
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “ตระกูลเบ็คแฮม” ไม่ได้เป็นเพียงครอบครัวของอดีตนักฟุตบอลระดับโลก แต่คือ Family Brand ที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ
ภาพของ เดวิด–วิคตอเรีย–ลูก ๆ ทั้งสี่ ได้นำเสนอในฐานะครอบครัวคนดังที่สมบูรณ์แบบ มีวินัย สนับสนุนกัน และประสบความสำเร็จในทุกสนาม ทั้งกีฬา แฟชั่น และไลฟ์สไตล์
แต่เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในครอบครัวระหว่าง บรู๊คลิน ที่ทิ้งบอมบ์ครั้งใหญ่ใส่พ่อแม่ … ผลกระทบแบบไหนจะเกิดขึ้นบ้างหลังจากนี้ ?
สินทรัพย์ที่มองไม่เห็นของตระกูลเบ็คแฮม
จะมีครอบครัวไหนบนโลกนี้ที่ดูจะมีพร้อมทุกอย่างจนเหมาะกับคำว่า “ครอบครัวเฟอร์เฟ็กต์” อย่างตระกูลเบ็คแฮมอีก ?
เดวิด เบ็คแฮม เคยออกมาพูดเสมอเกี่ยวกับแนวคิดการใช้ชีวิตของเขา และครอบครัว ว่าถึงแม้ทุกคนจะมองเข้ามา และบอกว่านี่คือการประดิษฐ์ และสร้างภาพลักษณ์เพื่อทำให้พวกเขาดูสูงส่ง ทว่าความจริงแล้ว ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องประดิษฐ์ สิ่งที่เขาเป็นในวันนี้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้เปลือกนอกจะเป็นเรื่องความร่ำรวย และชื่อเสียง แต่ "แก่นแท้" ของเขาคือ ทุกอย่างเริ่มต้นจากทัศนคติของผู้ชนะ และการทำงานหนัก เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครอง
หากคุณมองดูองค์ประกอบครอบครัวเบ็คแฮม คุณจะพบว่า เดวิด และ วิคตอเรีย คือต้นแบบของคนที่ประสบความสำเร็จ เริ่มตั้งแต่หน้าตา ภาพลักษณ์ อาชีพการงาน ว่ากันว่าคนที่เดินทางไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพย่อมมีอีโก้สูง และมักไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็พึ่งพาตัวเองได้ แต่สำหรับ เดวิด และ วิคตอเรีย พวกเขาไม่ใช่แค่คู่รักที่ทำให้ตัวเองอยู่แค่ในกระแส แต่พวกเขา คือ คู่ทุกข์-คู่ยาก ที่ผ่านเรื่องดี และร้ายมาก็ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ยังอยู่เคียงข้างกัน แบบที่คนทั่วไปมองว่ามันคืออุดมคติของคู่ชีวิตที่ดี
การคบกันของทั้งคู่ สร้างจุดแข็งของตระกูลเบ็คแฮมขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ... จุดแข็งของพวกเขาไม่ใช่จำนวนถ้วยแชมป์ที่ เดวิด ทำได้ หรือแบรนด์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จของวิคตอเรีย แต่มันคือการสร้าง "สตอรี่" ที่แข็งแกร่งขึ้นมา และทำให้ทุกคนต้องมองไปที่พวกเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ภาพของ เดวิด สะท้อนผ่านการทำงานหนัก มีวินัย และแน่นอนที่สุดคือการซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ถึงแม้เขาจะเคยมีเรื่องชู้สาวหลุดมาหนึ่งครั้ง แต่ทุกอย่างก็ถูกตบให้เขารูปเข้ารอย และหลังจากนั้นเขากลายเป็นภาพลักษณ์ของ "สามีที่ดี" ที่บาลานซ์ความสำเร็จส่วนตัว กับครอบครัวที่อบอุ่น
ภาพของ วิคตอเรีย คือผู้หญิงเก่ง มั่นใจ จากการสร้างอาณาจักรแฟชั่นขึ้นมาด้วยตัวเอง และยังมีภาพลักษณ์เป็นคุณแม่สายสตรองของวงการบันเทิง
เรื่องราวของทั้งคู่รวมกันเป็นหนึ่ง และสะท้อนผ่านลูก ๆ ของเขา ที่มักจะได้รับการนำเสนอผ่านสื่อว่า ลูก ๆ ของพวกเขาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้จะมีกรอบ แต่ก็ได้อิสระในการลองผิดลองถูก ได้โอกาสทำในสิ่งที่อยากจะทำ ...ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นตัวอย่างของครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ อบอุ่น และเป็นแบบอย่างที่ดีได้
