Feature

ทั้งที่เป็นอริร่วมเมือง : ทำไม อาร์เซน่อล กับ เชลซี มักซื้อขายนักเตะ ไป-มา ต่อเนื่อง |  Main Stand

ไค ฮาแวร์ตซ์ ยิงประตูชัยส่ง อาร์เซน่อล เข้าชิง คาราบาว คัพ ไปแล้ว และนี่เป็นอีกครั้งที่เขา “ยิงทีมเก่า” จนมีดรามาพอได้หอมปากหอมคอบนโซเชียลมีเดีย

 

 

กรณีลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นในเกม เชลซี VS อาร์เซน่อล บ่อย ๆ เพราะนี่คือ อริร่วมลอนดอน และแฟนบอลก็พร้อมจะปากแซ่บใส่กันเสมอ 

ทว่าในแง่ของตลาดซื้อขาย ทั้งคู่กลับเป็นอริที่ซื้อมา-ขายไป ให้กันและกันอย่างต่อเนื่อง จนแทบเป็นเรื่องปกติ ... คำตอบมีแค่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างเดียวหรือไม่ ? 

ติดตามกับ Main Stand 

 

จากศัตรูห่าง ๆ สู่อริตัวเอ้ 

ความเป็นอริของ เชลซี และ อาร์เซน่อล ถือเป็นหนึ่งในศึกดาร์บี้แมตช์ของลอนดอนที่เข้มข้นที่สุด ซึ่งมีรากฐานมาจากทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสำเร็จที่ทับซ้อนกัน และเหตุการณ์ดรามาทั้งใน และนอกสนามมากมาย 

ในเชิงของฟุตบอล พวกเขาทั้งคู่ต่างเป็นสโมสรที่อยากจะประสบความสำเร็จมากที่สุดในลอนดอน ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ และเถียงกันไม่จบ ฝั่งอาร์เซน่อล ก็ใช้เหตุผลว่าพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกได้มากกว่า (13 สมัย) ขณะที่ฝั่ง เชลซี ก็มีเหตุผลมาค้าน เพราะพวกเขาเป็นทีมเดียวในลอนดอนที่คว้าแชมป์ยุโรปได้ครบทั้ง 3 รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัย 

ในอดีตความเป็นอริโดยตรงของทั้ง 2 ทีมอาจจะยังไม่ได้มากเทียบเท่าสมัยนี้ เพราะย้อนกลับไปก่อนมีพรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล กับ เชลซี ต่างก็มียุครุ่งเรืองที่ไม่ตรงกัน อีกทีมหนึ่งขึ้น อีกทีมหนึ่งลง วนไปอย่างนั้น จนกระทั่งมาถึงยุคทศวรรษที่ 2000 นี่แหละ ที่อะไรหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป 

การเข้ามาครอบครองสโมสรเชลซี ของ โรมัน อบราโมวิช ในปี 2003 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้งสองทีมเป็นคู่แข่งลุ้นแชมป์ด้วยกันโดยตรง ซึ่งช่วงเวลาหลังจากนั้นเกิดดรามาบนหน้าสื่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในยุคที่ เชลซี มี โชเซ่ มูรินโญ่ และ อาร์เซน่อล มี อาร์แซน เวนเกอร์ ... ที่มีการสาดวาทะกันไปมาอย่างเผ็ดร้อน ชนิดว่าตอนนั้นต้องใช้คำว่า “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ” และยังมีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น จนอะไรหลาย ๆ อย่าง ได้เปลี่ยนแปลงไป 

แต่เดิมแรกเริ่มนั้น แม้แฟนบอลอาร์เซน่อลจะมองว่าสเปอร์สคือคู่ริเริ่ม และแฟนเชลซีจะมองสเปอร์สหรือฟูแล่มเป็นคู่แข่งทางภูมิศาสตร์มาก ... แต่ภาพที่ชัดที่สุดในแง่ของการแข่งขันเพื่อความสำเร็จระดับโลก ทั้งสองทีมต่างยอมรับว่าอีกฝ่าย คืออุปสรรคสำคัญในการเป็นอันดับหนึ่งของลอนดอนอย่างแท้จริง 

ความเป็นอริที่เกิดขึ้นนี้ทำให้แฟนบอลทั้ง 2 ทีม ชิงชังกันมากขึ้น ถ้ามีอดีตนักเตะของ อาร์เซน่อล มาเยือนที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แฟนบอลก็โห่กันสนามแทบแตก กลับกัน ถ้ามีอดีตนักเตะเชลซี ที่ย้ายไปทีมอื่นแล้วได้มีโอกาสไปเยือน อาร์เซน่อล เสียงโห่ก็ดังไม่แพ้กัน 

ความเป็นอรินี้แทบไม่มีที่ว่างในเรื่องของฟุตบอล ทว่าในเรื่องของตลาดซื้อ-ขาย ... กลับกลายเป็นว่าทั้ง 2 ทีมถือเป็นคู่ค้าชั้นดีแบบไม่แคร์ดรามาบนหน้าสื่อเลย มันเป็นเพราะอะไร ? 

