
สวยงาม พลิ้วไหว ครองบอลเหนือใคร ... แต่ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันแค่ความสวยงามหรือความแข็งแกร่งในสนามเท่านั้น เพราะมันยังมีบททดสอบทางจิตใจด้วยว่า คุณพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์หรือเปล่า
นี่คือเรื่องราวของ "จุดพีก เวนเกอร์ บอล" อาร์เซน่อล ฤดูกาล 2007-08 ที่พวกเขาไร้ถ้วยรางวัล และว่ากันว่าเหตุการณ์มันพลิกผันจากเกมเพียงนัดเดียวเท่านั้น
ติดตามทั้งหมดกับ Main Stand
จุดพีก "เวนเกอร์ บอล"
หลังจากพ้นผ่านชุด "แชมป์ไร้พ่าย" อันเกรียงไกร เมื่อปี 2004 อาร์เซน่อล ตั้งใจจะพาสโมสรก้าวไปสู่อีกระดับในแง่ของการตลาดด้วยการลงทุนสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ จาก ไฮบิวรี่ เป็น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ที่จะทำเงินได้อีกมหาศาลในอนาคต
ขณะเดียวกัน นักเตะในทีมชุดนั้นหลายคนโรยรา และ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของทีมก็พร้อมรับนโยบายสโมสร ที่จะเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัด สตาร์ค่าเหนื่อยแพงอย่าง ปาทริก วิเอร่า, เธียร์รี่ อองรี ทยอยย้ายออกไป งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการทำสนามแข่ง เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างทีมคนหนุ่มขึ้นมาใหม่ภายใต้ปรัชญา "เวนเกอร์ บอล" ที่สวยงาม เฉียบคม และทรงพลัง

เวนเกอร์ รวบรวมขุมกำลังแข้งอายุน้อยฝีเท้าดีหลายคนในช่วงก่อนหน้านี้ พวกเขาได้นักเตะที่เข้ามาเป็นแกนหลักในแต่ละตำแหน่งและดูดีขึ้นเรื่อย ๆ ตำแหน่งผู้รักษาประตูมี มานูเอล อัลมูเนีย ขึ้นมารับไม้ต่อจาก เยนส์ เลห์มันน์ ตำแหน่งกองหลังมีเซ็นเตอร์แบ็กอย่าง โคโล ตูเร่ และยังได้ วิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังดีกรีตัวจริงทีมชาติฝรั่งเศสมาจาก เชลซี เป็นของแลกเปลี่ยนในการเสีย แอชลี่ย์ โคล ไป
แดนกลางมีจอมทัพที่ดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนอย่าง เชส ฟาเบรกาส ประกอบร่างเข้ากับตัวรับพลังไดนาโมอย่าง มาติเยอ ฟลามินี่ มีพี่ใหญ่อย่าง จิลแบร์โต้ ซิลวา กับ โทมัส โรซิคกี้ คอยเป็นเสาหลักช่วยเติมความเก๋า และมีตัวริมเส้นที่จี๊ดไม่แพ้ใครในช่วงนั้นอย่าง อเล็กซานเดอร์ เคล็บ
ขณะที่แดนหน้ามีตัวจบสกอร์ที่ เวนเกอร์ ดึงมาจาก โมนาโก ด้วยราคาแค่ 2.5 ล้านปอนด์ แต่กลับขึ้นมาเป็นหัวหอกตัวหลักระดับคั่วดาวซัลโวลีกอย่าง เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และยังมี โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ พร้อมทั้งผู้มาใหม่อย่าง เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา กองหน้าทีมชาติโครเอเชียตัวบราซิลโอนสัญชาติ
รูปแบบการเล่นของทีมชุดนั้น เวนเกอร์ มักจะใช้ระบบ 4-4-2 โดยใช้การครองบอลจากเท้าสู่เท้าที่แม่นยำ นักเตะแต่ละคนนับว่าเป็นพวกเบสิคแน่น แย่งบอลยาก แต่ไม่หวงบอล จังหวะไหนต้องจ่ายก็มีความแม่นยำที่มากพอ จังหวะที่ต้องเลี้ยงต้องแหวก พวกกลุ่มตัวรุกในทีมชุดนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน

มีคำกล่าวถึงทีมชุดนั้นจากกลุ่มแฟนบอล อาร์เซน่อล ในเว็บบอร์ดระดับโลกอย่าง Reddit ที่สรุปถึงความยอดเยี่ยมของทีมชุดนั้นได้ดีว่า
