Feature

ชัดแล้ว…โรซีเนียร์ : กุนซือที่ช่วยยืนยันความผิดพลาดของฝ่ายบริหาร เชลซี | Main Stand

สถานการณ์ของเชลซีในขณะนี้ไม่ใช่แค่ "ช่วงฟอร์มตก" แต่มันคือการล่มสลายของโปรเจกต์ที่กลุ่มทุน BlueCo พยายามฟูมฟักมาตลอดปี 

 


แม้จะเริ่มต้นได้ดีในยุค เอ็นโซ่ มาเรสก้า ที่ไปถึงขั้นคว้าแชมป์สโมสรโลก แต่ตอนนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปภายใต้การทำทีมของ เลียม โรซีเนียร์ 

การแพ้ติดต่อกัน 5 นัดในลีกครั้งแรกในรอบ 114 ปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือใบแจ้งหนี้ที่ความผิดพลาดของการบริหารจัดการส่งมาเก็บเงินถึงหน้าประตูบ้าน ... ติดตามกับ MAIN STAND 

 

มรดกที่ถูกทำลาย และ รอยต่อที่ขาดสะบั้น

การเลือก เลียม โรซีเนียร์ เข้ามาสานงานต่อจาก เอ็นโซ่ มาเรสก้า ถูกวางไว้บนสมมติฐานที่ว่า "ปรัชญาฟุตบอลใกล้เคียงกัน" ฝ่ายบริหารเชื่อว่าโครงสร้างที่มาเรสก้าวางไว้แข็งแรงพอที่จะให้กุนซือรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาต่อยอดได้ทันที มันผิดตั้งแต่ตรงนี้แล้วหรือไม่ ? 

ย้อนกลับไปตอนแรกในฤดูกาล 2024-25 ที่ เชลซี แต่งตั้ง มาเรสก้า เป็นกุนซือ แม้ มาเรสก้า จะไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมใหญ่ ผลงานดีที่สุดคือการพา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เท่านั้น แต่ ณ ตอนนั้น ไม่ได้มีใครคัดค้านหรือขัดขวางอะไร เนื่องจากเข้าใจนโยบายสโมสร ที่ต้องการโค้ชคนหนุ่ม มีปรัชญาฟุตบอลชัดเจน และสามารถทำงานภายใต้กรอบที่ผู้บริหารได้วางเอาไว้ได้ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เป็นเรื่องยากที่ เชลซี จะได้กุนซือเบอร์ใหญ่เกรดระดับโลก เพราะขาดอิสระในการทำงานระดับหนึ่ง

แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น มาเรสก้า ก็ทำงานของตัวเองออกมาได้ดี แชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก, ติดท็อป 4 และจบด้วยการคว้าสโมสรโลก แถมในฤดูกาล 2025-26 นี้ ยังมีช่วงหนึ่งที่ขึ้นไปเบียดกับทีมหัวแถวอย่าง อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ แบบแฟนบอลได้เชียร์กันสนุก ... ทุก ๆ อย่าง มันดูท่าว่าจะไปได้สวยแล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายการแยกทางก็มาถึง ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ บอร์ดบริหารเริ่มมองว่า มาเรสก้า เริ่มคอนโทรลยาก และบอร์ดก็เชื่อว่า มาเรสก้า ชอบฝืนคำสั่งของทีมแพทย์จนทำให้นักเตะในทีมเจ็บบ่อย ๆ 

การอยากได้โค้ชในคาถาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะบอร์ดบริหารของ เชลซี ก็ชัดเจนในแนวทางนั้นอยู่แล้ว แต่จากสิ่งที่ มาเรสก้า ทำไว้มันคือการไต่ระดับขึ้นอย่างช้า ๆ ทีมมีพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป นักเตะในทีมโตไปพร้อม ๆ กับโค้ช ดังนั้นคนที่จะมาแทนที่เขา ควรเป็นคนที่เข้ามาสานต่อให้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้ได้ มากกว่าจะเป็นคนที่เรียกว่าใหม่ถอดด้ามอย่าง เลียม โรซีเนียร์ ที่มาพร้อมประสบการณ์คุมทีมระดับกลางค่อนล่างในลีกเอิงอย่าง สตาร์สบูร์ก 

นี่ไม่ใช่การดูถูกปรามาส แต่อย่างที่กล่าวไว้ ถ้า โรซีเนียร์ เป็นคนเริ่มคุม เชลซี ก่อน มาเรสก้า จะเป็นอะไรน่าจะง่ายกว่านี้ ... ตอนนี้นักเตะ เชลซี เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับ มาเรสก้า และโตขึ้นมาในอีกระดับหนึ่งแล้ว พวกเขาต้องการใครสักคนที่เชี่ยวชาญจริง ๆ คนที่จะชี้ทางไปสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น และมีประสบการณ์ในการสร้างนักเตะหนุ่มให้เติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะชั้นดี 

ยิ่งนักเตะชุดนี้แทบจะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ มาเรสก้า ที่ล้มลุกคลุกคลานมาด้วยกันแล้ว หากมองในแง่ของคนทำงานทั่วไปแล้ว นักเตะเชลซี คงจะต้องใช้เวลาพักใหญ่เพื่อจะให้ใจกับ โรซีเนียร์ แบบที่พวกเขาเคยให้กับมาเรสก้า เมื่อครั้งอดีต ยิ่งเมื่อเห็นโปรไฟล์ของหัวหน้าใหม่อย่าง โรซีเนียร์ แล้ว มันก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาคนนี้ดีพอกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่าง เชลซี หรือไม่ ?

