
โวซินญ่า ผู้รักษาประตู เคปเวิร์ด กลายเป็นอัจฉริยะข้ามคืน หลังเซฟอุตลุดช่วยทีมที่เป็นรองสุดกู่ ยันเสมอ "เต็ง 1" ฟุตบอลโลก 2026 อย่าง สเปน ได้สำเร็จ
และถ้ามองในมุมกลับล่ะ ? ทำไม สเปน ผิดฟอร์มจนกลายเป็นผลบอลคู่ที่พลิกล็อกที่สุดในเวิลด์คัพหนนี้ตั้งแต่เปิดสนามมาได้อย่างไร ?
พวกเขาควรต้องกังวลหรือเปล่ากับความดุดันที่หายไป ? ทีมของกุนซือ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ ต้องกังวลกับฟอร์มที่เป็นอยู่และผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังหรือไม่ ?
ติดตามกับ MAIN STAND
โอกาสเสมอแค่ 8.1%
หนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ คือการขยายโควตาชาติเข้าแข่งขันรอบสุดท้ายเป็น 48 ทีม ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะทำให้คุณภาพโดยรวมของทัวร์นาเมนต์ลดลง
การเพิ่มทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม นำมาซึ่งความหวั่นใจว่าเราอาจจะได้เห็นทีมที่ศักยภาพไม่ถึงเกณฑ์เข้ามาแข่งขันมากเกินไป

ผลลัพธ์ที่ทุกคนกลัวคือ มันจะนำไปสู่เกม "ปรุงจืด" ที่สู้กันไม่ได้ และช่องว่างของมาตรฐานที่ห่างกันเกินไป ทำให้รอบแบ่งกลุ่มไม่น่าติดตาม ... แต่ดูเหมือนเกมคู่ เคปเวิร์ด กับ สเปน จะทำให้เห็นว่า "อย่ากังวลไป" เพราะระยะห่างระหว่างทีมแก้ไขได้ด้วยแท็กติก และการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด
Opta ได้ใช้การประมวลผลการแข่งขันล่วงหน้าของเกมนี้ถึง 25,000 ครั้ง พวกเขาพบว่า สเปน ชนะถึง 87.2% ส่วนโอกาสที่จบเกมนี้ด้วยการเสมอมีแค่ 8.1% เท่านั้น ... แต่ฟุตบอลก็แบบนี้ ใน 90 นาทีมันมีอะไรที่เราไม่สามารถคาดเดาเกิดขึ้นได้เสมอ และเหตุผลหลัก ๆ ของผลการแข่งขันช็อกโลกแบบนี้ เกิดขึ้นจากเหตุผลสำคัญคือ "สเปนทีมนี้ แตกต่างกับทีมชุดที่คว้าแชมป์ ยูโร 2024"
ดีแต่ป้อ
ทัพกระทิงดุอุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์จากสโมสรชั้นนำของโลก ครองบอลนวดอยู่เกือบตลอดทั้งเกมและพยายามเจาะตาข่ายอย่างบ้าคลั่ง แต่พวกเขากลับเจอปัญหาใหญ่หลวงในการเจาะบล็อกเกมรับที่เหนียวแน่นและมีวินัยของเคปเวิร์ด
พวกเขาส่งบอลข้ามไปมาถึง 734 ครั้ง แต่เปอร์เซ็นต์ที่นำไปสู่ผลลัพธ์กลับน้อยนิด แทบเจาะเข้าไปยิงเหน่ง ๆ ในพื้นที่สุดท้ายไม่ได้เลย นอกจากการยิงชนคานของ เฟร์ราน ตอร์เรส

ความติดขัดในแดนหน้าเห็นได้ชัดตั้งแต่ออกสตาร์ท มิเกล โอยาร์ซาบัล โดนตัดออกจากเกม ไม่ได้แตะบอลเลยใน 30 นาทีแรก แม้ช่วงเวลาหลังจากนั้น สเปนจะเริ่มส่งบอลให้เขาได้มากขึ้น จนจบเกมด้วยสถิติตะบันยิงรวมถึง 27 ครั้ง คิดเป็นค่า xG สูงถึง 2.29 ทว่าลูกยิงส่วนใหญ่เป็นการฝืนส่องไกลจากนอกกรอบ