"ทีมชุดนี้ไม่ได้มีนักเตะระดับสตาร์แถวหน้าของโลกเลย แต่มันคือจุดพีกของ เวนเกอร์ บอล เลยก็ว่าได้ ฟุตบอลที่มี เคล็บ, เชส, โรซิคกี้, ฟาน เพอร์ซี่ และ อเดบายอร์ คือความสร้างสรรค์อย่างที่สุด มันเป็นฤดูกาลที่น่าจดจำของพวกเรามาก ๆ"
"ผมยังจำบรรยากาศในปีนั้นได้ ในพรีเมียร์ลีกเหมือนเต็มไปด้วยออร์ค (อสูรร้ายในโลกแฟนตาซี) ที่โหดเหี้ยม แต่ เวนเกอร์ สร้างทีมฟุตบอลที่กำลังนำเสนอวิธีการเล่นแบบใหม่ เน้นความห้าวของนักเตะหนุ่ม ใช้ความสามารถและเทคนิคผสมผสานกัน เราเล่นเกมด้วยการสร้างความบันเทิงขั้นสุด มีประตูทุกรูปแบบให้คุณเห็นไม่ว่าจะเป็นการยิงไกลจากระยะ 35 เมตร การต่อบอลทำชิ่งจังหวะเดียว ไปจนถึงการคว้าชัยในนาทีสุดท้ายของเกมอยู่บ่อย ๆ"
"ทีมชุดนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกเรา (อาร์เซน่อล) เป็นฝ่ายธรรมะ กำลังต่อสู้เหล่าอธรรมจอมป่าเถื่อนอย่างแท้จริง"
ถ้าคุณทันได้ดูทีมชุดนั้น คุณเองก็น่าจะคิดไม่ต่างกันนัก อาร์เซน่อล มาดีตลอดทั้งซีซั่นด้วยฟุตบอลที่สวยงามและทรงประสิทธิภาพ จนกระทั่งทุกอย่างมาพบกับจุดหักเหครั้งสำคัญของซีซั่น ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า "ฝันร้ายที่ เซนต์ แอนดรูวส์"
ฝันร้ายที่ เซนต์ แอนดรูวส์
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น อาร์เซน่อล ชุดนั้นไม่ใช่แค่เล่นสวย แต่สามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้เสมอ และยืนยันได้จากการที่พวกเขายืนในตำแหน่งจ่าฝูงจนมาถึงเกมวีกที่ 27 ที่พวกเขาต้องบุกไปเยือน เบอร์มิงแฮม ที่ เซนต์ แอนดรูวส์
ว่ากันตามหน้าเสื่อ นี่ไม่ใช่เกมที่ยากเย็นอะไร เบอร์มิงแฮม เป็นทีมที่ไม่มีความสม่ำเสมอ และไม่ได้มีนักเตะที่เป็นทีเด็ดพิษสงมากมายนัก ต่างกับ อาร์เซน่อล ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรง คว้าชัยมารัว ชนิดที่ว่า 10 นัดหลังสุดพวกเขา ชนะถึง 8 เกม และยังไม่แพ้ทีมไหนเลย แถมเกมรับก็เสียไปแค่ 4 ลูกเท่านั้น

ในตอนนั้น โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้มาใหม่อย่าง เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา กำลังเล่นได้อย่างเข้าฟอร์มและปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเริ่มยิงได้ต่อเนื่องมากขึ้น ก่อนเกมที่ เซนต์ แอนดรูวส์ "ดูดู้" ยิงไปถึง 6 ประตูจาก 7 เกมหลังสุดที่ลงสนาม จนถึงขั้นที่ เวนเกอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า "เขามาทีหลัง แต่เขาเริ่มเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง จุดแข็งของเขาคือการจบสกอร์ และเขาทำให้ผมมีความสุขมาก กับการมีกองหน้าที่ตัดสินเกมได้อยู่ในทีมสำหรับช่วงเวลาเช่นนี้" ... นอกจากนี้ ดูดู้ ยังเปิดเผยภายหลังว่า เวนเกอร์ เคยคิดจะให้เขาใส่เสื้อหมายเลข 14 ต่อจากตำนานอย่าง อองรี อีกด้วย
เวนเกอร์ จัดทีมมาในระบบเก่ง 4-4-2 และขนนักเตะชุดที่ดีที่สุดลงสนาม ได้แก่ มานูเอล อัลมูเนีย - บาการี่ ซานญ่า, วิลเลี่ยม กัลลาส, ฟิลิปป์ เซนเดอรอส, กาแอล กลิชี่ - ธีโอ วัลค็อตต์, เชส ฟาเบรกาส, มาติเยอ ฟลามินี่, อเล็กซานเดอร์ เคล็บ - เอดูอาร์โด้ และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์
