
แปลกไหมที่นักเตะบางคนตอนเป็นดาวรุ่งโดนดูถูกดูแคลนสารพัด แต่เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงวัยเข้าใกล้การแขวนสตั๊ด ความชื่นชมมากมายกลับเกิดขึ้นกับพวกเขา แม้แต่ทีมยักษ์ใหญ่ที่ไม่เคยชายตามอง ก็ยังต้องมาตามล่าตัว
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ในวัย 36 ปี และ แดนนี่ เวลเบ็ค ในวัย 35 ปี คือตัวอย่างที่น่าสนใจของเรื่องนี้ และเราจะหาคำตอบไปพร้อมกัน กับ MAIN STAND
ราคาของการได้เล่นทีมใหญ่ตั้งแต่เด็ก
นักเตะส่วนใหญ่ที่เรารู้จักมักเติบโตมาในรูปแบบของการไต่ระดับขึ้นมาจากทีมเล็ก ๆ ขึ้นมาสู่ทีมใหญ่ ไปจนถึงทีมระดับท็อปเทียร์ แต่ในรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ แดนนี่ เวลเบ็ค นั้น... จะรวมเป็นนักเตะกลุ่มนี้ก็ไม่เชิง เพราะพวกเขาได้รับการจับตามอง และอาจใช้คำว่าจับผิดได้ ตั้งแต่ที่พวกเขายังอยู่ในวัยทีนเลยด้วยซ้ำ
ในโลกของฟุตบอลระดับท็อปไม่มีที่สำหรับความใจเสาะ ไม่ว่าคุณจะหนุ่มหรือแก่ คุณย่อมต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยมาตรฐานที่สูงลิบตามระดับของตัวเอง
เวลเบ็ค อาจจะเหมาะกับประโยคในข้างต้น เด็กหนุ่มชาวแมนคูเนี่ยนอยู่กับทีมเยาวชนของ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ทำผลงานในชุดเยาวชนได้ดีมาทุกระดับ และนั่นทำให้เขาขึ้นมาอยู่ท่ามกลางความคาดหวังว่าเขาจะเป็นกองหน้าความหวังใหม่แห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ขณะ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน นั้นแตกต่างกัน เขาเติบโตมากับซันเดอร์แลนด์ และผ่านเกมทั้งระดับแชมเปี้ยนชิพ และพรีเมียร์ลีก มากว่า 70 นัด ก่อนที่จะได้โอกาสสำคัญย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยราคาถึง 20 ล้านปอนด์ เท่ากับอายุของเขาพอดี
แม้จะแตกต่างที่มา แต่พวกเขาทั้งคู่รู้ดีถึงราคาที่ต้องจ่ายของการได้เล่นให้ทีมใหญ่ที่นักเตะเกือบทั้งโลกอยากจะได้รับโอกาสแบบนี้บ้าง ทั้งคู่จึงออกสตาร์ทกับทีมชุดใหญ่ด้วยทัศนคติที่ดีเหมือนกัน นั่นคือการพยายามทุ่มเทเพื่อโอกาสของตัวเอง ใส่ใจทั้งเรื่องในและนอกสนาม เพื่อจะเป็นนักเตะที่ดีขึ้น
เฮนเดอร์สัน และ เวลเบ็ค พยายามแค่ไหนน่ะเหรอ ? เอาเป็นว่าคนที่พวกเขาเคยร่วมงานกับพวกเขาตอนหนุ่ม ๆ ชมกันไม่ขาดปาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชอบเวลเบ็คตั้งแต่เห็นฟอร์มครั้งแรกตอนอายุ 16 ปี และบอกว่า
"เขาได้โอกาสด้วยเหตุผลก็เพราะเขาคือเด็กที่มีทัศนคติที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเตะทุกคนควรมี เขาพยายามอยู่ห่างการเป็นข่าวหน้าหนึ่งเสมอ โฟกัสแต่เรื่องฟุตบอลของตัวเองเท่านั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมรักนักเตะประเภทนี้" เฟอร์กี้ ว่าไว้
ขณะที่ เฮนเดอร์สัน ก็มีตำนานกุนซือชาวสกอตติชอย่าง เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช คอยดูแลเช่นกัน "คิง เคนนี่" บอกว่า เฮนเดอร์สัน มีทุกอย่างที่จะทำให้เขาเป็นกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล ในอนาคต และยังเคยใช้คำว่า "จะเป็นตัวแทนของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้" ขนาดนั้นเลยทีเดียว