ที่สำคัญมัน ไม่ใช่แค่เรื่องของความเพอร์เฟ็กต์ และอบอุ่นเท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ของตระกูลเบ็คแฮมที่แข็งแกร่งนี้ ได้รับการนำไปต่อยอดได้กับหลายอย่าง ทั้งงานโฆษณา, แบรนด์หรู หรือแม้แต่ในยุคโซเชียลมีเดียที่พวกเขามักจะผลิตคอนเทนต์เชิงไลฟ์สไตล์ออกมาได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ
นับตั้งแต่ เดวิด-วิคตอเรีย คบหากัน จนกระทั่งมีลูก ๆ ทั้ง 4 คน ถึงตอนนี้ก็กินเวลามาเกือบ 30 ปีแล้ว ... ภาพลักษณ์ในแง่ของแบรนด์ครอบครัวของพวกเขา นับวันยิ่งดูแข็งแรงมากขึ้น และทำเงินจากความเป็นเฟอร์เฟ็กต์แฟมิลี่ไปมากมายมหาศาล
แต่คำถามสำคัญ คือ ตอนนี้หลังจากที่ลูกชายคนโต บรู๊คลิน ได้ทิ้งระเบิด และแฉเรื่องราวภายในครอบครัว พร้อมประกาศตัดขาด พ่อ-แม่ ...สิ่งที่น่าสนใจ คือ แบรนด์ของครัวเบ็คแฮม จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
จากเรื่องในบ้าน สู่ ความเสี่ยงเชิงแบรนด์
ในมุมธุรกิจ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องการกระทบกระทั่งกันระหว่าง ลูก กับ พ่อ-แม่ เพราะโดยปกติแล้วในช่วงวัยรุ่น ลูก ๆ มักจะได้เจอกับสังคมใหม่ ๆ และมีบางช่วงเวลาที่พวกเขาอยากจะลองค้นหาตัวเองโดยการออกจากใต้ปีกของครอบครัวดูบ้าง
แต่ผลกระทบที่แท้จริงของเรื่องนี้มันคือการที่ครอบครัวเบ็คแฮม จะไม่สามารถควบคุมเรื่องเล่าของครอบครัวที่เพอร์เฟ็กต์ได้อีกต่อไป
คุณต้องไม่ลืมว่า เดวิด และ วิคตอเรีย มีพื้นที่บนหน้าสื่อตลอด ไม่ได้มาจากความสำเร็จของพวกเขาอย่างเดียว แต่พวกเขาขายสตอรี่ คุณค่าของความเป็นครอบครัว และขายวิถีชีวิตที่หลายคนอยากจะเดินตาม ซึ่งตอนนี้จากคำพูดของ บรู๊คลิน เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าภาพลักษณ์ของพวกเขาได้เกิดความสั่นคลอนครั้งใหญ่อย่างแท้จริง
"ตลอดทั้งชีวิตของผม พ่อแม่เป็นคนควบคุมผมมาตลอด เรื่องเล่าที่ออกสู่สื่อเกี่ยวกับครอบครัวของเรา โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ที่สร้างภาพ งานครอบครัว และความสัมพันธ์ที่ไม่จริงใจ เป็นสิ่งที่ผมต้องเติบโตมาพร้อมกับมัน"
"ผมได้เห็นกับตาตัวเองว่า พวกเขาพยายามอย่างที่สุดเพียงใด ในการปล่อยคำโกหกนับไม่ถ้วนออกไปยังสื่อ ส่วนใหญ่เป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ผมเชื่อว่าความจริงจะปรากฏสักวันแน่นอน พ่อแม่ของผมพยายามอย่างมากที่จะทำลายความสัมพันธ์ของผมมาตลอด ตั้งแต่ก่อนงานแต่งงานที่ฟลอริดา เมื่อเดือนเมษายน 2565 และก็ทำมาตลอดไม่ยอมหยุด"

ประโยคนี้จาก บรู๊คลิน ตีภาพลักษณ์ของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบแตกกระจุย ไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดมา มันจะจริงเท็จมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อประโยคนี้ออกสู่สาธารณะ เดวิด และ วิคตอเรีย ก็ถูกมองว่าเป็นคนที่ตั้งใจสร้างภาพให้ครอบครัวดูอบอุ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งการตอบโต้ของเดวิด เบ็คแฮม ครั้งล่าสุด ที่เขาพูดในเชิงที่ว่า "นั่นคือสิ่งที่ผมสอนลูก ๆ ของผม บางครั้งคุณต้องปล่อยให้พวกเขาทำผิดพลาดบ้าง" ก็แปลได้เป็นนัย ๆ ว่า เดวิด ยังคงเลือกฝ่ายครอบครัว และมองว่า บรู๊คลิน ตัดสินใจผิดพลาด ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นดรามาบนหน้าสื่อ และส่งผลต่อครอบครัวในเวลานี้