 

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

อันที่จริงการโดนตัดสินก่อนที่จะลงมือทำเป็นอะไรที่ไม่แฟร์ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้คนจะพูดถึงคุณไปต่าง ๆ นานา สิ่งที่คุณต้องทำคือลบคำวิจารณ์เหล่านั้น และบอกว่าทุกคนกำลังคิดผิด ... ทว่าสำหรับ โรซีเนียร์ เขาไม่ได้ใกล้เคียงกับการทำสิ่งนั้นเลยตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา 

ภาพการต่อยอดจากยุค มาเรสก้า ที่ทุกคนอยากจะเห็นไม่เคยเกิดขึ้น และความเป็นจริงกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไปขั้ว ในเรื่องเชิงแท็กติก คุณสามารถเข้าใจได้ทันทีจากการแพ้ 5 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก และการยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว จากที่จะลุ้นท็อป 4 แบบเหนื่อยน้อยหน่อย กลายเป็นตอนนี้พวกเขาตกไปอยู่อันดับ 7 แล้ว (โดน ไบรท์ตัน แซง) ... สิ่งเหล่านี้บอกถึงความล้มเหลวและผิดพลาดได้ชัดเจนที่สุด

ในเชิงแท็กติกนักเตะเชลซีดูสับสนกับบทบาทในรายละเอียดที่โรซีเนียร์พยายามปรับเปลี่ยน การครองบอลที่เป็นจุดเด่นในยุคก่อนหน้า กลายเป็นการครองบอลที่ไร้จุดหมายและเปราะบางต่อการถูกโต้กลับ จริงอยู่ที่พวกเขาสร้างโอกาสในเกมรุกได้ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสมากมายนั้นให้กลายเป็นประตู ?

ส่วนเรื่องคาแรกเตอร์ของทีมคนหนุ่มที่พร้อมชนะทุกทีมในวันที่เล่นดีแบบที่เคยเกิดขึ้นในยุค มาเรสก้า ก็หายไป ตัวตนที่เคยมีเริ่มจางหาย นักเตะที่พัฒนาขึ้นมาเป็นแข้งระดับสตาร์หลายคนดูเหมือนเล่นไปตามหน้าที่ แต่ขาดความเข้าใจในสายสัมพันธ์ มีการด่า และโวยกันในสนามให้เห็นบ่อย ๆ 

ยากจะหาคำตอบว่า โรซีเนียร์ มีบทบาทในการสั่งลงโทษนักเตะในทีมมากน้อยแค่ไหน แต่นับตั้งแต่เขาเข้ามาก็มีข่าวเขาเริ่มขัดกับสตาร์อย่าง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ที่ถูกดรอปไป 3 เกม และล่าสุดในเกมที่แพ้ ไบรท์ตัน 0-3 ก็มีข่าวลือว่าเหตุผลที่ โคล พาลเมอร์ "เดอะ แบก No.1" ของทีมไม่ได้ลงสนาม เป็นเพราะ พาลเมอร์ วิจารณ์แท็กติกของ โรซีเนียร์ ตอนซ้อมทีม จนทำให้กุนซืออย่างเขาต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ลงโทษ พาลเมอร์ ด้วยการตัดออกจากทีมในเกมนี้ 

ข่าวลือยังพาไปไกลถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่ พาลเมอร์ และ เอ็นโซ่ แล้ว แต่ห้องแต่งตัวของ เชลซี กำลังมีปัญหา นักเตะหลายคนชักจะเก็บความอึดอัดเอาไว้ไม่ไหว .. ปัญหาไม่ใช่เรื่องนอกสนามเลย แต่ที่นักเตะเหล่านี้ไม่พอใจกัน คือ ฟุตบอลของโรซีเนียร์นั้นระมัดระวังเกินไป จนทำเกมรุกของทีมขาดอิสระและจินตนาการ 

ย้ำอีกทีว่าเหล่านี้เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น ... แต่หลายครั้งจุดเริ่มต้นของการแยกทางก็มาจากข่าวลือแบบนี้แหละ ยิ่งเมื่อเราดูประเด็นแวดล้อมจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับ เชลซี ในเวลานี้ทั้งภาษากายของนักเตะ และชัดที่สุดคือผลงานในสนาม มันชวนให้คิดจริง ๆ ว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนในทีม ๆ นี้อย่างแน่นอน 