ทว่าบางครั้งความพยายามมันก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ว่าคุณจะเป็นฝ่ายประสบความสำเร็จเสมอไป ... ทั้ง เวลเบ็ค และ เฮนเดอร์สัน นั้น ไม่ใช่เล่นไม่ได้เรื่องได้ราวขนาดนั้น แต่มาตรวัดของทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล มันสูงมาก มากเสียจนทำให้ความผิดพลาดของพวกเขาถูกเอามาล้อเลียนเป็นเรื่องตลกราวกับว่าพวกเขาจะเอาดีกับชีวิตค้าแข้งไม่ได้
หากคุณเป็นแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้นคุณน่าจะจำได้ว่า เวลเบ็ค ในตอนนั้นถูกวิจารณ์อย่างไร เขาถูกเรียกว่า "มหาเทพ(ในเชิงลบ)" จากจังหวะที่ควรจะเล่นง่าย ๆ ยิงประตูง่าย ๆ แต่ก็พลาดง่าย ๆ ... และตอนที่มีข่าวว่า อาร์เซน่อล จะซื้อตัวเขา เสียงสวดไล่ดังกว่าอยากให้ทีมพยายามรั้งเขาไว้ จนเกิดวลี "แถมข้าวสารอีก 2 กระสอบ"
ขณะที่ เฮนเดอร์สัน เองก็มีฉายาว่า "อาแปะ" จากการทำได้แค่แปะบอลไปแปะบอลมา แม้แต่จะหาตำแหน่งที่ถนัดที่สุดก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าคือตำแหน่งไหน เดี๋ยวเป็นปีกขวา เดี๋ยวเป็นเบอร์ 6 เดี๋ยวเป็นเบอร์ 8 ซึ่งผลลัพธ์เหมือนกันคือ เป็นนักเตะที่แฟนบอลหงส์แดงบอกว่าไม่ดีพอ
ความผิดพลาดในสนามของทั้งคู่เกิดขึ้นบ่อยจนถึงขั้นแฟนบอลเลิกซีเรียสและมองเป็นเรื่องตลกไปแล้ว ... นี่แหละความจริงของโลกฟุตบอล มันโหดร้ายแบบนั้นเสมอ คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าพวกเขาอีกแล้ว
มีปากก็ปล่อยให้พูดไป น้ำลายได้มาฟรี
แม้คลื่นมหาชนจะซัดเข้าใส่ แต่การเริ่มต้นด้วยทัศนคติที่ดีถือเป็นเสาหลักที่ค้ำยันอาชีพของทั้งคู่เอาไว้ได้อย่างแท้จริง เมื่อเส้นทางในทีมใหญ่เริ่มตีบตันและเสียงวิจารณ์โหมกระหน่ำ ทั้งคู่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงด้วยแนวทางที่แตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ "การไม่ยอมแพ้"
แดนนี่ เวลเบ็ค ที่ออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด แม้จะได้ไปเล่นกับ อาร์เซน่อล เป็นทีมต่อไปก็ยังไม่ดีขึ้นในแง่ของผลลัพธ์ ... อย่างที่บอก เขาไม่ได้แย่นัก แต่ก็ไม่ดีพอ ดังนั้นเขาเลือกจะกินเงินเดือนสูง ๆ สบาย ๆ ต่อไปกับทีมใหญ่ก็ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นเขาก็จะสลัดภาพตัวตลกไม่ได้เช่นกัน ต่อให้ยอดกุนซืออย่าง เฟอร์กี้ และ อาร์แซน เวนเกอร์ จะชื่นชมเขาแค่ไหนก็ตาม

สำหรับ เวลเบ็ค ความสบายไม่ใช่ที่ตั้ง และการถูกมองว่าเป็นลูกหาบในขณะที่เขาเชื่อว่าตัวเองทำได้มากกว่านั้น มันคือสิ่งที่ทำให้เขาเลือกย้ายทีมมาอยู่กับ ไบรท์ตัน
"สิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกก็คือ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนั้น จงอย่าดูถูกตัวเองมากเกินไป ผมขยันซ้อมทุกวัน ทุ่มเทเต็มที่ตลอด ต่อให้สถานการณ์จะเป็นแบบนั้น นั่นแหละคือตัวตนของผม"
"ผมมาที่นี่และผมท่องจำขึ้นใจ คุณคิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหน จงจำเอาไว้ว่ายังมีช่องว่างให้ได้เติมเต็มด้วยพัฒนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดเสมอ ... สิ่งต่าง ๆ จะไม่มาหาคุณง่ายดายเหมือนกับดีดนิ้ว แต่คุณต้องค่อย ๆ ทำมันทีละขั้น ทีละตอน และทำงานหนักจริง ๆ เพื่อให้ได้มันมา" เวลเบ็ค ว่าแบบนั้น
