Feature

จับแชมป์โลกมาเล่นลิง : วัฒนธรรมเล่นบอลเป็นกลุ่มของคนสเปน เกิดขึ้นได้ยังไง ? | Main Stand

ฝรั่งเศส เล่นเกมรุกที่ฉูดฉาดไม่มีใครหยุดอยู่ตลอดฟุตบอลโลก 2026 ราวกับพวกเขาจะเป็นแชมป์โลกในความคิดของใครหลาย ๆ คน

 


แต่แล้ว สเปนได้โชว์ให้เห็นถึงระบบทีมที่แข็งแกร่ง และทักษะการเล่นฟุตบอลร่วมกันจนสามารถปราบเต็งแชมป์อย่างทัพตราไก่จนหาบอลไม่เจอ 

นี่คือเกมที่กูรูทั้งโลกคาดไม่ถึงไม่ว่าสเปนจะเหนือชั้นและมีวิธีชนะฝรั่งเศสได้เด็ดขาดขนาดนี้ 

และประวัติศาสตร์กำลังจะบอกคุณว่าทำไมชาวสเปนจึงเล่นฟุตบอลแนว "เล่นร่วมกัน" ได้เก่งกาจขนาดนี้ ?  ติดตามที่ MAIN STAND 

 

รากของฟุตบอล 

ปรัชญาฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของกลยุทธ์เท่านั้น แต่มันได้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ ค่านิยม และชีวิตประจำวันของชาตินั้น ๆ อีกด้วย

สำหรับสเปน ในฟุตบอลโลก 2026 โดยเฉพาะนัดล่าสุดเป็นอีกครั้งที่พวกเขาแสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความสง่างามด้วยวิธีการเล่นแบบ "Position Play" หรือแปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย ๆ คือการเล่นตามตำแหน่งที่เน้นให้นักเตะยืนคุมพื้นที่และเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเครือข่ายการผ่านบอล ที่ไหลลื่นหาตัวจับยาก 

และอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ประวัติศาสตร์ และค่านิยมของชาติเป็นเช่นไร ฟุตบอลของพวกเขาก็เป็นแบบนั้น และกว่าที่ฟุตบอลสเปนจะเป็นฟุตบอลแบบที่พวกเราได้เห็นกัน ก็มาเริ่มเอาช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นมา ... คำถามคือ ก่อนหน้านั้นฟุตบอลของพวกเขาเป็นแบบไหน ?

ในอดีต ฟุตบอลสเปนไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นทุกวนนี้ ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ โดยนายพล ฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ (ช่วงปี 1930-70) ฟุตบอลสเปนถูกเรียกว่า La Furia หรือแปลว่า "ความบ้าคลั่ง" เน้นดุดัน พละกำลังเข้าปะทะ และใส่จิตวิญญาณนักสู้แบบพร้อมตายคาสนามลงไปแบบนักรบ  

วิธีเล่นแบบนี้ก็มาจากการเมืองนั่นแหละ ฟุตบอลสเปนได้รับอิทธิพลจากระบอบฟรังโก้ในหลายด้าน ตามแนวคิด  "One Spain, Great and Free" (สเปนเป็นหนึ่งเดียว ยิ่งใหญ่และเสรี)  เพราะพวกเขาต้องการรวมแคว้นต่าง ๆ ในประเทศให้เป็นปึกแผ่น ดังนั้นการแสดงพลังอำนาจที่เหนือกว่า แข็งแกร่งกว่า ก็สะท้อนผ่านฟุตบอลสเปนในก่อนหน้านี้ด้วย 

อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลสเปนในเวลานั้นพยายามจะสร้างภาพจำลองของสเปนที่แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียว แต่การใช้กำลังกดขี่ในยุคเผด็จการก็จบลงพร้อมกับการเปิดเผยความจริงที่ว่า สิ่งที่เคยถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความกลัวกำลังจะเบ่งบานออกมา

เนื่องจากสเปนเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง ทั้งแคว้นกาตาลุนญ่า แคว้นบาสก์ และอันดาลูเซีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างซ่อนอัตลักษณ์และต่อต้านรัฐบาลกลางผ่านสโมสรฟุตบอลของตนเอง ความเป็นกลุ่มก้อนในยุคนั้นจึงยังเป็นระเบิดเวลาที่รอวันหลอมรวมเป็นหนึ่งด้วยวิธีที่ไม่ต้องใช้ปากกระบอกปืนหันใส่กัน  

เมื่อนายพลฟรังโก้และรัฐบาลเผด็จการสิ้นอำนาจ...ฟุตบอลสเปนแบบวิถีท้องถิ่นจริง ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น

