Feature

คนไม่ใช่หุ่นยนต์ : ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กับการครองบัลลังก์ตราหมี 15 ปีไม่เปลี่ยนแปลง | Main Stand

15 ปีที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า ใช้กุนซือไปทั้งหมด 10 คน ขณะที่ เรอัล มาดริด ใช้โค้ชไปแล้ว 8 คน (แถม 2 คนจากจำนวนดังกล่าวคุมคนละ 2 รอบด้วย) สะท้อนให้เห็นถึงฟุตบอลยุคปัจจุบันที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และสโมสรต้องพยายามถีบตัวไปข้างหน้า

 


อย่างไรก็ตาม สำหรับ แอตเลติโก มาดริด สโมสรเดียวในสเปนที่เบียดแย่งแชมป์กับ 2 ทีมนี้ได้ในช่วง 2 ทศวรรษหลังสุด กลับเลือกใช้คนเพียงคนเดียว แถมยังทุ่มค่าเหนื่อยมหาศาลให้กับชายที่ชื่อ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ 

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง แต่ทำไม แอตฯ มาดริด ยังคงมูฟออนจาก ซิเมโอเน่ ไม่ได้ แม้จะมีบางช่วงที่ผลงานแย่ แฟนบอลไม่พอใจ ?

ติดตามความยอดเยี่ยมที่ทำให้เขาเป็นราชาแห่งตราหมีตลอด 15 ปีกับ Main Stand

 

ถึงที่หมาย อย่าลืมที่มา

ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ พา แอตฯ มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา 2 สมัย และเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 2 ครั้ง ตลอดอายุงาน 15 ปีของเขา ... แม้จะไม่ใช่จำนวนที่มากมาย แต่เราก็ไม่ควรลืมว่า นี่คือลีกที่มี 2 สโมสรระดับแถวหน้าของโลก ที่เหนือกว่าพวกเขาทั้งโครงสร้างและงบประมาณ อย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า

จากสิ่งที่กล่าวมา ด้วยแชมป์และเกียรติประวัติต่าง ๆ ที่เขาทำได้ ก็นับว่าเขาคือ "ราชาตราหมี" แล้ว เพราะถ้าให้เราย้อนกลับไปก่อนวันที่ แอตฯ มาดริด จะดึงตัว ซิเมโอเน่ มาทำทีม ต้องบอกว่าพวกเขาตามหลัง 2 หัวแถวแบบสุดกู่

ก่อนปี 2011 แอตฯ มาดริด คือสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ มีแฟนบอล แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือความคงเส้นคงวา ในช่วงเวลาดังกล่าว แอตเลติโก ก็เปลี่ยนโค้ชบ่อยไม่แพ้ใครเหมือนกัน แต่ผลงานก็ขึ้น ๆ ลง ๆ บางช่วงตกไปอยู่ถึงค่อนล่างของตารางหรือตกชั้นก็มี เรียกได้ว่าต่อให้เปลี่ยนโค้ช หรือซื้อตัวแค่ไหน พวกเขาก็ยังเป็นแค่พระรองแห่งเมืองหลวง ชนิดที่ยากจะแซงเบอร์ 1 อย่าง เรอัล มาดริด ได้อยู่ดี

สิ่งที่เราจะบอกคือ เมื่อ ซิเมโอเน่ เข้ามา สโมสรเหมือนกับได้สร้าง DNA หรืออัตลักษณ์ในแบบของตัวเองขึ้นมาใหม่ กลายเป็นทีมที่มีวินัยในเกมรับสูงมาก และนักเตะในทีมทุกคนพร้อมจะวิ่งสู้ฟัดแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่เว้นแม้แต่ในตำแหน่งตัวรุกก็ตาม เรียกได้ว่าพวกเขาขึ้นโครงสร้างได้อย่างถูกหลักการ เพราะพยายามเน้นความสำเร็จของทีมมาก่อน ส่วนชื่อเสียงและเกียรติยศส่วนตัวของนักเตะนั้น เอาไว้ให้ถ้วยแชมป์เป็นตัวยืนยันแทน

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้ แอตฯ มาดริด ในยุคของ ซิเมโอเน่ เป็นทีมที่ทุกทีมบนโลกไม่อยากเจอ มันไม่ใช่แค่การเอาผู้เล่นลงไปอุดเกมรับ แต่ยังซ่อนไว้ด้วยคลาสที่แยบยล ที่เกิดขึ้นได้จากการคัดสรรนักเตะที่มีคุณสมบัติแข็งแกร่ง ขยัน เข้าใจเกมสูง และพร้อมเสี่ยงระดับเอาหัวเข้าไปบล็อกในจังหวะที่คู่แข่งกระโดดเตะหรือยกเท้าสูง

