
บาร์เซโลน่า มีนักเตะลูกหม้อเก่ง ๆ มากมายหลายคน แต่แทบไม่มีใครได้แขวนสตั๊ดกับสโมสรแบบสง่าผ่าเผยเลย นอกจาก การ์เลส ปูโยล ... คำถามคือ เขามีอะไรพิเศษ จึงทำสิ่งที่แม้แต่ ลิโอเนล เมสซี่ ก็ทำไม่ได้
จากลูกเป็ดขี้เหร่ที่เล่นลูกเทคนิคสวย ๆ ไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่น ๆ อะไรทำให้ ปูโยล ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม ที่เมื่อเขาพูด ซูเปอร์สตาร์ในทีมทุกคนต้องหยุดฟัง ?
ติดตามความพิเศษของกัปตันทีมผู้มีสโมสรเป็นดั่งชีวิต "วัน คลับ แมน" คนเดียวจากยุคทองที่ปิดฉากกับ บาร์ซ่า แบบสวยงาม กับ Main Stand
เด็กท้ายแถวของ ลา มาเซีย
ในโลกกีฬาหลายชนิดไม่เว้นแม้แต่โลกฟุตบอล มีวลีเด็ดและมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงหลายเคสว่า "เกมรุกเอาไว้ขายตั๋ว แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์" ... กล่าวคือ ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นอันดี ถ้าไม่เสียประตู ถึงคุณจะไม่สามารถเอาชนะได้ อย่างน้อยคุณก็ไม่แพ้ใช่ไหมล่ะ ?
ทว่าที่ บาร์เซโลน่า สโมสรแห่งนี้สร้างปรัชญาประจำทีมออกมาในรูปแบบตรงกันข้าม การได้ผลการแข่งขันเป็นอะไรที่ดี แต่จะดีกว่าถ้าพวกเขาชนะอย่างมีสไตล์

พวกเขาไม่เน้นเกมรับ และพวกเขาไม่เชื่อว่าการเป็นฝ่ายครองบอลคือความเสี่ยง ตรงกันข้าม มันคือความปลอดภัยต่างหาก พวกเขาสอนเด็ก ๆ ด้วยแนวคิดนี้มาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว นั่นคือสโมสร บาร์เซโลน่า กับ ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกอันเลื่องชื่อของพวกเขา
และเมื่อต้องครองบอลเป็นหลัก สิ่งสำคัญคือเทคนิคส่วนตัว ความเข้าใจจังหวะเกม หรือแม้แต่การจินตนาการเหตุการณ์ล่วงหน้า จึงเป็นจุดเด่นของเด็ก ๆ ที่ ลา มาเซีย เสมอมา พูดมาแค่ 2 ชื่อก็จบแล้ว เพราะตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ ลิโอเนล เมสซี่ ในอดีต และ ลามีน ยามาล ในปัจจุบัน ... นั่นแหละพิมพ์นิยมแบบ ลา มาเซีย
อย่างไรก็ตาม ถ้าแก่นแท้ของ ลา มาเซีย คือความเก่งกาจตามที่กล่าวมา คำถามคือ แล้วเด็กที่ไม่ได้มีเทคนิคดี ๆ ล่ะมีโอกาสไปได้ไกลแค่ไหน ? คำตอบก็คือ ... ไกลได้ถึงขนาดที่ว่ากลายเป็นกัปตันทีมในยุคที่ทีมครองโลก และเป็นนักเตะคนเดียวในชุดนั้นที่ได้อยู่กับทีมจนวันแขวนสตั๊ด คน ๆ นั้นคือ การ์เลส ปูโยล
การ์เลส ปูโยล คือชาวกาตาลันขนานแท้ เขาอยู่กับสโมสร บาร์เซโลน่า และเติบโตมากับศูนย์ฝึก ลา มาเซีย ตั้งแต่ยังเด็ก ขณะที่คนอื่นพริ้วไหว คล่องแคล่ว และเปี่ยมไปด้วยเทคนิค เขากลับเป็นเด็กในแบบตรงกันข้าม จะบอกว่าช่วงเริ่มต้นของเขานั้นขรุขระ ก็คงไม่เกินความจริงไปนัก
ในปี 1998 ปูโยล เกือบจะต้องย้ายออกจากทีมไปแล้ว เนื่องจากทีมมองว่าเขาเป็นเด็กที่ศักยภาพไม่ดีพอจะต่อยอดเป็นนักเตะชุดใหญ่ ประกอบกับมีทีมอย่าง มาลาก้า ติดต่อขอซื้อเขาไปร่วมทีม นั่นจึงสบโอกาสที่ บาร์ซ่า จะรับข้อเสนอและพร้อมขายลูกเป็ดขี้เหร่ของพวกเขาในทันที
ปูโยล ในเวลานั้นปฏิเสธข้อเสนอจาก มาลาก้า และพร้อมอยู่เพื่อชิงตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ในอนาคต เพราะเขาเชื่อว่าหากเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ชาบี เอร์นานเดซ ทำได้ เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้จะเป็นนักเตะคนละประเภท โดดเด่นคนละแบบ แต่เขาก็จะไปให้ถึงเป้าหมายตามรูปแบบของตัวเอง