อย่างไรก็ตาม ผลเสมอ 0-0 ในเกมนี้ ไม่ได้เกิดจากฟอร์มที่ย่ำแย่ของสเปนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้เครดิตแผงหลังของเคปเวิร์ดที่เล่นได้อย่างไร้ที่ติ สิ่งที่สะท้อนวินัยในเกมรับระดับเวิลด์คลาสของพวกเขาก็คือ แม้สเปนจะครองบอลนวดอยู่เกือบ 3 ใน 4 ของเกม แต่ผู้เล่นเคปเวิร์ดเสียฟาวล์ไปเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสถิติการเสียฟาวล์ต่อหนึ่งเกมที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่เริ่มบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1966
สเปนในเกมนี้เหมือนกับสเปนในอดีต ที่เน้นต่อบอล ครองบอล แต่กลับไม่ได้คุกคามคู่แข่งจนโงหัวไม่ขึ้น มันช่างแตกต่างกับตอนยูโร 2024 ที่พวกเขาพิฆาตคู่แข่งด้วยเกมรุกที่รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็น DNA สเปนแบบใหม่ในยุคของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ คำถามคือ ทำไมเขาจึงทำเกมรุกให้ดุดันเหมือนเมื่อ 2 ปีที่แล้วไม่ได้ ?
เด ลา ฟวนเต้ ต้องแก้ไข
ว่ากันตามสถานการณ์รอบแบ่งกลุ่ม การที่ สเปน เสมอ เคปเวิร์ด นั้นแม้จะเสียหน้า แต่ความเสียหายโดยรวมถือว่าไม่ได้มากมายอะไร โดยเฉพาะกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่มีโควตาอันดับ 3 ที่ดีที่สุดถึง 8 ทีม ดังนั้นในการร่วมกลุ่มกับ เคปเวิร์ด, ซาอุดีอาระเบีย และ อุรุกวัย ก็ต้องบอกว่า สเปนยังมีโอกาสเข้ารอบมากกว่าทีมอื่น ๆ อยู่ดี

ทว่าปัญหาเล็ก ๆ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เสมอถ้าคุณมัวแต่มองโลกในแง่ดี และสเปนไม่ควรทำอย่างนั้น พวกเขาควรเริ่มมองโลกในแง่ร้าย และเห็นถึงคุณภาพที่ตกลงไปจากการออกสตาร์ทครั้งนี้ เพราะถ้าไม่แก้ การเข้ารอบต่อไปที่เจอทีมยากกว่านี้ หรือแม้กระทั่งการเจอเซอร์ไพรส์ในรอบแบ่งกลุ่ม ก็อาจจะทำให้จบเส้นทางไวกว่าที่ควรก็เป็นได้
เฟร์ราน มาร์ติเนซ นักข่าวของ Mundo Deportivo จากสเปน วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าสเปนชุดนี้มีปัญหามาตั้งแต่เกมอุ่นเครื่องแล้ว นับตั้งแต่ ลามีน ยามาล บาดเจ็บเอ็นร้อยหวายไม่ได้ลงเล่นมาตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่ นิโก้ วิลเลี่ยมส์ ปีกซ้ายจาก แอธเลติก บิลเบา ก็ฟอร์มไม่ดีเหมือน 2 ปีก่อน แถมยังมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อช่วงก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม ทำให้การบุกที่เหมือนมีปีกเป็นลูกกระสุนทั้ง 2 ฝั่งก็ลดความอันตรายลงไปมาก
สเปน อุ่นเครื่องด้วยการเสมอ อียิปต์ 0-0, เสมอ อิรัก 1-1 และ ชนะ เปรู 3-1 ... สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเมื่อพวกเขาเจอทีมที่ตั้งรับลึก เล่นเกมรับ 11 คน สเปน จะตีโซนให้แตกได้ยากมาก หากไร้ปีกที่คอยทำลายแนวรับคู่แข่งอย่าง ยามาล และ นิโก้ นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเขาต้องปวดหัว