ด้วยทีมจัดเต็มแบบนี้ มันช่วยไม่ได้ที่ เบอร์มิงแฮม ซึ่งเล่นในบ้านจะต้องงัดแท็กติกแบบบอลอังกฤษโบราณออกมา พวกเขาจำเป็นที่จะต้องเล่นหนัก ถึงเนื้อถึงตัว เพื่อทดแทนคุณภาพโดยรวมของนักเตะทั้งทีม แถม อาร์เซน่อล ชุดนั้นก็พลิ้วเสียจนทำให้พวกเขาอาจเผลอคิดไปว่าต้องเล่นแบบ "บอลผ่านได้ คนห้ามผ่าน"
แต่บางครั้งความคิดแบบนั้นมันก็สุดโต่งและเห็นแก่ตัวเกินไป ... เริ่มเกมได้แค่ 2 นาที เอดูอาร์โด้ ถูก มาร์ติน เทย์เลอร์ กองหลังของ เบอร์มิงแฮม เข้าสกัดอย่างหนัก จนข้อเท้าหักผิดรูป
นักเตะ อาร์เซน่อล แสดงอาการวิตกกังวลทันทีเมื่อเห็นความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ แกรี่ เลวิน นักกายภาพบำบัดรีบส่งสัญญาณขอเปลหามทันที และอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงมากจน Sky Sports ตัดสินใจไม่แสดงภาพรีเพลย์ของจังหวะเข้าปะทะนั้น
เทย์เลอร์ ถูกไล่ออก ส่วน เอดูอาร์โด้ ถูกหามออกจากสนามด้วยอาการเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เขาลงเอยด้วยอาการขาหักและข้อเท้าซ้ายหลุด ไม่สามารถเล่นฟุตบอลอาชีพได้อีกเกือบหนึ่งปีเต็ม

อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณภาพที่มี ดูเหมือนว่า อาร์เซน่อล กำลังจะจบวันอันยากลำบากด้วยสามแต้มเต็ม จากสองประตูของ ธีโอ วัลคอตต์ ทำให้ทีมนำอยู่ 2-1 ... พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเล่นช้า ๆ และดึงสกอร์นั้นไว้จนจบเกมแต่แล้วช่วงท้ายเกม กลิชี่ ก็ทำฟาวล์ในเขตโทษ ก่อนที่ เจมส์ แม็คฟาดเด้น ที่ยิงลูกแรกของเกม จะยิงเข้า และจบเกมด้วยการเสมอกัน 2-2
ไม่มีอะไรเจ็บปวดและช็อกไปกว่านี้ กัลลาส กัปตันทีมของ อาร์เซน่อล ออกอาการสติแตกทันทีหลังจบเกม มีการเห็นว่าเขาเข้าไปด่าใส่ กลิชี่ ที่เสียฟาวล์แบบโง่ ๆ ในเกมนี้ ซึ่งเพื่อนร่วมทีมหลายคนไม่พอใจกับการกระทำของกัปตันทีม เท่านั้นยังไม่พอ กัลลาส ยังเรียกความสนใจด้วยการลงไปนั่งเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากที่กลางสนาม จนกล้องถ่ายทอดสดฉายภาพนี้ของเขาออกอากาศ
ด้าน เวนเกอร์ ออกอาการโวยแหลกใส่ อเล็กซ์ แม็คลิช กุนซือคู่แข่ง และโจมตีใส่ เทย์เลอร์ ทันทีที่ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า "ผมเห็นการฟาวล์มาเยอะ แต่สิ่งที่เขาทำมันน่าเกลียดที่สุด นี่คือการเข้าปะทะแบบตั้งใจและเห็นแก่ตัว โทษของใบแดงที่เขาได้ควรเป็นการห้ามเล่นฟุตบอลทั้งชีวิต" ... สาเหตุที่ เวนเกอร์ โกรธขนาดนั้นก็เพราะเขารู้ว่า เกมนี้มีผลอย่างมากต่อซีซั่นที่เหลืออยู่อย่างแท้จริง
หัวใจไม่แกร่งพอ
ผลเสมอที่ เบอร์มิงแฮม เป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่ย่ำแย่ซึ่งทำให้ฤดูกาลของ อาร์เซน่อล กลายเป็นซีซั่นแห่งความผิดหวังอย่างมาก พวกเขาชนะเพียงแค่เกมเดียวจาก 7 เกมพรีเมียร์ลีกถัดมา
ในช่วงนั้น มีความพ่ายแพ้แบบเฉียดฉิว 1-2 ในเกมเยือนทั้งกับ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยทั้งสองเกม อาร์เซน่อล ขึ้นนำก่อนจากประตูของ ซานญ่า ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ และ อเดบายอร์ ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ทั้งสองเกม พวกเขาไม่สามารถรักษาความได้เปรียบไว้ได้ พ่ายแพ้ไปจากสองประตูของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ในศึกลอนดอนไฟต์ ขณะที่ลูกฟรีคิกของ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ ก็ทำให้พวกเขาอกหักที่แมนเชสเตอร์