"เรื่องจริงที่ทุกคนบอกตรงกันหมดก็คือ คุณต้องทุ่มเทแล้วก็ใส่ให้สุดตัวเท่านั้น แต่ความลับที่คนอื่น ๆ ไม่เคยบอก สำหรับนักเตะอย่างผมแล้ว แค่ความตั้งใจมันไม่เคยพอหรอก"
"คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่มีที่ว่างสำหรับความเห็นแก่ตัว ไม่ว่าจะในสนามหรือนอกสนาม คุณจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีม และต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดด้วย คุณถึงจะมีโอกาสได้แสดงบางสิ่งออกมา" ปูโยล ว่าแบบนั้น และเลือกจะอยู่ต่อเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ทุก ๆ ทีมล้วนต้องการผู้นำ
ปูโยล เปิดใจถึงเรื่องราวใน ลา มาเซีย ว่าตัวของเขาแตกต่างกับคนอื่น ๆ เพราะกว่าจะได้ฝึกที่ ลา มาเซีย เต็มระบบ เขาก็อายุ 17 ปี แล้ว แตกต่างกับ ชาบี ที่เล่นให้ ลา มาเซีย ตั้งแต่อายุ 11 ปี ดังนั้นเรื่องเทคนิคเขาจึงสู้ไม่ได้ แต่สิ่งที่เขามีและคนอื่น ๆ ไม่มีคือ ปูโยล รู้จักตัวเองดีที่สุด
ถ้าคุณไม่มีเทคนิคที่ดี คุณก็ต้องพยายามทำในสิ่งที่คนอื่นในทีมทำไม่ได้ เช่นการเข้าปะทะ การเล่นเกมรับที่เผื่อเหลือเผื่อขาดให้คนอื่นได้ และเมื่อคุณไม่ใช่เด็กหัวแถวที่ช่างภาพหรือนักข่าวจะติดตามความโดดเด่นของคุณตลอดเวลา คุณก็แค่ต้องทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังให้ดีที่สุด ทำให้ตัวเองเป็นคนที่คนอื่นต้องมองหาเมื่อต้องการความช่วยเหลือ การวางตัวให้เป็นแบบอย่างทั้งเรื่องวินัยทั้งในและนอกสนาม รวมถึงการเคารพทุกคนในทีม ... นักเตะที่พร้อมทำงานหนักแบบไร้ขีดจำกัดแบบนี้ คือนักเตะที่ทุกทีมต้องมี ต่อให้จะเป็นทีมอย่าง บาร์ซ่า ก็ตาม

"ผมมาถึง ลา มาเซีย ตอนอายุ 17 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องบอกว่าแก่กว่าคนอื่น ๆ ในรุ่นอย่าง ชาบี และ อิเนียสต้า แต่ผมได้เรียนรู้มากมายที่นั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตที่เหลือของผม เราอยู่ด้วยกัน และถึงแม้ว่าอายุจะต่างกัน แต่เราก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ทุกคนต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการก้าวไปสู่ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ดังนั้นเราจึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"
"สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับการสอนคือ การเคารพผู้อื่น รวมถึงความรู้สึกของการเป็นหนึ่งเดียวกันและความเห็นอกเห็นใจ คุณค่าเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในส่วนของฟุตบอลเท่านั้น มันทำให้พวกเราทุกคนแน่นแฟ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมรู้สึกถึงความเป็นพี่น้อง เราช่วยเหลือกันเสมอ และเราก็ยังคงทำเช่นนั้นอยู่จนทุกวันนี้"
1 ปีหลังจากพิสูจน์ตัวเอง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือที่ชอบให้โอกาสดาวรุ่ง ก็เห็นความพยายามของเขาและผลักดันปูโยลขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก และนั่นคือการจุดไฟในใจเขาให้ลุกโชนขึ้นยิ่งกว่าเดิม
"ผมยอมรับผมไม่ได้มีเทคนิคดีอย่าง โรมาริโอ ไม่ได้มีความเร็วเหมือน มาร์ค โอเวอร์มาร์ส ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับ พาทริก ไคลเวิร์ต แต่สิ่งที่ทำให้ผมมาอยู่จุดนี้ได้ก็คือ ผมคือคนที่ทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ๆ ทุกคนในทีม ... ผมเหมือนนักเรียนที่หัวไม่ดี ที่ต้องพยายามให้มากเพื่อสอบให้ผ่านเหมือนคนอื่นเขา" ปูโยล ว่าเช่นนั้น