เวลเบ็ค ในวัย 30 กว่า ๆ ย้อนมองอาชีพของตัวเองในอดีต ก่อนที่เขาจะย้ายมาเป็นสมาชิกของ ไบรท์ตัน ทีมระดับกลางค่อนล่าง ณ เวลานั้น ก่อนจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญทั้งในสนามและห้องแต่งตัว ... จนไบรท์ตันในตอนนี้เป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่วนแฟนบอลที่นั่นก็รักเขาโดยไร้ข้อแม้ รักเขาในฐานะราชา ไม่มีคำว่าตัวตลกอีกต่อไป

ขณะที่ เฮนเดอร์สัน เคยถูก ลิเวอร์พูล เอาชื่อขึ้นบนบัญชีซื้อขายมาแล้ว และเกือบจะได้ย้ายไปอยู่กับ ฟูแล่ม แต่สุดท้าย เฮนเดอร์สัน ไม่ยอมย้าย เลือกจะอยู่กับทีมต่อไป และบอกว่าจะขอสู้ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองดีพอที่จะเป็น 11 ตัวจริง
เฮนโด้ ก็แค่เด็กหนุ่มที่ยังไม่เจอคนที่มีคู่มือพร้อมใช้งานเขา จนกระทั่งการเข้ามาของ เบรนดรัน ร็อดเจอร์ส เขาก็เริ่มเจอบทบาทที่ดีที่สุดในฐานะมิดฟิลด์เบอร์ 8 ... ในวันที่ เจอร์ราร์ด ไม่เร็วและแข็งแรงพอจะวิ่งขึ้นวิ่งลงเหมือนตอนหนุ่ม ๆ เฮนเดอร์สัน ก็ก้าวขึ้นมาเป็นคน ๆ นั้น ได้จริง ๆ
ในวันที่เจอร์ราร์ด ย้ายออกไป... มีแต่ผู้คนบอกว่า ลิเวอร์พูล จะต้องคิดถึงเขาและไม่มีทางที่จะหาคนเข้ามาอุดช่องโหว่ที่ "สตีวี่ จี" ทิ้งไว้ได้ แต่เหลือเชื่อจริง ๆ ที่ เฮนเดอร์สัน ทำให้การลืมเจอร์ราร์ดและมูฟออนกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากจนเกินไปนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอกับคนที่ใช้งานเขาได้ดีที่สุดอย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์
"นักเตะอย่าง เฮนเดอร์สัน เป็นนักเตะที่ทุกทีมบนโลกอยากจะมี แต่คุณจะไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาสำคัญ จนกระทั่งวันที่เขาไม่ได้อยู่ในสนาม" คำพูดของ คล็อปป์ ถึง เฮนเดอร์สัน ชัดเจนอย่างที่สุด เขากลายเป็นกัปตันทีมของหงส์แดงในยุคที่ประสบความสำเร็จ และก้าวขึ้นมาเป็นฮีโร่ที่แฟนบอลไม่มีวันลืมได้ในเวลาต่อมา
อาวุธสำคัญในยามโรยรา
วันเวลาผ่านไป ความเร่งรีบของวัยหนุ่มถูกแทนที่ด้วยความเก๋าเกม แม้ว่าในยามที่อายุเข้าสู่เลขสามและสภาพร่างกายอาจไม่ได้รวดเร็วเท่าเดิม แต่สิ่งที่ เวลเบ็ค และ เฮนเดอร์สัน ได้รับกลับมาคือ "ประสบการณ์อันล้ำค่า" ทั้งในและนอกสนาม
พวกเขาเปลี่ยนบทบาทจากนักเตะที่เคยถูกตั้งคำถาม ให้กลายเป็นอาวุธลับและเสาหลักที่ทุกสโมสรต่างต้องการตัวในยามที่ทีมต้องการความนิ่ง ความครบเครื่อง ทั้งวินัยการเล่นระดับสูง ความสามารถที่ไว้ใจได้ ทัศนคติแบบมืออาชีพ และความเป็นผู้นำที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในตลาดนักเตะยุคปัจจุบัน

นักเตะอย่าง คาโอรุ มิโตะมะ หรือ จอร์จินิโอ รุตแตร์ คือกลุ่มนักเตะหนุ่มทีมซี้ปึ้กกับ เวลเบ็ค และให้ความชื่นชมชายผู้เคยเป็นตัวตลกเมื่อ 10 ปีก่อนอด้วยความเคารพจากใจจริง ว่ากันว่านอกจาก เวลเบ็ค จะทำงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีเวลา เขาจะคอยไปช่วยงานคนอื่นด้วย
ซึ่งในที่นี้คือการแนะนำเรื่องราวทั้งในและนอกสนามให้กับนักเตะดาวรุ่งในทีม หรือผู้เล่นจากต่างแดนที่ย้ายเข้ามาใหม่ ... เขารู้ว่าช่วงหาตัวตนของตัวเองให้เจอนั้นยาก แต่ทุกคนต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเองให้เจอ จากนั้นโลกของคุณจะเปลี่ยนไป