แน่นอนว่าเราควรต้องฟังความ 2 ด้าน แต่ผลกระทบที่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนเข้าใจในเวลานี้คือ บรู๊คลิน ได้ลาออกจากการเป็นครอบครัวในฝัน และพร้อมถูกมองจากคนภายนอกในฐานะ "ทายาทคนดัง" ที่ขัดแย้งกับครอบครัว
สิ่งที่บรู๊คลินทำ ไม่ผิดเลยหากว่ากันตามหลักเสรีภาพ เขาโตพอที่จะเลือกทางเดินของตัวเองได้ ทว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นมิตรกับแบรนด์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องการความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และภาพเชิงบวก
เสียหายแค่ไหน ? และจะกู้ภาพลักษณ์กลับมาได้หรือไม่
ความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอนแล้วจากคำพูดที่ บรู๊คลิน เปิดฉาก แต่อย่างน้อยมันก็อาจจะไม่ถึงกับพังทลายไปทั้งหมดสำหรับทุกอย่างที่สร้างมา มันยังสามารถซ่อมแซมกลับมาได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ
ผลกระทบในระยะสั้นคือ ภาพลักษณ์ครอบครัวสมบูรณ์แบบถูกลดความน่าเชื่อถือ, แบรนด์ต่าง ๆ ในฐานะผู้จ้างอาจต้องจะระมัดระวังมากขึ้นในการใช้ภาพรวมครอบครัว หรืออะไรก็ตามในทำนองนี้
ขณะที่ผลในระยะยาวคือ หากดรามานี้ยังถูกขยายต่อ ตระกูลเบ็คแฮมอาจต้อง รีแบรนด์จาก "ครอบครัวเพอร์เฟ็กต์" เป็น "ครอบครัวจริง" ที่มีความ "เรียล" ไม่ต่างจากสามัญชนคนทั่วไป... ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนักสำหรับข้อนี้
เหตุผลก็เพราะโลกยุคใหม่เริ่มมีการยอมรับเรื่องความไม่สมบูรณ์ ความขัดแย้ง และความจริง มากกว่าความสวยงามที่ถูกจัดฉาก
ลองคิดภาพดูหากว่าดรามานี้ถึงตอนจบ ทุกคนคุยกันรู้เรื่อง และกลับมาโอบกอดกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างยอมรับในสิ่งที่เป็นซึ่งกันและกัน มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ?

มองอีกด้าน พวกเขาก็คงเหนื่อยกันมามากกับการออกสื่อด้วยภาพลักษณ์ของครอบครัวที่อบอุ่น รักใคร่ ไร้ปัญหาภายใน ทั้ง ๆ ที่ความจริงเกิดความไม่เข้าใจ และมีหลายคนไม่มีความสุขกับสิ่งที่พวกเขาพยายามแสดงออกมา ... มันคงจะดีกว่าไหม หากพวกเขาได้ใช้ชีวิต ได้พูด ได้คิดแบบที่ตัวเองอยากจะทำ โดยไม่ต้องมีกรอบแห่งความกดดันครอบพวกเขาไว้อีก
ปัญหาของ บรู๊คลิน อาจจะกลายเป็นบทเรียนสำคัญของครอบครัวให้เข้าใจและได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ อะไรมากขึ้น พวกเขาอาจจะใช้มันปรับเปลี่ยนในการดูแลลูก ๆ อีก 3 คนที่เหลือ และปรับให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็ได้
ดรามานี้ไม่ได้ทำลายตระกูลเบ็คแฮม แต่มันได้ปิดฉากยุคครอบครัวเฟอร์เฟ็กต์เท่านั้น แต่ความไม่สมบูรณ์แบบครั้งนี้ อาจกลายเป็น จุดเริ่มต้นของภาพลักษณ์ที่ "จริง" และยั่งยืนกว่าเดิม
แบรนด์ไม่ได้พังเพราะมีปัญหา แต่พัง เพราะจัดการปัญหาไม่เป็น เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่คนไม่ได้ต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการครอบครัวที่รับมือกับความแตกหักได้อย่างมีวุฒิภาวะ ... ดังนั้น นี่คือบททดสอบสำคัญที่สุดของแบรนด์ "เบ็คแฮม" อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิง :
https://people.com/beckham-family-feud-everything-to-know-11888482
https://www.marketing-interactive.com/can-brand-beckham-survive-its-very-public-family-feud
https://www.bbc.com/news/articles/ce3ekq4z5dyo