เรื่องนี้มันอาจจะเกินคำว่าผิดหวังไปแล้วสำหรับแฟนบอล เชลซี เพราะความผิดหวังกลายกำลังจะถูกยกระดับเป็นความเกลียดชัง หลังจากที่แฟนบอลที่ตามไปเชียร์เกมกับ ไบรท์ตัน ร่วมใจกันตะโกนด่าโรซีเนียร์แบบเต็มปากเต็มคำทั้งฟักเขียว ฟักทอง ออกมาครบทุกสายพันธุ์ 

เมื่อแฟนบอล "ไม่เอา" และนักเตะ "ไม่สู้" โรซีเนียร์จึงตกอยู่ในสถานะ "Dead Man Walking" ที่รอเพียงวันเซ็นใบสำคัญการหย่าร้างเท่านั้น

 

บทเรียนที่ราคาแพงที่สุด

ความล้มเหลวของโรซีเนียร์ คือกระจกเงาที่สะท้อนความผิดพลาดของ ฝ่ายบริหาร (BlueCo) โดยตรง การยึดติดกับโมเดล "กุนซือสมัยใหม่" โดยไม่ดูบริบทของความกดดันในสโมสรระดับท็อป กลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง ตอนนี้พวกเขาต้องยอมรับแล้วว่าสำหรับฤดูกาล 2025-26 ทีม ๆ นี้มีความผิดพลาดในเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน 

พวกเขาต้องยอมรับว่าการประเมินความสามารถที่สูงเกินจริงส่งผลอย่างเห็นได้ชัด การเชื่อว่าโค้ชที่โดดเด่นในระดับรองจะสามารถคุมห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยอีโก้และมูลค่านับพันล้านได้ทันที

และสิ่งนี้นำมาสู่การทำลายความต่อเนื่อง แทนที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากจุดเดิม พวกเขากลับทดลองสิ่งใหม่ในเวลาที่ทีมต้องการเสถียรภาพ ... จนตอนนี้จากทีมที่เคยเริ่มนับหนึ่งเดินหน้าไป เรื่อย ๆ จะต้องกลับมาที่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง กลายเป็นว่าฤดูกาล 2025-26 พวกเขาอาจจะเสียเวลาไปฟรี ๆ 1 ปี ซึ่งในโลกของฟุตบอลนั้น คุณเสียเงินคุณยังหาใหม่ได้ แต่ถ้าคุณเสียเวลา มันเท่ากับว่าคุณหยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ทีมอื่นก็ก้าวหนีคุณออกไปให้ห่างยิ่งกว่าเดิม 

จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น การปลดโรซีเนียร์ อาจเกิดขึ้นในไม่ช้าและถ้าเกิดขึ้นจริง มันคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ  

อันดับ 7 ในตารางคะแนนไม่ใช่เรื่องโชคร้าย แต่มันคือผลลัพธ์ของความชะล่าใจ เลียม โรซีเนียร์ อาจจะเป็นกุนซือที่มีอนาคต แต่สำหรับเชลซีในวินาทีนี้ เขาคือหลักฐานที่มีชีวิตว่า "ทฤษฎีบนหน้ากระดาษของฝ่ายบริหาร ไม่สามารถเอาชนะความเป็นจริงในสนามได้" หาก BlueCo ยังไม่รีบผ่าตัดใหญ่เพื่อหยุดเลือดที่ไหลไม่หยุดนี้ สถิติ 114 ปี อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความตกต่ำที่ยาวนานกว่าเดิม

คำถามสำคัญกว่าคือแล้วหลังจากนั้นล่ะ ? เชลซีจะได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้จริงหรือไม่ เพราะถ้าสุดท้ายทุกอย่างจบลงด้วยการโยนความผิดให้โค้ชอีกคน BlueCo ก็จะทำผิดซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง

ฟุตบอลระดับสูง โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก มันไม่ใช่เกม Football Manager คุณไม่ได้ชนะเพราะแผนใน PowerPoint คุณชนะเพราะคนในสนามเชื่อในคนข้างสนามและตอนนี้ …เชลซีไม่มีสิ่งนั้นเลย

 

แหล่งอ้างอิง :

https://www.thesun.co.uk/sport/38889371/cole-palmer-out-chelsea-squad-brighton-fans-fume/
https://www.thechelseachronicle.com/news/cole-palmer-gives-honest-thoughts-on-liam-rosenior-ahead-of-chelsea-vs-man-united/
https://www.bbc.com/sport/football/articles/cre1r39xr51o
https://www.reddit.com/r/chelseafc/comments/1srg28l/matt_law_liam_rosenior_must_get_results_now_with/
https://siphillipstalkschelsea.substack.com/p/liam-rosenior-is-a-big-problem-but

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