
เกมฟุตบอลระดับโลกมักถูกห้อมล้อมด้วยเสียงเชียร์จากแฟนบอลที่ดังกระหึ่ม
อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุด บางครั้งมันกลับไม่ใช่เสียงจากอัฒจันทร์ หากเป็น "เสียงในหัว" ที่เกิดจากใครบางคนพยายามบอกคุณอยู่เรื่อย ๆ ว่า "ชาตินี้ คุณดีไม่พอ"
นี่คือเรื่องราวของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่เสียงเหล่านั้นไม่เคยเงียบเลย ตั้งแต่วันที่เขายังเป็นเด็กตัวเล็กในอาร์เจนตินา จนถึงวันที่เขาสวมเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และถูกจับจ้องจากคนทั้งโลก
ชื่อเสียงและเงินทอง ที่ต้องแลกมาด้วยสงครามที่เกิดขึ้นในความคิดของตัวเอง ... เรื่องของเขาบอกเล่าสะท้อนถึงสิ่งที่ซ่อนภายในใจของนักเตะยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ทำตามหน้าที่...ไม่ใช่เรื่องง่าย
ลิซานโดร มาร์ติเนซ ไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กในอุดมคติของโลกฟุตบอล เขาสูงเพียง 175 เซนติเมตร ไม่มีรูปร่างแบบพิมพ์นิยม และไม่มีภาพจำของกองหลังยุโรปคลาสสิกที่วางมาดเป็นพี่ใหญ่ ชนทุกอย่างที่พยายามแหลมเข้ามาในเขตโทษของคุณให้กระเด็นกลับไป
อย่างไรก็ตาม ความยอดเยี่ยมของเขานั้นมีอะไรให้พูดถึงมากกว่าส่วนสูง ลิซานโดร มาร์ติเนซ อาจจะเสียเปรียบบ้างในเรื่องนี้ แต่เขาก็หาจุดเด่นอีกหลายด้านเข้ามาทดแทนได้เป็นอย่างดี

ความคล่องตัวที่มีมากกว่าปราการหลังร่างยักษ์ ทักษะการเข้าชิงเหลี่ยมแบบ "ถึงบอลก่อน" ที่ช่วยลดความเสียเปรียบเรื่องร่างกาย ไปจนถึงการครองบอล และออกบอลที่หูตากว้างไกล เล่นได้อย่างฉลาด เหมือนเป็นตัวเปิดเกมรุกจากแดนหลังที่ช่วยให้ทีมมีเกมบุกที่หลากหลาย
ลิซานโดร ใช้สิ่งเหล่านั้นลบคำวิจารณ์เรื่องส่วนสูงได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่แปลกก็คือในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นมา เขากลับรู้สึกว่างเปล่า ... การพยายามเอาชนะถ้อยคำเชิงลบกลับไม่มีความหมาย มันกลายเป็นความรู้สึกว่า "ชนะแล้วยังไงต่อ ?"
เขายอมรับว่าเขากำลังคาดหวังกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมากเกินไป ชุดความคิดสมัยที่เขายังเป็นเด็กคิดว่าเมื่อได้มาเล่นในยุโรป ชีวิตจะต้องเพียบพร้อมทุกด้าน ทั้งเงินและชื่อเสียง เพียงแต่ว่าเมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้จริง ๆ มันกลับไม่วิเศษเลิศเลอแบบที่คิดไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจึงเหมือนความว่างเปล่า เหมือนวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วไม่มีรางวัลให้ ... นั่นคือจุดที่เขาคิดว่าต้องหาทางออกจากเรื่องนี้ให้ได้
"ผมเริ่มเข้ารับการบำบัดเรื่องสภาพจิตใจมาตั้งแต่ตอนเล่นให้อาแจ็กซ์แล้ว จริง ๆ มันมีการเถียงกันในหัวและผมก็คัดค้านเรื่องนี้มาตลอด ผมพบว่าตัวเองมีทุกอย่างที่ชีวิตต้องการแล้วที่นี่ ทั้งค้าแข้งในยุโรป, ติดทีมชาติ, มีรถในฝัน และได้ลงเล่นทุกสัปดาห์ ... แต่สิ่งเหล่านี้เติมเต็มไม่ได้เลย จิตใจของผมยังว่างเปล่า และสิ่งง่าย ๆ อย่างความสุข กลับไม่เกิดขึ้นเลยในจิตใจผม" ลิซานโดร กล่าว