"คำเดียวที่จำกัดความของ แดนนี่ เวลเบ็ค ในเวลานี้ก็คือ Cools (โคตรเจ๋ง) กองหน้าทุกคนล้วนตัดสินกันด้วยการยิงประตู แต่ทุกคนในทีมชุดนี้ไม่มีใครสงสัยในคุณภาพของ แดนนี่ เลยแม้แต่คนเดียว นี่คือคนสำคัญของเรา ... และผมกล้าพูดว่า เขาคือคุณครูที่ดีที่สุดในสนามของนักเตะหนุ่มทุกคนของเรา" ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ กุนซือของ ไบรท์ตัน สรุปความถึง เวลเบ็ค ได้อย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจน
ขณะที่ เฮนเดอร์สัน นั้นก็ไม่ต่างกัน เขาประสบความสำเร็จมากกว่าเวลเบ็คในแง่ของภาพรวม แต่เป็นคนที่รักษามาตรฐานของตัวเองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เป็นคนสำคัญของทีม ๆ นั้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่ อาแจ็กซ์ และสโมสรปัจจุบันของเขาอย่าง เบรนท์ฟอร์ด ... และแม้แต่ทีมชาติอังกฤษ ชุดฟุตบอลโลก 2026 ก็ยังต้องการนักเตะแบบเขา ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีกองกลางชั้นดีรุ่นใหม่ขึ้นมามากมาย
"การมองแค่เพียงอายุของเฮนเดอร์สัน หรือแม้แต่ศักยภาพสูงสุดของเขา เมื่อเทียบกับคู่แข่งคนอื่น ๆ รอบข้าง แล้วบอกว่าการเลือกเขาเข้ามาเป็นความผิดพลาด เป็นความคิดที่ง่ายเกินไป ประสบการณ์มากมายและความเคารพจากนักเตะคนอื่น ๆ ที่เขามี สามารถสร้างความแตกต่างในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้ เมื่อมีเขาอยู่ ทุกคนในห้องแต่งตัวรู้ดีถึงความแตกต่างนี้" สตีเฟ่น วอร์น็อค อดีตนักเตะลิเวอร์พูล ช่วยสรุปความจริงข้อนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

เวลเบ็ค อายุ 35 ปี กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ เชลซี ขณะที่ เฮนเดอร์สัน ก็กำลังแสดงให้เห็นว่า ทำไมในวัย 36 ปี ชาบี อลอนโซ่ จึงอยากได้เขามาเติมเต็มส่วนที่ขาดในทีมคนหนุ่ม ... พวกเขาทั้งคู่มีสิ่งที่นักเตะทั้งทีมเชลซีชุดนี้ไม่มี นั่นคือการผ่านช่วงเวลาที่แย่ที่สุด และรู้ว่าคุณจะก้าวผ่านเรื่องพวกนั้นได้อย่างไร... ชุดความรู้นี้สำคัญจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคนี้ ที่นักเตะโดนตัดสินจากคำวิจารณ์อย่างง่ายดาย
บทพิสูจน์นี้สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของนักฟุตบอลไม่ได้วัดกันที่เสียงวิจารณ์ในวันที่คุณยังเป็นดาวรุ่ง แต่วัดกันที่ร่องรอยประสบการณ์ที่คุณเก็บเกี่ยวและความแข็งแกร่งที่สั่งสมมา จนกระทั่งในวันที่โรยรา พวกเขากลับกลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ทุกทีมต่างรุมแย่งชิงไปร่วมทัพ ... บางครั้งการล้มและเรียนรู้ ก็เป็นข้อดีที่ปรากฏในตอนท้าย ดังเช่นสิ่งที่ เวลเบ็ค และ เฮนเดอร์สัน กำลังเป็นในตอนนี้
แหล่งอ้างอิง :
https://www.fourfourtwo.com/features/kop-flop-liverpool-leader-how-henderson-became-gerrards-ready-made-successor-anfield
https://www.fourfourtwo.com/features/liverpool-why-english-midfield-stereotype-dead-jordan-henderson-proves
https://www.fourfourtwo.com/person/player/jordan-henderson-has-something-to-offer-for-england-whether-they-can-take-advantage-of-it-could-shape-their-world-cup
https://www.nytimes.com/athletic/6083563/2025/02/26/danny-welbeck-brighton-goals/
https://www.thetimes.com/article/danny-welbeck-interview-brighton-d7jr2l0cs
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/danny-welbeck-insists-manchester-united-4659331