ขณะที่รุ่นพี่ในทีมที่เป็นกัปตันทีมอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ถูกใจการขึ้นมาของ ปูโยล ถึงขนาดเป็นตัวตั้งตัวตี เชียร์ให้ ฟาน กัล ใช้งานเขามากขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาส่วนต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ของเขา และในช่วงที่ เป๊ป คุมทีมชุดบีของ บาร์ซ่า เขายังเคยเอาวิดีโอการเล่นของ ปูโยล ในช่วงวัยรุ่นไปเปิดให้เด็ก ๆ ในทีมดู ในหัวข้อ "ตัวอย่างของความทุ่มเท" อีกด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น ปูโยล กลายเป็นขาประจำในยุค ฟาน กัล และก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมในฤดูกาล 2004-05 ยุคที่ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด เป็นกุนซือ หลัง หลุยส์ เอ็นริเก้ กัปตันทีมคนเก่าประกาศแขวนสตั๊ด เหตุผลที่ ไรจ์การ์ด เลือก ปูโยล สั้น ๆ ง่าย ๆ 3 ข้อ ซึ่งเขาเคยเฉลยว่ามันคือ "การฝึกซ้อม ความรับผิดชอบ และความเสียสละ"

ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครยกมือคัดค้าน ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปลอกแขนกัปตันทีมเหมาะสมจะอยู่กับ ปูโยล มากที่สุด เพราะทุกคนได้เห็น และรู้ว่าสิ่งที่เขามี คือส่วนผสมที่ทำให้ บาร์เซโลน่า ยืดหยุ่นและครบเครื่องมากขึ้น ในความสวยงาม ยังมีความเหนียวแน่น และในความเหนือชั้น ยังมีลูกบู๊ล้างผลาญของ ปูโยล เข้ามาช่วยทำให้เกมรับของทีมดีขึ้น
ถึงตรงนี้มันไม่เกี่ยวว่าคุณจะเทคนิคดี หลอกผู้เล่นตรงข้ามได้ 2-3 คนในคราวเดียวอีกแล้ว ... เพราะสิ่งที่ ปูโยล มี คือสิ่งที่อาจจะหาได้ยากกว่ายอดแข้งที่แพรวพราวในสนามเสียด้วยซ้ำ และเขาคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในทีม บาร์เซโลน่า ที่เป็นจุดเริ่มต้นของฉายาว่า "ทีมต่างดาว"
กัปตันยุคทอง & วัน คลับ แมน
เมื่อเปลี่ยนยุคจาก ไรจ์การ์ด มาถึง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า บาร์เซโลน่า ก็ได้ส่วนผสมทั้งหมดที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก 3 ตัวรุกแดนหน้าที่เฉียบขาดฝากความหวังได้ 3 มิดฟิลด์ที่ครองบอลเหนียวแน่นแย่งบอลเก่ง, ฟูลแบ็ก 2 ข้างที่พร้อมขึ้นไปเป็นตัวเลือกในเกมรุกเพื่อขังคู่แข่งไว้ในแดนตัวเอง ... เมื่อคุณโหลดเกมรุกขนาดนี้ คุณต้องมีกองหลังที่แข็งแกร่ง รวมถึงเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ไว้ใจมาก ๆ และจากปากคำของนักเตะชุด "ต่างดาว" ปูโยล เหมือนจะเป็นคนนั้น
"เขาคือคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยในสนาม เรารู้ว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ก่อนคนอื่น ๆ ในทีมแน่นอน" นี่คือสิ่งที่ อิเนียสต้า บอก

ขณะที่ เคร์ราร์ด ปีเก้ กองหลังคู่ขวัญของ ปูโยล เล่าว่า ปูโยล ทำให้เขามั่นใจมาก เพราะตอนที่เขาย้ายมาเล่นให้ บาร์ซ่า เขายังได้เล่นในเกมระดับสูงแค่ไม่กี่นัดจากการเป็นตัวสำรองที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทว่า ปูโยล บอกว่าให้เขาใจเย็น ๆ ให้เล่นเป็นตัวเอง (ออกบอลจากแนวหลัง) ตามคำสั่งให้ได้มากที่สุด ส่วนที่เหลือเขาจะเป็นคนไล่เก็บกวาดให้เอง
"ผมย้ายจาก ยูไนเต็ด มาที่นี่ในฐานะน้องใหม่ ผมคิดว่ามันจะยาก แต่เปล่าเลย ถ้าคุณมีคู่ขาอย่าง การ์เลส ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก ๆ" ปิเก้ เริ่มเล่า
