ง ส่วนเมืองที่ตั้งคือโลกที่เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น 

นั่นกลายเป็นว่าชุดที่ 3 ทุกวันนี้ไม่ใช่ชุดสำรองของสำรองอีกต่อไป ตอนนี้แฟนบอลกระจายไปทั่วโลก โซเชียลมีเดียสามารถทำให้เสื้อตัวหนึ่งกลายเป็นภาพไวรัลได้ในไม่กี่นาที และบางครั้งกล้าที่จะทำให้แฟนบอลตั้งคำถามว่า "นี่มันเสื้อฟุตบอล หรือเสื้อแฟชั่นกันแน่ ?"

ชุดที่ 3 กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ฟุตบอลกับแฟชั่นไม่ได้เป็นสองโลกที่แยกจากกัน และเสื้อชุดที่ 3 ซึ่งครั้งหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสีบนสนาม กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจฟุตบอลยุคใหม่ 

นี่แหละ คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริงของ Third Kit

 

แหล่งอ้างอิง

s://us.fashionnetwork.com/news/The-return-of-the-trefoil-how-adidas-is-turning-the-football-shirt-into-a-new-fashion-icon,1856922.html
https://blog.jdsports.co.uk/how-to-style-this-seasons-third-kits/
https://styleofplay.substack.com/p/are-third-kits-the-free-hit-of-football
https://www.nike.com/gb/a/football-third-kits-release
https://www.espn.com/espn/feature/story/_/id/41707514/how-clubs-got-their-colors-soccer-historic-iconic-jerseys-football-shirts
https://documents.uefa.com/api/khub/documents/HhbeIh0j9VUiKaWapKrGHQ/content

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand