Feature

คาราบาว คัพ กลับมาเดือด : ทำไมทีมใหญ่หันมาจัดเต็ม เน้นทุกเม็ดในถ้วยนี้ ? | Main Stand

คาราบาว คัพ กลับมาเดือด : ทำไมทีมใหญ่หันมาจัดเต็ม เน้นทุกเม็ดในถ้วยนี้ ?

 

หากย้อนเวลากลับไปสัก 5-10 ปีก่อน ฟุตบอล ลีก คัพ หรือที่ปัจจุบันคุ้นกันในชื่อ "คาราบาว คัพ" มักถูกมองว่าเป็นถ้วยรองในสายตาทีมใหญ่ ถ้วยที่เหมาะกับการส่งดาวรุ่งลงลองของ ถ้วยที่ตัวสำรองได้โอกาสเคาะสนิม และถ้วยที่ "ตกรอบก็ไม่เป็นไร"

แต่ภาพเหล่านั้นกำลังเลือนหายไปอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ฤดูกาลหลัง เรากลับเห็นรายชื่อ 11 ตัวจริงระดับเกือบฟูลทีม เห็นกุนซือคุมเกมด้วยความจริงจัง ที่สำคัญคือภาษากายของนักเตะและกองเชียร์ หลังทีมเข้าชิงหรือจบด้วยการเป็นแชมป์ 

หลาย ๆ ทีม และหลาย ๆ เกมในรอบลึก ๆ เราได้เห็นปฏิกิริยาหลังเกมที่บอกชัดว่า "แพ้ไม่ได้" คำถามคือ … อะไรทำให้ คาราบาว คัพ กลับมาสำคัญอีกครั้งในสายตาทีมใหญ่ ? ติดตามกับ Main Stand

 

ลงทุนหนัก ทุกแชมป์จึงสำคัญ

อย่างที่เราต่างรู้กันว่า คาราบาว คัพ เป็นถ้วยที่ได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ของคนไทย ตั้งแต่ปี 2017 และนับว่าเป็นการสนับสนุนที่ยาวนานที่สุด 

นอกจากนี้รายการคาราบาว คัพ ยังเป็นฟุตบอลถ้วยรายการแรก ๆ ที่ทีมในพรีเมียร์ลีกจะได้เริ่มเล่นในแต่ละสัปดาห์ และเมื่อพิจารณาจากการที่เหล่าทีมยักษ์ใหญ่ ได้เริ่มต้นตั้งแต่ "รอบ 3" หรือรอบ 32 ทีมสุดท้าย (หากได้เล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป) คุณจะเห็นได้ว่านี่เป็นรายการที่พวกเขาสามารถพุ่งตรงไปคว้าแชมป์ได้เร็วที่สุด

เกมที่ไม่เยอะ ไม่ต้องเจอทีมใหญ่ ๆ ทุกนัด (ถ้าหากดวงการจับสลากไม่แย่จริง) แม้กระทั่งรอบ 4 ทีมสุดท้ายที่มีการแข่งขันแบบเหย้า-เยือน ก็ยังเปิดช่องให้แต่ละทีมสามารถใช้พลิกสถานการณ์ได้ มันเหมาะมาก ๆ สำหรับทีมใหญ่ในยุคปัจจุบันที่ขนาดของทีมใหญ่กว่าในอดีต 

บางทีมมีนักเตะที่สามารถแย่ง 11 ตัวจริงกันได้อย่างสูสี และมีดาวรุ่งฝีเท้าดีที่ซื้อมาเก็บไว้ในทีมเพื่อรอวันแจ้งเกิด ดังนั้นการให้โอกาสนักเตะเหล่านี้ใน คาราบาว คัพ จะไม่ทำให้มาตรฐานการเล่นของทีมตกลงไปมากเหมือนในอดีต ที่บางครั้งเราเห็นตัวสำรองลงกันแบบยกชุด บางครั้งทีมใหญ่จัด 11 ตัวจริงโดยใช้นักเตะจากชุดเยาวชนลงเล่นเกินค่อนทีมก็มีมาแล้ว 

เรื่องนี้ผู้สนับสนุนรายการอย่าง คาราบาว เอง ก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันด้วย เพราะมีการเพิ่มเงินรางวัลจากเดิม และเหนือสิ่งอื่นใดคือการสร้างยอดผู้ชมได้มากขึ้น และสร้างค่าลิขสิทธ์ตอบแทนทีมที่ลงแข่งขันได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ข้อมูลของ EFL เมื่อปี 2021 เปิดเผยว่า รายการ คาราบาว คัพ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากจำนวนผู้ชมฟุตบอล คาราบาว คัพ ในสนามตลอดฤดูกาลราว 1.2 ล้านคน ขณะที่ผู้ชมฟุตบอลในอังกฤษมีจำนวนมากถึง 27 ล้านคน และกว่า 700 ล้านคนจะได้ชมการถ่ายทอดสดตลอดทั้งฤดูกาล 

เมื่อคุณมีทีมที่ใหญ่ขึ้น มีนักเตะที่มีคุณภาพมากขึ้น คุณจึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหล่าทีมยักษ์ใหญ่มักตั้งเป้าตั้งแต่ช่วงก่อนซีซั่นจะเริ่มว่า "ลุ้นทุกถ้วยที่ลงแข่งขัน" เช่นเดียวกับความคาดหวังของแฟน ๆ ที่เชื่อว่าทีมของพวกเขามีดีพอที่จะลุ้นทุกแชมป์ในแต่ละปี 

ยิ่งบวกกับยุคนี้ที่ฟุตบอลยุโรปเพิ่มโปรแกรม ส่วนเกมลีกยิ่งมีความเข้มมากขึ้นในแต่ละนัด การชิง "ตกรอบเร็ว" ในฟุตบอลถ้วยที่เคยถูกมองว่า ไม่เป็นไร เพราะทำให้นักเตะได้พัก ในยุคปัจจุบันนี้มันใช้ไม่ได้เสมอไป กุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เคยพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ในรายการนี้ เล่าว่า ตอนแรก ๆ ที่เขามาทำงานในอังกฤษ มือขวาคนแรกของเขาในถิ่น เอติฮัด อย่าง ไบรอัน คิดด์ บอกกับเขาว่า "ไม่จำเป็นต้องสนใจถ้วยนี้ เพราะไม่มีใครให้ความสนใจ ส่งเด็กลงไปเล่นทั้งหมดได้เลย" 

แต่เมื่อผ่านไปถึงจุดหนึ่ง เขากลับพบว่ารายการนี้ มีประโยชน์มากในแง่ของบริหารจังหวะการจัดทีม เพราะเมื่อรู้ล่วงหน้าว่ามีเกมกลางสัปดาห์แน่นอน มันช่วยให้เขาได้เริ่มวางแผนอย่างเป็นระบบ และไม่ต้องสลับโหมด "จริงจัง - ไม่จริงจัง" บ่อยเกินไป ซึ่งจุดนี้สำคัญมาก เพราเมื่อทีมเครื่องติดแล้ว ความมั่นใจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง เป๊ป ก็ทำให้เห็นบ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องการชนะติดต่อกันหลาย ๆ เกมในทุกรายการตั้งแต่เขามาทำงานที่แมนฯ ซิตี้ 

โดยสรุปในมุมมองของ เป๊ป และน่าจะรวมถึงโค้ชทีมใหญ่อีกหลายคนคือ ในฟุตบอลยุคใหม่ ไม่ควรมีเกมไหนที่ลงแข่งขันไปด้วยทัศนคติ "แพ้ก็ได้ไม่เป็นไร" แต่พวกเขาจะใช้ทุกเกมเป็นจุดตั้งทีมให้จริงจังตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่า

ขณะที่คู่ชิงในปีนี้ของ เป๊ป และ แมนฯ ซิตี้ อย่าง อาร์เซน่อล ก็แสดงออกคล้าย ๆ กัน มิเกล อาร์เตต้า บริหารทีมที่เสริมทัพจัดเต็มแกร่ง แม้กระทั่งการโรเตชั่นจนลุยมาถึงรอบชิงดำ โดย อาร์เตต้า ถึงกับสัมภาษณ์หลังผ่าน เชลซี เข้ารอบชิงว่า 

"เรารู้ว่าจะต้องเจอการต่อสู้ที่แท้จริง การไม่ยอมแพ้ และความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า เราจะต้องเจอกับเกมแบบไหน เราทำเรื่องพวกนั้นได้ดีมาก บรรยากาศในสนามมันพิเศษมาก มันช่วยสร้างความแตกต่าง เรารอกันมาหลายปีเพื่อมาอยู่ในจุดนี้ และเราจะสนุกกับรอบชิงชนะเลิศแน่นอน" 

เมื่อ เป๊ป และ อาร์เตต้า พร้อมเปิดหน้าแลกใส่กันเต็มสูบแบบนี้ แฟน ๆ อย่างเรา ๆ ก็มั่นใจได้ว่าจะได้เห็นเกมคุณภาพระดับ 5 ดาวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เติมอรรถรสด้วยการ "ดื่มบาว-เชียร์บอล" เปิดเครื่องดื่มจากแบรนด์คาราบาวแบบเย็นเจี๊ยบ และดูไปพร้อม ๆ กันกับผองเพื่อน ที่คอยบลัฟ คอยแซวกัน รับรองได้เลย เพิ่มความสนุกและมิตรภาพได้อีกหลายเท่า

ท้ายที่สุดจากบทสัมภาษณ์ของ เป๊ป และ อาร์เตต้า ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า คาราบาว คัพ คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ และความมั่นใจที่กำลังจะตามมาในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่น ซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้ายของฤดูกาลแล้ว 

 

ถ้วยแรกของฤดูกาล

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น การที่คุณมีทีมที่ดี และได้เปรียบจากการเริ่มต้นตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่บางครั้งคุณอาจจะได้เล่นในบ้านและเจอกับทีมที่เล็กกว่า มันค่อนข้างชัดว่า คาราบาว คัพ คือถ้วยที่เหล่าทีมใหญ่ ๆ มองว่าพวกเขามีโอกาสสูงที่จะไปถึงแชมป์ และการได้แชมป์ถ้วยแรกของซีซั่น มันก็มีค่ามากกว่าที่คิด 

ในแง่ของประวัติศาสตร์ถ้วย คาราบาว คัพ อาจจะไม่ได้สำคัญเทียบเท่ากับ พรีเมียร์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ในเชิงจิตวิทยา มันคือจุดเริ่มต้นของโมเมนตัมที่ทำให้หลายทีมเล่นได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเราได้เห็นมาแล้วกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ เอริก เทน ฮาก, แมนฯ ซิตี้ ในช่วงตั้งหลักของ เป๊ป หรือแม้กระทั่ง ลิเวอร์พูล ในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ (ยุค อาร์เน่อ ชล็อต ก็เข้าชิงตั้งแต่ปีแรกเช่นกัน) พวกเขาใช้ถ้วยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในฤดูกาลที่ยาวนาน และนำไปสู่ถ้วยอื่น ๆ ในอนาคตทั้งสิ้น 

เพราะ "แชมป์แรก" คือแชมป์ที่สามารถทำให้ห้องแต่งตัวเชื่อมั่น และความเชื่อมั่น คือเชื้อเพลิงที่สำคัญมาก ๆ ไม่ใช่แค่กับนักเตะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเฮดโค้ช ผู้บริหาร และแม้แต่แฟนบอลด้วย 

"คาราบาว คัพ มันสำคัญมาก … ผมเห็นความเอาจริงเอาจังจากทุกทีมที่ลงแข่งขันในถ้วยนี้ จากเจ้าของทีมทุกคน จากผู้จัดการทีมทุกคน ไม่ว่าทีมไหนก็ตามที่คว้าถ้วยรางวัลได้ เราจะได้เห็นความสุข ความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ซึ่งมันส่งผลอย่างมากสำหรับทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง"

คุณจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องเงินรางวัลหรือโปรแกรม แต่คือ ทัศนคติ หลายสโมสรเริ่มมองว่า ถ้วยไหนก็ตามที่มีโอกาสชนะ ควรปลูกฝังนิสัย "ต้องชนะ" ให้กับทีม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับสโมสรในระดับท็อป ที่ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ ด้วยความสำเร็จที่ถูกยืนยันผ่านถ้วยแชมป์ 

"ถึงแม้จะมีการโรเตชั่นบ้าง แต่ผมคิดว่าบทบาทของผู้เล่นในตอนนี้ คือการทุ่มเทให้กับความท้าทายของถ้วยรางวัลและเกม ๆ นี้ (คาราบาว คัพ) ถ้าคุณต้องการพัฒนาทีมของคุณจริง ๆ การมองไปยังทีมของคุณ เพื่อมองว่าพวกเขาจะตอบสนองอย่างไรกับทุกรายการ ทุกเกม และทุกโอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ" มิเกล อาร์เตต้า ช่วยยืนยันเรื่องนี้

 

แชมป์คือ "หลักฐาน"

ในอดีต คำว่า "สร้างทีม" อาจกินเวลาได้ 2–3 ฤดูกาล แฟนบอลเข้าใจ บอร์ดยังรอได้ตามแผนงาน และผลงานในสนามคือกระบวนการ มากกว่าผลลัพธ์ทันที แต่ฟุตบอลยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก คำว่า "Trust the process" กลายเป็นวลีที่มีเวลาสั้นลงเรื่อย ๆ หากคุณไม่สามารถแสดงศักยภาพอะไรออกมาเพื่อยืนยันพัฒนาการของทีมได้

ในฟุตบอลยุคนี้ การให้เวลากับโค้ชคนหนึ่งยาว ๆ เพื่อสร้างทีมอาจจะยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งสำหรับทีมระดับท็อป การได้ถ้วยรางวัลสักถ้วย จะเป็นเครื่องยืนยันการันตีได้เป็นอย่างดีว่า กุนซือคนนี้รู้จักวิธีที่จะพาเราคว้าแชมป์ เพราะบางครั้งสิ่งที่ตัดสินชะตากุนซือ ก็ไม่ใช่แค่รูปแบบการเล่น แต่คือสิ่งที่จับต้องได้มากที่สุด นั่นคือ "ถ้วยแชมป์" 

ลองนึกภาพกุนซือสองคน คนแรก ทำทีมเล่นได้ดี มีระบบ ดาวรุ่งพัฒนา แต่ยังไร้ถ้วย กับอีกคนที่เริ่มสร้างทีมตั้งแต่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็มีถ้วยหนึ่งติดมือการันตีความสำเร็จ ... ในโลกแห่งความเป็นจริง กุนซือคนที่สองมักอยู่รอดได้นานกว่า

กรณีของ เอริก เทน ฮาก กับ แมนฯ ยูไนเต็ด คือภาพสะท้อนชัดเจน แชมป์ คาราบาว คัพ ในฤดูกาล 2022-23 ไม่ได้ทำให้ ยูไนเต็ด กลับมายิ่งใหญ่ทันที แต่สิ่งที่ถ้วยรางวัลนี้ทำได้คือ เปลี่ยนโทนคำถามในห้องแถลงข่าว, เปลี่ยนวิธีที่นักเตะมองผู้จัดการทีม และเปลี่ยนระดับความอดทนของบอร์ด  

ซึ่งความจริงฟุตบอลของ ยูไนเต็ด ในยุคของ เทน ฮาก ก็ต้องบอกว่าหาจุดเด่นแบบชัด ๆ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่การเปิดซีซั่นแรกด้วยแชมป์ คาราบาว คัพ คือสิ่งที่ทำให้กุนซืออย่าง เทน ฮาก อยู่กับทีมได้ราว ๆ 2 ปีครึ่ง และถ้วย คาราบาว คัพ นี้ เมื่อไปบวกกับถ้วย เอฟเอ คัพ ที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2023-24 ส่งผลให้ เทน ฮาก ได้ไปต่อ ท่ามกลางคำถามของแฟนบอล และเสียงแตกในกลุ่มบอร์ดบริหาร

ด้วยเหตุนี้เอง คาราบาว คัพ จึงกลายเป็น "ถ้วยประกันชีวิต" ของกุนซือหลายคน แม้จะเป็นแชมป์เล็ก แต่มันคือหลักฐานอ้างอิงชั้นดีว่าทีมกำลังไปถูกทาง 

เมื่อถ้วยหนึ่งถ้วยสามารถยืดอายุงาน สร้างเครดิต และเปลี่ยนมุมมองทั้งสโมสรได้ การส่งทีมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ จึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่กุนซือยุคนี้อยากรับ ... คาราบาว คัพ จึงไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่คือ "เกมการเมือง" ของอาชีพผู้จัดการทีม ที่สามารถเอาไปใช้ต่อรองกับบอร์ดบริหารได้ 

และนั่นคือเหตุผลที่วันนี้ ทีมใหญ่ไม่กล้าปล่อยถ้วยนี้หลุดมืออีกต่อไป และคนที่ได้กำไรก็คือแฟนบอล ที่ได้ชมฟุตบอล คาราบาว คัพ ในเวอร์ชั่นที่เน้น จัดเต็ม และสนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ ระหว่าง อาร์เซน่อล vs แมนฯ ซิตี้ จะแข่งขันกันในวันที่ 22 มีนาคม 2026 คิกออฟเวลา 23:30 น. ณ สนาม เวมบลีย์ กรุงลอนดอน 

และสำหรับแฟนบอลบ้านเราที่ไม่ได้ไปดูแบบสด ๆ ติดขอบสนาม ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เพราะ คาราบาว เตรียมจัดเต็มในกิจกรรม "เชียร์บอล เชียร์บาว" Watch Party ให้ทุกคนได้มันและเข้าถึงอารมณ์เหมือนกับอยู่ในเวมบลีย์ร่วมกับแฟนบอลกว่า 8 หมื่นคนแน่นอน 

ส่วนกิจกรรมจะจัดที่ไหน เวลาใดนั้น รอติดตามการประชาสัมพันธ์ในเร็ว ๆ นี้ ... แต่รับรองได้ว่างานนี้เร้าใจ จนคุณไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน 


เชียร์บอล เชียร์บาว!!!  เชียร์ได้สุด เชียร์กับคาราบาว

ไม่ว่าจะเชียร์ทีมไหน ดูบอลเมื่อไร ก็จัดเต็มกับเครื่องดื่ม
คาราบาว และเครื่องดื่มตะวันแดงเย็น ๆ ฟองนุ่ม ๆ ได้ทุกแมตช์ รับรองว่าสนุกได้สุดแน่นอน เชียร์ได้สุด เชียร์กับคาราบาว
เชียร์บอล เชียร์บาว!!!
ชนแก้ววววววว….

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.manutd.com/en/news/detail/key-quotes-from-erik-ten-hag-press-conference-before-barnsley-carabao-cup-tie
https://www.arsenal.com/news/arteta-importance-carabao-cup
https://www.teamtalk.com/news/guardiola-states-importance-of-carabao-cup-to-man-city
https://www.theguardian.com/football/2024/feb/25/jurgen-klopp-hails-liverpool-triumph-as-most-special-a-memory-for-ever

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