เป้าหมายของการบำบัดจิตใจในเวลานั้นคือสิ่งที่ ลิซานโดร พยายามจะยกตัวเองก้าวข้ามสิ่งที่เขาเป็น จริงอยู่ที่เขาทำตามฝันในวัยเด็กได้หลายข้อ แต่ในโลกของมืออาชีพนั้นไม่มีคำว่าเพียงพอ คุณอิ่มตัวไม่ได้ ไม่สามารถหยุดพัฒนาได้เลย เพราะทุกวันคือการแย่งชิง ... ถ้าคุณหยุด คนที่เคยตามหลังคุณจะเริ่มแซงหน้า และจากนั้นคุณจะกลายเป็นคนที่ถูกลืม
"การหนีจากสิ่งที่รบกวนสมองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คุณต้องการความอ่อนน้อมถ่อมตน และเริ่มต้องยอมรับว่าตัวเองก็เป็นแค่ธรรมดาคนหนึ่ง ... จริงอยู่ที่ผมเป็นนักฟุตบอล แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นแค่อีกหนึ่งอาชีพ เป็นกีฬา มันไม่ได้วิเศษไปกว่าใคร เพราะเราทุกคนต่างก็มีความเป็นคนเท่ากันนี่แหละ"
การกลับสู่โลกแห่งความจริงคือสิ่งที่ มาร์ติเนซ ได้จากการบำบัดจิตครั้งแรกของเขาที่ อาแจ็กซ์ ... จากคนที่เคยคิดว่าตัวเองวิ่งเข้าเส้นชัยแล้ว กลับตกผลึกใหม่ว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การหาเงินเยอะ ๆ การที่ทุกคนรอบตัวกล่าวยกย่องและชื่นชมคุณราวกับเป็นฮีโร่ แต่มันคือการที่คุณชนะขีดจำกัดของตัวเองในทุก ๆ วัน
เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเริ่มสร้างโจทย์ที่ยากขึ้นให้ตัวเอง และทุก ๆ การเอาชนะ คุณจะรู้สึกว่าคุณได้ใช้ชีวิตอย่างมีค่า และไม่เสียเวลาเปล่าให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
โจทย์ที่ 2 กับ แมนฯ ยูไนเต็ด
การค้าแข้งในลีกดัตช์กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คือความสำเร็จในระดับหนึ่งที่น่าชื่นชม แต่ใครจะปฏิเสธได้ว่าในโลกฟุตบอลนั้น สิ่งที่เขาทำได้มันไม่ใช่ความท้าทายขั้นสุด ... แนวคิดแบบนี้ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อรับโจทย์ต่อไปที่ยากยิ่งขึ้น
การมาที่ ยูไนเต็ด ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาจะต้องได้รับเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบเท่า เพราะพรีเมียร์ลีกไม่ให้อภัยใคร โดยเฉพาะนักเตะตัวเล็กในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ... ทุกเสียงบอกกันว่าเขาคงไม่รอด กับลีกฟุตบอลที่ทุกทีมมีอาวุธจากลูกโด่งและลูกตั้งเตะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ถูกฝึกด้านจิตใจมาแล้ว คำวิจารณ์นั้นไม่ได้มีผลมากนักสำหรับเขา ลิซานโดร บอกว่า เขาก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมทันทีที่เขาลงสนาม เขาจึงกลายเป็นนักเตะขวัญใจแฟนบอลปีศาจแดง ... คาแรกเตอร์ ทักษะ เทคนิค และความแข็งแกร่งของเขาไม่แพ้ใครง่าย ๆ จริงอยู่ที่เขาอาจจะไม่ได้เล่นดีทุกนัด แต่คุณจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า ในวันที่เขาฟิตเต็มร้อย แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่มีแนวรับแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"นับตั้งแต่เริ่มต้นการปรึกษาด้านจิตใจครั้งนั้น ผมก็ไม่เคยหยุดเลย ... ผมเข้าใจแล้วว่าไม่ควรแสวงหาสิ่งใดจากภายนอก แต่ควรแสวงหาจากภายในตัวเราเอง ผมพบความสุขและความสงบสุขในตัวเอง ซึ่งประเมินค่าไม่ได้" มาร์ติเนซ ว่าแบบนั้น