นอกเหนือจากความพ่ายแพ้ต่อ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว อาร์เซนอลยังต้องพบกับความพ่ายแพ้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อ ลิเวอร์พูล แบบน่าเจ็บใจ อาร์เซน่อล เหลือเวลาอีกเพียง 7 นาทีก็จะเขี่ยลิเวอร์พูลตกรอบก่อนรองชนะเลิศอยู่แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็เสียจุดโทษจากการยิงของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ ลิเวอร์พูล ก็เอาชนะไป 4-2 ในคืนนั้น รวมสองนัดเป็น 5-3
อาร์เซน่อล ชนะสี่เกมสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งรวมถึงแฮตทริกครั้งที่สองของ อเดบายอร์ ในเกมกับ ดาร์บี้ แต่ก็สายเกินไปแล้ว พวกเขาจบฤดูกาลโดยมี 83 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดนับตั้งแต่ฤดูกาล "ไร้พ่าย" ในซีซั่น 2003-04 แต่จบอันดับที่สาม ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์อยู่ 4 คะแนน และตามหลัง เชลซี รองแชมป์ 2 คะแนน
น่าเสียดายที่ช่วงที่พีกที่สุดของ เวนเกอร์ บอล ใน 22 เกมแรกของฤดูกาล ไม่สามรถเปลี่ยนผลการลุ้นแชมป์ในตอนท้ายซีซั่นได้ ถือเป็นการพลาดแชมป์อย่างน่าผิดหวังสำหรับ อาร์แซน เวนเกอร์ แฟนบอล และนักเตะทุกคน ทำให้ อาร์เซน่อล ไร้ถ้วยรางวัลยาวนาน 3 ซีซั่นติด หลังจากแชมป์ เอฟเอคัพ ปี 2005 และกว่าที่พวกเขาจะได้แชมป์อีกครั้ง ต้องรอถึงปี 2014 ในถ้วย เอฟเอคัพ เช่นกัน

แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่า การบาดเจ็บของ "ดูดู้" คือตัวตัดสินซีซั่น 2007-08 ของพวกเขา แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้แน่ ๆ คือด้วยความเป็นทีมคนหนุ่ม และหลายคนยังใหม่ ไร้ประสบการณ์เป็นแชมป์ใหญ่ พวกเขาจึงยังไม่สามารถควบคุมสติ และตั้งท่าลุยได้แบบเหมาะสมในสถานการณ์เช่นนี้
พวกเขายังต้องเรียนรู้เพิ่มอีกสำหรับการเป็นทีมใหญ่และมี "จิตวิญญาณของผู้ชนะ" ... เพราะถ้าคุณอยากจะเป็นแชมป์ คุณจะไม่มีเวลาให้เสียใจมากนักไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสะดุดล้ม หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือลืมความผิดหวังนั้นซะ จากนั้นทุกคนต้องพร้อมใจกันลุกขึ้นมาให้ไวและกลับมายืนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ... นี่คือบทเรียนที่เราได้จาก อาร์เซน่อล ในซีซั่นนั้น
แหล่งอ้างอิง
https://www.espn.co.uk/football/match/_/gameId/220466/arsenal-birmingham-city
https://www.reddit.com/r/Gunners/comments/bldhpp/what_went_wrong_for_arsenal_in_the_premier_league/?rdt=44203
https://www.reddit.com/r/Gunners/comments/12dnys7/arsenals_0708_season_peak_wengerball_and_why_it/
https://premierleague25years.wordpress.com/2022/02/20/seasonal-stories-arsenal-2007-2008/
https://en.wikipedia.org/wiki/2007%E2%80%9308_Arsenal_F.C._season#Transfers
https://www.rediff.com/sports/report/injury/20080224.htm