 

ใกล้ชิดและชีวิตแบบกลุ่ม 

หลังจากเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ละแคว้น แต่ละสโมสรก็เริ่มแสดงอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาแบบไม่ต้องเกรงใจกัน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฟุตบอลของสเปนก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณนำวัฒนธรรมของพวกเขามาเปรียบเทียบกับฟุตบอล 

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสเปนแทบจะเป็นพิมพ์เขียวที่กำหนดสไตล์การเล่นของฟุตบอลสเปนในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ หากคุณนำวิถีชีวิตของพวกเขามาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล คุณจะค้นพบอะไรได้หลายอย่างที่มันเชื่อมโยงกัน 

เช่นวัฒนธรรมการกินแบบสเปนที่เรียกว่า ทาปาส(Tapas) หรือการสั่งอาหารจานเล็ก ๆ หลายชนิดมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้ทุกคนแบ่งปันกันกิน ขยับเก้าอี้ส่วนตัวของแต่ละคนเข้ามาใกล้กันมากขึ้น และไม่มีใครได้ครอบครองอาหารจานนั้นไว้คนเดียว 

มันก็เหมือนกับธรรมชาติของฟุตบอลสเปนขนานแท้ที่ต่อให้พวกเขาจะเป็นนักเตะที่มีทักษะส่วนตัวดีแค่ไหน แต่พวกเขาจะไม่นิยมการลุยเดี่ยวถ้าไม่จำเป็น พวกเขาจะครอบครองบอลด้วยการใช้ระยะเวลาสั้น ๆ และส่งต่อถึงเพื่อนร่วมทีมทันที 

การครองบอลนานเกินไปจนเกินจำเป็นคือการสร้างความเสี่ยงในการเสียบอลทำให้คนอื่นต้องเหนื่อยมาไล่บอลคืนกลับมา ซึ่งในทางกลับกันก็เหมือนบนโต๊ะทาปาสที่การเหมาอาหารจานหนึ่งไว้กินคนเดียวไม่ต่างอะไรกับการเสียมารยาท 

สิ่งสำคัญก่อนที่จะไปถึงรากของฟุตบอลในยุคใหม่ก็คือคนสเปนเป็นคนที่รักการเข้าสังคม ชอบพูดคุย ถกเถียง และสื่อสารกันอยู่ตลอดในชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมีความเหนียวแน่นสูงมาก แม้กระทั่งคนไม่รู้จักกันก็สามารถสร้างสภากาแฟ ตามบาร์หรือคาเฟ่ เพื่อพูดคุย ถกเถียง และวิเคราะห์ประเด็นทางสังคม การเมือง หรือฟุตบอล อย่างลงลึกและจริงจัง

สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนถึงการทำหน้าที่ในสนามที่พวกเขาสามารถเปิดอกสื่อสารกันมากขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และทำให้ฟุตบอลของพวกเขาออกมามีระบบระเบียบเล่นเป็นทีมอย่างแข็งแกร่ง 

 

ราชาการเอาตัวรอดในพื้นที่แคบ 

ในเชิงฟุตบอลนั้นหลายคนอาจคงพอเคยได้ยินมาว่าการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สเปนเล่นฟุตบอลแบบใช้สมองและเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีจุดเริ่มต้นจาก โยฮัน ครัฟฟ์ ที่มาอยู่กับบาร์เซโลน่าทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีมในช่วงยุค 1980s ถึง 1990s 

ครัฟฟ์ นำแนวคิดโททัลฟุตบอลของเนเธอร์แลนด์มาดัดแปลง เพราะมีความเชื่อในเรื่องการควบคุมพื้นที่และเวลาในสนาม การใช้ฟุตบอลชิ่งกันสั้น ๆ แบบน้อยจังหวะ เคลื่อนที่ทดแทนกัน และเพรสซิ่งคู่แข่งแบบเป็นกลุ่ม ซึ่งนั่นทำให้ บาร์เซโลน่า เริ่มประสบความสำเร็จ และกลายเป็นต้นแบบที่ค่อย ๆ ซึมซับไปยังนักเตะสเปนแบบรุ่นต่อรุ่น ก่อนจะกลายเป็นการเล่นฟุตบอลแบบต่าง ๆ ทั้ง Tiki-Taka หรือ La Pausa เป็นต้น

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมโททัลฟุตบอลที่คิดค้นโดยคนเนเธอร์แลนด์ กลับประสบผลสำเร็จกับสเปนมากกว่าชาติต้นตำรับ ก็ต้องบอกว่ามันมีหลากหลายมิติประกอบกันไป และวิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนสเปนก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เต็ม ๆ 