มองผิวเผินตามหลักศาสนาพุทธ เขาเปรียบเสมือนคนที่ค้นพบสัจธรรมที่ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ข้างใน ไม่ใช่จากสิ่งภายนอกที่ไม่เที่ยงแท้ (ลาภ ยศ สรรเสริญ) และสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดทุกข์ได้ง่ายกว่า ... แต่การทดสอบที่แท้จริงไม่จบลง มันคือการเริ่มโจทย์ที่ยากขึ้น จากการบาดเจ็บติด ๆ กันซ้อน ๆ 2 ครั้ง ที่ทำให้เขาหายจากสนามฟุตบอลรวมกันถึง 1 ปี ... เจอแบบนี้จิตใจที่ว่าแข็งแกร่ง ก็ต้องเกือบยอมแพ้ได้เหมือนกัน
"เมื่อต้องเจอกับเรื่องนี้ (ปัญหาอาการบาดเจ็บ) ผมทำให้ผมถึงกับคิดว่าจะเลิกเล่นฟุตบอลไปเลย ทุกสิ่งที่เคยเข้าที่ถูกบดให้แหลกละเอียดจนคุณแทบจะเสียสมดุลในการใช้ชีวิตไปเลย ทุกอย่างที่คุณเคยทำมาถูกหยุดไว้ตรงนั้น และคุณต้องเจ็บปวดแน่นอนเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น"
"ผมย้อนมองกลับเข้าไปในความคิดของตัวเอง และอยากกลับสู่จุดเริ่มต้น แค่อยากพาครอบครัวกลับไปอยู่ที่อาร์เจนตินาอีกครั้ง ความรู้สึกว่าเราควรต้องพอได้แล้ว เพราะสิ่งที่เป็นมันทรมานเหลือเกิน"
"ผมนั่งทบทวนทุกวัน ผมอยากจะหายเจ็บ อยากมีความสุข และอยากกลับไปอยู่ในจุดที่ผมเคยทำได้ดีทั้งเรื่องร่างกาย จิตใจ และคาแรกเตอร์ แต่ตอนนั้นผมพังยับ ผมคิดว่าผมอาจจะไม่เหมาะกับอาชีพฟุตบอลอีกต่อไป"
ความรู้สึกเหล่านี้คล้าย ๆ กับตอนที่เขาพบจิตแพทย์ที่อาแจ็กซ์ แต่มันคือโจทย์แบบใหม่ หลักสูตรเดิมที่เคยรักษาใจใช้ไม่ได้อีกแล้วเมื่อก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น ... และในช่วงเวลานั้นเอง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของชีวิต ก็ทำให้ ลิซานโดร พบความหมายว่าเมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรอีกให้ต้องยอมแพ้
แก่นแท้ของชีวิต
กระบวนการฟื้นฟูร่างกาย บังคับให้ชายหนุ่มจากอาร์เจนตินาต้อง "สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่" เขาตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงที่การฟื้นตัวเข้มข้นที่สุด ความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่และความกลัวว่าจะไม่มีวันกลับไปสู่ระดับเดิมได้นั้น เป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนเขาอยู่เสมอ
เขากลับมาพบจิตแพทย์อีกครั้ง และหนนี้มันไม่ได้เปลี่ยนความคิดเขาแบบฉับพลัน หากแต่ทำให้เขาค่อย ๆ เกิดปัญญา มองเห็นทางออกแบบช้า ๆ .... จนกระทั่งความหวังแห่งชีวิตปรากฏขึ้นกับเขา นั่นคือลูกสาวคนสุดท้องของเขาคลอดลืมตาขึ้นมาดูโลก
สำหรับคนเป็นพ่อ-แม่ ว่ากันว่าเมื่อลูกของคุณลืมตาดูโลก จิตวิญญาณของคุณจะถูกชำระล้าง ฝันใหญ่ในชีวิตของคุณอาจจะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่รับรองได้เลยว่ามันจะลดความคาดหวังลงไป ... ลูก สำคัญเท่ากับชีวิต และลูกคือแรงผลักดันตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ทำให้คุณอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะให้ใครมาชื่นชม แต่เพื่ออยากให้ลูกคนของคุณมีชีวิตที่ดี และที่สำคัญที่สุดให้เขาได้ภูมิใจกับสิ่งที่คุณทำ
"สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือการกำเนิดของลูกสาวผม ผมได้รับบาดเจ็บ และหนึ่งเดือนต่อมาเธอก็ลืมตาดูโลก ผมกลายเป็นคนที่ตื่นรู้อีกครั้ง ผมเริ่มบอกตัวเองว่า 'ไม่ ไม่ ... ฉันไม่มีทางที่จะยอมแพ้' เธอคือแรงผลักดันของผมในทุกๆ วัน ผมไปฝึกซ้อมทุกครั้งเพื่อทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อลูกสาวของผมโดยเฉพาะ"