"ผมเป็นเทคนิค และเขาเป็นไฟ ... ผมจะเล่นในเชิงตัวออกบอลมากกว่า แต่เขาจะเป็นพวกที่คอยทำให้ทุกคนในทีมรู้ว่า ต้องใส่ความเข้มข้น ความห้าวเข้าไปด้วย ใจความสำคัญของเขาคือเรื่องหัวใจและความเป็นผู้นำนี่แหละ เราต่างเติมเต็มกันอย่างสมบูรณ์ และเล่นเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว"
"ถ้าคุณถามว่าทำไมเขากลายเป็นพี่ใหญ่ของพวกเรา มันก็ง่าย ๆ เลย มันเป็นเพราะเขาปกป้องทีมเสมอ ถ้าต้องมีใครสักคนในทีมลุกขึ้นพูด คน ๆ นั้นคือเขาแน่นอน"
ปูโยล ใช้เวลาพิสูจน์สิ่งนั้นอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นยุคทองของ บาร์เซโลน่า ที่เริ่มต้นจากการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2005-06 ในยุคของ ไรจ์การ์ด และหลังจากนั้นแชมป์บิ๊กเอียร์ก็มาประดับตู้โชว์ของ บาร์ซ่า แบบนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นยุคสมัยที่เรียกว่า "บาร์เซโลน่า ครองโลก"
และแน่นอน การ์เลส ปูโยล คือกัปตันและผู้นำในห้องแต่งตัวของทีมชุดนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ดังคำที่ผู้ก่อตั้ง ลา มาเซีย อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ ยังยอมรับว่า ท่ามกลางแข้งพรสวรรค์มากมาย บางครั้งคุณก็ต้องการลูกเป็ดขี้เหร่ที่ทำในสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำไม่ได้แบบ ปูโยล บ้าง
"ปูโยล เป็นพวกให้ทุกอย่างกับการเเข่งขันเต็ม 100% นั่นทำให้ทีมเเข็งแกร่งเพราะเขา บาร์เซโลน่า ต้องการคนอย่าง ปูโยล มีวิถีแบบผู้นำ ไม่มีเพื่อนร่วมที่อยากให้เขาพลาดการลงสนาม" นักเตะเทวดาผู้ล่วงลับกล่าว
และเมื่อสิ้นยุคสมัยของเขา เหล่านักเตะยุคทองหลายคนเริ่มย้ายออกไปค้าแข้งที่อื่น ๆ แต่สำหรับ ปูโยล เขาทำตามที่พูดเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อหมดจาก บาร์เซโลน่า เขาจะไม่ไปเล่นที่ไหนอีกเเล้ว ... เขาเลือกจะแขวนสตั๊ดไปเลยดีกว่า

"ผมต้องการประกาศด้วยตัวเองว่า หลังจากจบซีซั่นนี้ผมจะไม่ได้เป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่า อีกต่อไป ผมเดินเข้าไปคุยกับสโมสรอย่างเปิดอกและทั้งสองฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ... ผมขอยกเลิกสัญญาค่าเหนื่อยทั้งหมดที่เหลืออยู่ ผมไม่ขอรับมันตราบใดที่ผมไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้ในระดับของผม" ปูโยล กล่าวในปี 2014 และสุดท้าย เขาประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ
นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่มีแค่รักเดียว ถ้าไม่ได้เกิดกับทีมนี้ ก็ขอไม่เล่นฟุตบอลเลยจะดีเสียกว่า ... ชายผู้เสนอตัวรับผิดชอบต่อทุกสิ่งเสมอมา และนั่นทำให้แฟน บาร์เซโลน่า จดจำเขาในฐานะตำนาน และตัวเขาก็เป็นเด็กลูกหม้อในยุคทองคนเดียวที่ได้อยู่กับสโมสรจนวันสุดท้ายของอาชีพค้าแข้งที่แสนยาวนาน
แหล่งอ้างอิง
https://www.fcbarcelona.com/en/news/2645648/25-years-since-carles-puyols-debut
https://www.espn.com/soccer/story/_/id/37399014/all-greatest-captain-carles-puyol-inspiring-leader
https://footballiconic.com/how-good-was-carles-puyol-really/
https://inside.fifa.com/news/puyol-i-want-to-give-back-to-society-what-football-has-given-me-2920752
https://www.barcablaugranes.com/2019/10/18/20918869/barcelona-legend-carles-puyol-explains-what-he-learnt-at-la-masia
https://en.wikipedia.org/wiki/2004%E2%80%9305_FC_Barcelona_season