มันคือการส่งเสริมกันและกัน เหมือนกับเอาวิธีที่ใช่ มาใช้กับคนที่เชี่ยวชาญวิธีนั้นมากที่สุด กล่าวคือฟุตบอลกับพื้น เน้นทักษะ และความคล่องตัวนี่แหละ มันเหมาะกับชาวสเปนอย่างที่สุด 

หากเรามองภาพรวมของทวีปยุโรป จะพบว่ามีแนวโน้มทางกายภาพที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ "ยิ่งขึ้นเหนือ ยิ่งตัวสูงใหญ่ ยิ่งลงใต้ ยิ่งตัวเล็กโปร่ง" ... สเปนที่อยู่ยุโรปตอนใต้มีความสูงเฉลี่ยราว 176-177 เซนติเมตร ถือว่าสูงน้อยกว่าชาติส่วนใหญ่ในยุโรป จะให้ไปห้ำหั่นกันด้วยกำลังก็คงจะไม่ใช่ยุทธวิธีที่เหมาะสมนัก เพราะคุณเองก็คงเห็นจากนักเตะสเปนหลายคนที่ตัวเล็กแต่คล่องตัวพลิ้วไหวเป็นส่วนใหญ่ เหล่าแข้งสเปนแนวหน้าที่เป็นนักเตะตัวยักษ์สูงเกิน 190 เซนติเมตรก็มีแทบนับนิ้วได้ 

เมื่อความเล็กมาพร้อมกับความคล่องแคล่ว บวกกับวิถีชีวิตแบบชอบมารวมตัวกันที่จัตุรัสกลางเมือง ทำให้เด็กสเปนตัวเล็ก ๆ เริ่มคุ้นชินกับการเล่นฟุตบอลตามพื้นคอนกรีตท่ามกลางผู้คนที่เดินไปเดินมาขวักไขว่มันก็ทำให้พวกเขาฝึกทักษะการเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด การคลึงบอล ดึงจังหวะและจ่ายบอลให้แม่นยำในระยะสั้นไปในตัว 

พวกเขาเหมือนโดนเพรสซิ่งโดยไม่ตั้งใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาชินกับการต้องระแวดระวังรอบทิศทาง ทำให้เมื่อเติบโตไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ พวกเขาจึงไม่ค่อยตื่นตระหนกเมื่อโดนคู่แข่งบีบพื้นที่เร็ว ... นี่คือแนวคิดที่เมื่อลองวิเคราะห์ตามแล้ว ก็มองเห็นภาพในจินตนาการได้เหมือนกัน 

แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เหตุผล 100% ที่สเปนกลายเป็นชาติที่เก่งกาจเรื่องฟุตบอลในสไตล์นี้ แต่มันยังรวมถึงการพยายามต่อยอดจากวัตถุดิบที่มี เอามาสร้างฟุตบอลโดยโค้ชที่มีวิสัยทัศน์คนแล้วคนเล่าจนเจอจุดลงตัวในท้ายที่สุด ไล่เรียงมาตั้งแต่ หลุยส์ อราโกเนส, บิเซนเต้ เดล บอสเก้, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, หลุยส์ เอ็นรีเก้ และแน่นอนที่สุดคือ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ที่ทำให้ทีมชาติสเปนชุดปัจจุบันเล่นฟุตบอลในแบบของตัวเองได้ดี ผ่านการอัปเกรดให้เหมาะกับโมเดิร์นฟุตบอลมากขึ้น 

เราจึงพออนุมานได้ว่าสไตล์ฟุตบอลสเปนในปัจจุบันไม่ใช่แท็กติกที่สร้างขึ้นในห้องแล็บของโค้ช แต่เป็นการสกัดเอาดีเอ็นเอการใช้ชีวิตของคนสเปนที่รักการแบ่งปัน คุ้นชินกับพื้นที่แคบ ชอบสื่อสาร และรักในความสุนทรีย์ ลงมาโลดแล่นอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://totalfootballanalysis.com/article/la-pausa-why-this-spanish-passing-style-is-so-effective-tactical-analysis-tactics-2
https://outsidewrite.substack.com/p/football-history-spanish-football
https://www.beyourbest.com/insight/the-art-of-la-pausa-in-football
https://footballkit.lazada.com.ph/teams/how-la-pausa-shapes-spanish-football/
https://www.nytimes.com/athletic/4904302/2023/09/28/arteta-emery-iraola-premier-league-guipuzcoa-managers/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