สื่อสเปนยังเปิดเผยต่อว่า แผนของ เด ลา ฟวนเต้ คือการทะนุถนอมยามาล และ นิโก้ ไว้ในช่วงรอบแบ่งกลุ่ม และปล่อย 2 ปีกตัวจี๊ดลงเต็ม ๆ ในรอบน็อกเอาต์ โดยในรายของยามาลมีการเปิดเผยว่า เกมนี้ เด ลา ฟวนเต้ ไม่ได้ตั้งใจจะใช้เขาด้วยซ้ำ แผนคือการใช้ยามาลราว ๆ 20-30 นาทีสำหรับเกมกับซาอุฯ ในนัดหน้า และค่อยให้เวลามากขึ้นในเกมนัดสุดท้ายกับอุรุกวัย แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ เด ลา ฟวนเต้ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะจับทั้งคู่ลงเล่นทั้ง ๆ ที่ยังไม่เต็มร้อยนัก
การตีโซนฝั่งตรงข้ามไม่แตก และการครองบอลแต่หาโอกาสยิงประตูจัง ๆ ไม่ได้ ชวนให้คิดถึงฟุตบอลโลก 2 หนก่อนหน้านี้ที่สเปนตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ รัสเซีย ในฟุตบอลโลก 2018 และ แพ้ โมร็อกโก ในฟุตบอลโลก 2022 ตามลำดับ
อันที่จริง เด ลา ฟวนเต้ ยังมีปีกดาวรุ่งฟอร์มดีอย่าง บิคตอร์ มูญอซ และ เยเรมี่ ปิโน่ ที่เป็นปีกธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวสำรองแต่ไม่ได้ลงสนามทั้งคู่ ... แต่เชื่อว่าหลังจากเกมนี้ เขาน่าจะได้เห็นแล้วว่า ฟุตบอลที่พยายามขึ้นเกม และใช้การเล่นร่วมกันจากริมเส้นสำคัญกับสเปนชุดนี้มาก
การใช้ปีกที่เลี้ยงกินตัวไม่ได้ และไม่ได้เป็นปีกธรรมชาติอย่าง กาบี และ เฟร์ราน ตอร์เรส ทำให้เห็นถึงจุดบอดของทีมชุดนี้อย่างชัดเจน

การที่เคปเวิร์ดเสมอสเปนได้ จะกลายเป็นพิมพ์เขียวของทีมในกลุ่มนี้ในการเจอกับทัพกระทิงดุเกมต่อ ๆ ไป ... หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ จะต้องปวดหัวแน่ในสถานการณ์ที่เขาต้องเลือกว่าจะทะนุถนอม ยามาล และ นิโก้ ตามแผนหรือไม่ ?
แม้โอกาสเข้ารอบต่อไปยังคงสดใส แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น สเปนอาจจะดีขึ้นทันทีในเกมต่อไปกับซาอุฯ ก็ได้ หากพวกเขานำปัญหาจากเกมนี้ไปแก้ไข
แต่ก็เช่นกัน ดังเหรียญที่มีสองด้าน ... ใครจะรู้ ซาอุดีอาระเบีย ก็อาจจะเป็นอีกทีมที่คว้าแต้มจากสเปนชุดที่ขาดความดุดันนี้ก็ได้เช่นกัน
แหล่งอ้างอิง
https://theanalyst.com/articles/how-cape-verde-frustrated-spain-world-cup-history-draw-shock
https://www.nytimes.com/athletic/7359746/2026/06/15/spain-cape-verde-world-cup-result-analysis/
https://www.marca.com/en/world-cup/2026/06/15/lamine-yamal-stat-shows-why-spain-s-world-cup-hopes-may-rest-on-his-shoulders.html
https://www.mundodeportivo.com/en/20260615/1004195487/spain-stumbles-in-world-cup-opener-against-stubborn-cape-verde.html