เมื่อเป้าหมายในชีวิตแน่นอน ทุกอย่างที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข ก็กลับกลายเป็นเรื่องง่ายไปโดยปริยาย คำถามที่ถูกสุมอยู่เต็มหัว ค่อย ๆ ถูกปลดไปทีละข้อ ทีละข้ออย่างไม่รู้ตัว ... คำว่า "ทุกปัญหามีทางออก" ที่ใครหลายคนพูดมาเป็นการปลอบใจ ใครจะรู้ว่าเมื่อเราพบปัญญา และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา ... ทุกปัญหาจะมีทางออกจริง ๆ
ลิซานโดร กลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในช่วงกลางซีซั่น 2025-26 และเริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จากคนที่เคยจะยอมถอยกลับบ้าน กลายเป็นที่บอกว่า "ก็คิดว่าปัญหามันจะแก้ยากกว่านี้" ... นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ของเขา
"ผมรู้สึกดีมาก ผมค่อนข้างประหลาดใจเพราะคิดว่าการกลับมาจะยากกว่านี้ แต่เราจัดการเวลาการลงเล่นของผมได้ดี มันคือการค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป สโมสรทำได้ยอดเยี่ยมมาก และนั่นช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากในตอนนี้ ทั้งร่างกายและจิตใจ ผมดีกว่าที่เคยเป็นมา"
"ผมเริ่มไตร่ตรองดูว่า สถานการณ์นี้กำลังพยายามบอกอะไรผม ผมจะเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้ได้บ้าง ผมจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร ผมใช้มันเป็นข้อคิดเชิงบวก บางครั้ง คุณต้องเจอเรื่องแย่ ๆ เพื่อเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่
"บางครั้งคุณคิดว่าโลกนี้ช่างโดดเดี่ยวและคงไม่มีใครช่วยคุณได้ และนั่นล่ะคือช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตต้องเจอ ... จะบอกว่าผมขอบคุณอาการบาดเจ็บมันก็คงจะเกินไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีหรอก แต่ความจริงก็คือมันทำให้ผมเปลี่ยนไป ผมเห็นคุณค่าของชีวิต ผมมีความสุขผ่านการรับรู้เรื่องรอบตัวง่าย ๆ สภาพอากาศ กลิ่นหญ้า ลูกบอล การก้าวลงสู่สนาม และทุกสิ่งทุกอย่าง" มาร์ติเนซ กล่าวทิ้งท้าย
การที่ลิซานโดรกล้ายอมรับว่าเขาต้องพบจิตแพทย์ กล้ายอมรับว่าเคยคิดจะเลิกเล่น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความกล้าหาญในรูปแบบที่ฟุตบอลไม่ค่อยพูดถึง
และบางที … ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเตะคนหนึ่งอาจไม่ใช่ถ้วยแชมป์ แต่คือวันที่เขาเอาชนะ "เสียงในหัว" ของตัวเองได้สำเร็จ
แหล่งอ้างอิง
https://africa.espn.com/football/story/_/id/47623753/man-united-lisandro-martinez-quit-acl-injury-argentina
https://www.tntsports.co.uk/football/premier-league/2025-2026/lisandro-martinez-manchester-united-ajax-argentina-erik-ten-hag-ruben-amorim-therapy_sto23200019/story.shtml
https://www.manutd.com/en/news/detail/lisandro-martinez-exclusive-interview-providing-injury-update
https://www.tribalfootball.com/article/soccer-premier-league-lisandro-martinez-on-being-unhappy-at-man-utd-i-ve-been-in-therapy-9b34695a-b258-4c7b-a459-a02fdbeeb2a8