 

ศัตรูในสนาม สู่คู่ค้าบนโต๊ะเจรจา

ในสนาม พวกเขาคือศัตรู แต่ในห้องประชุม ทั้งสองสโมสรกลับมี “DNA แบบเดียวกัน” อย่างหนึ่ง คือคิดแบบองค์กร ไม่ใช่คิดแบบแฟนบอล 

เอ็มมานูเอล เปอตีต์, แอชลี่ย์ โคล, วิลเลียม กัลลาส, ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า, ปีเตอร์ เช็ก จนกระทั่งไล่มาถึงยุคหลังที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าง ดาวิด ลุยซ์, โอลิวิเยร์ ชิรูด์, วิลเลียน, โนนี่ มาดูเอเก้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไค ฮาแวร์ตซ์ ชื่อที่เป็นประเด็นในตอนนี้ ... ความจริงยังมีมากกว่านี้ แต่เท่าที่ยกมาก็พอจะบอกได้ว่าทั้ง 2 ทีมซื้อ-ขาย กันโดยตรงบ่อยสุด ๆ โดยเฉพาะหลังปี 2000s เป็นต้นมา 

เหตุผลก็คือ ทั้ง 2 สโมสรไม่ได้มองโลกในมิติของฟุตบอลอย่างเดียวเท่านั้น บอร์ดของพวกเขาต่างไม่สนว่าใครเคยเป็นอริ สิ่งเดียวที่สำคัญคือ นักเตะคนนี้ยังใช้งานได้ไหม ?, ราคาที่จ่ายไปสำหรับนักเตะคนนี้คุ้มหรือเปล่า ? หรือ ดีลนี้จะช่วยแก้ปัญหาของทีมเราได้จริง ๆ หรือไม่ ? 

ภาพนี้จะชัดขึ้น เมื่อคุณไปมองที่เชลซี ในช่วงหลายปีหลังสุด พวกเขามักจะเป็นทีมที่ซื้อนักเตะมาเติม มาเสริมทัพเป็นจำนวนมากในแต่ละตลาดซื้อขาย ถ้าจะพูดแบบไม่เกรงใจกัน แต่ไม่ได้ใส่อคติก็คือ มีอยู่หลายครั้งที่ เชลซี ซื้อนักเตะ “เกินความจำเป็น” 

ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่พวกเขาต้องปล่อยนักเตะส่วนเกินที่ไม่ได้ลงเล่น หรือถึงเวลาที่ทีมต้องรีดงบ ลดค่าเหนื่อย หรือแก้กฎ FFP การขายนักเตะคือสิ่งที่พวกเขาต้องทำ และการขายให้คู่อริร่วมเมืองแบบ อาร์เซน่อล ก็เป็นอะไรที่ต้องบอกว่า “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” ด้วยเหตุผลหลายประการ

อย่างแรกคือเรื่องในสนาม การซื้อนักเตะที่รู้จักพรีเมียร์ลีก เข้าใจความเข้มข้นของฟุตบอลอังกฤษ และไม่ต้องลุ้นเรื่องการปรับตัวมากนัก ทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิต เพราะนักเตะยังได้อยู่ในลอนดอนเหมือนเดิม ถือเป็นสิ่งที่เหมาะมากในมิติของนักเตะที่มีครอบครัวที่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ๆ  

โดยเฉพาะ อาร์เซน่อล ในช่วงที่กำลังเริ่มสร้างทีม พวกเขาซื้อนักเตะจาก เชลซี ในราคาถูกมาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถูกกว่าตอนที่ เชลซี ซื้อนักเตะเหล่านั้นมา อาทิ เช็ก, วิลเลียน, จอร์จินโญ่ และ ฮาแวร์ตซ์ เป็นต้น 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของประเด็นนี้คือ แม้จะมีการซื้อ-ขาย กันโดยตรงหลายครั้ง แต่ทั้งคู่มักจะไม่ส่งนักเตะที่ดีที่สุดของตัวเองให้อีกฝ่าย (ยกเว้นในรายของ แอชลี่ย์ โคล) และดีลใหญ่ ๆ มักเกิดขึ้นในช่วงที่ทั้ง 2 ทีม ไม่ได้แย่งแชมป์กันโดยตรง หลายครั้งเป็นช่วงที่ เชลซี ไม่ได้เป็นทีมเต็งลุ้นแชมป์ หรือไม่ก็เป็นช่วงที่ อาเซน่อล กำลังสร้างทีมในยุค มิเกล อาร์เตต้า ช่วงแรก ๆ มากกว่า 

การขายนักเตะให้กันจึงไม่ถูกมองว่า “ยื่นดาบให้ศัตรู” แต่เป็นการถ่ายโอนทรัพยากรในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยนอกสนามที่สำคัญไม่แพ้ผลการแข่งขันเลย 

 

อำนาจ และเกมการเมืองสนามฟุตบอล

นอกจากเหตุผลเชิงฟุตบอล และธุรกิจดีลระหว่างสองทีมนี้ยังมีมิติทางจิตวิทยาแฝงอยู่ให้เห็น สำหรับอาร์เซน่อล การดึงนักเตะจากเชลซี คือ การบอกว่า แม้เราจะไม่ได้มีงบประมาณเทียบเท่า แต่เราก็สามารถซื้ออย่างชาญฉลาด นักเตะที่คุณมองว่าไม่จำเป็น เราสามารถเอามาใส่ในระบบของเราที่เหมาะสมกว่าได้ ดูเหมือนภาพของ ฮาแวร์ตซ์ จะเป็นภาพที่ชัดมากที่สุดในกรณีนี้ เพราะเขากลายเป็นอาวุธทางแท็กติกที่สำคัญสำหรับฟุตบอลของ อาร์เตต้า ไปแล้ว 

สำหรับเชลซี การขายให้อาร์เซน่อลก็เป็นเหมือนการย้ำว่าพวกเขามีนักเตะอยู่ในมือ และส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นผู้กำหนดตลาด เชลซีแทบไม่เคย “ง้อ” พวกเขาขายเมื่อเห็นว่าคุ้ม และเดินหน้าซื้อใหม่ทันที ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ สิงห์บลูส์ ทำมาเสมอ และชัดเจนมากในช่วงนี้ เพราะมีนักเตะเข้า-ออก ในแต่ละตลาดเยอะมาก ไม่ว่าจะในรูปแบบของการซื้อ-ขายขาด หรือการปล่อยยืมตัวไปยังทีมต่าง ๆ เพื่อระบายสควอดที่มีล้นเกินไป 

และอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาอาจไม่สนเรื่องความเป็นอริในการขายนักเตะให้กับ อาร์เซน่อล หรือทีมในบิ๊กซิกส์ของลีกทีมอื่น ๆ ก็อาจเป็นเพราะว่า มีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่มีกำลังทางการเงินเทียบเท่ากับเหล่าบิ๊กซิกส์  ดังนั้นจึงมีทีมไม่มากนักที่ เชลซี จะสามารถขายผู้เล่นให้ได้ในราคาที่เหมาะสมกับนักเตะได้เหมือนกับที่พวกเขาเทขาย ฮาแวร์ตซ์ ให้ อาร์เซน่อล หรือขาย เมสัน เมาท์ ให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด 

โดยสรุปแล้ว มีเพียง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และบาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นที่จะสามารถคว้าตัวนักเตะระดับท็อปของสโมสรแถวหน้าของอังกฤษได้ หรือในแง่หนึ่งแล้ว ทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีกได้ตั้งราคาตัวเองสูงเกินไปจนเกินเอื้อมแล้ว นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม เชลซี และ อาร์เซน่อล จึงพร้อมจะซื้อ-ขาย กันเสมอ ตราบใดที่พวกเขายังคงให้ความสำคัญของบัญชีการซื้อ-ขาย ที่ปัจจุบันต้องรัดกุมมากขึ้น เพราะการขาดทุนมากกว่ากฎ PSR จะนำพาปัญหาที่ใหญ่กว่ามาเยือนแน่นอน 

สุดท้ายแล้ว บทสรุปของเรื่องนี้อาจทำให้แฟนบอลไม่พอใจ แต่บอร์ดบริหารทั้งสองฝั่งรู้ดีว่าฟุตบอลยุคนี้ อารมณ์แพ้ให้เหตุผลไม่ได้ ดีลระหว่างอริร่วมเมืองคู่นี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ ศัตรูในสนาม อาจเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดในตลาดนักเตะได้เช่นกัน เหมือนที่ต่างฝ่ายต่างก็ทำธุรกิจร่วมกันจนถึงทุกวันนี้ 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.goal.com/en/lists/12-players-played-arsenal-and-chelsea-premier-league-era/44l9hupx15sx1bx8jx043hf0o
https://www.forbes.com/sites/steveprice/2023/07/12/why-chelsea-sold-stars-to-premier-league-rivals/
https://www.footballtransfers.com/en/transfer-news/uk-premier-league/2025/11/noni-madueke-eight-players-played-both-chelsea-arsenal
https://sports.yahoo.com/article/why-arsenal-keep-signing-chelsea-140000542.html

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