ต่อจากการคัดสรร คือการฝึกซ้อม ที่ ซิเมโอเน่ สุดจะเข้มข้นเรื่องการเล่นเกมรับและการยืนตำแหน่ง ระดับที่ใครยืนผิดนิดเดียว เขาเป่านกหวีดให้หยุดและเริ่มใหม่ทันที ... นอกจากซ้อมเกมรับหนักมาก ๆ เขายังจริงจังเรื่องความฟิตของนักเตะในทีมเช่นกัน เรื่องการกิน การออกกำลังกาย การเข้าโรงยิม เป็นสิ่งที่จะมีทีมงานคอยตามเช็กนักเตะของทีมตลอดว่า ได้ทำตามโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือเปล่า ซึ่งการซ้อมแบบนี้แน่นอนว่า เครียด กดดัน และน่าเบื่อมาก ๆ จากคำบอกเล่าของตัวเก๋าทั้ง อองตวน กรีซมันน์ และ โกเก้

แต่ทุกสิ่งที่กล่าวมา ได้หลอมรวมเป็นฟุตบอลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็น DNA ที่ทำให้ทุกคนรู้จักชื่อของ แอตเลติ ในวงกว้าง ... นี่ไม่ใช่ความสำเร็จชั่วคราว แต่มันคือการเปลี่ยนสถานะของสโมสรทั้งระบบ ซึ่งมีแต่กุนซือระดับหัวแถวเท่านั้น ที่จะสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนสโมสรฟุตบอลหนึ่งได้ขนาดนี้

 

ความสำเร็จไม่จำเป็นต้อง "แชมป์ทุกปี"

แม้จะสร้าง DNA ขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนสโมสรขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าของยุโรปได้สำเร็จ แต่จุดต่างสำคัญที่สุดระหว่าง แอตเลติโก มาดริด กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า คือ การนิยามของคำว่า "สำเร็จ" และ "ล้มเหลว"

ในช่วงเวลาหนึ่งที่ ซิเมโอเน่ ปรับเปลี่ยนทีม และมีการสะดุดเกิดขึ้น จนเกิดคำวิจารณ์จากแฟนบอลบางกลุ่ม แต่ทุกครั้งบอร์ดบริหารมักจะบอกว่าเก้าอี้ของ "เอล โชโล่" ยังคงแข็งแกร่ง และเขาจะได้รับการสนับสนุนจากสโมสรเสมอ ... ต่อให้ไม่มีแชมป์เลยสักถ้วยในฤดูกาล แต่พวกเขาก็จะไม่ตราหน้ากุนซือของพวกเขาว่า "สร้างซีซั่นที่ล้มเหลว" ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?

ย้อนกลับไปที่ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง มาดริด และ บาร์ซ่า การไม่ได้แชมป์คือเครื่องยืนยันว่า "โค้ชมีปัญหา" หรือบางครั้งการตกรอบฟุตบอลยุโรปต่ำกว่ารอบรองชนะเลิศ อาจจะหมายถึงการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

แต่สำหรับ แอตเลติโก มาดริด การต้องแข่งกับ 2 สโมสรที่มีงบประมาณสูงกว่า อิทธิพลทางการตลาดมากกว่า ขุมกำลังเชิงลึกเหนือกว่า ทุกคนเข้าใจและสามารถมองโลกแห่งความเป็นจริงได้

และถ้าคุณมองจากโลกแห่งความเป็นจริง และสายตาที่ปราศจากอคติ ก็ต้องยอมรับว่าสโมสรฟุตบอลอย่าง แอตฯ มาดริด ที่สามารถยืนระยะลุ้นแชมป์ลีกได้ทุกปี บางปีลุ้นจนโค้งสุดท้าย บางปีก็อาจจะหลุดโค้งไปตั้งแต่แรก แต่อย่างน้อยที่สุดหากวัดกันที่ผลลัพธ์การยืนระยะใน Top 3-4 ได้ทุกซีซั่น ไม่เคยพลาดตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่มีมูลค่ามหาศาลเลยแทบสักครั้ง (พลาดหนเดียวในฤดูกาล 2011-12 ที่เข้ามาทำทีมกลางซีซั่น) เท่านี้ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สมเหตุสมผล ที่ แอตฯ มาดริด จะยอมรับ และไม่อยากจะเสี่ยงกับโค้ชคนใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะการันตีความสำเร็จ ชื่อเสียง และการทำงานได้ตามเป้าเสมออย่างที่ ซิเมโอเน่ ทำได้

ความสำเร็จที่ ซิเมโอเน่ ทำได้ในทุกซีซั่นคือ "ความสำเร็จเชิงโครงสร้าง" หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ต่อให้ ซิเมโอเน่ จะไม่ใช่โค้ชที่ทำให้ แอตฯ มาดริด ชูถ้วยแชมป์ทุกปี หรือมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรอันดับ 1 ของโลก แต่เขาคือโค้ชที่ทำให้ แอตฯ มาดริด ไม่หลุดจากวงสนทนาเรื่องความสำเร็จเลย ลงแข่งรายการไหนก็สามารถหวังถึงแชมป์ได้ด้วยศักยภาพ และทีมเวิร์กที่พวกเขามี

 

จะมีใครทำได้อย่างเขา ?

การมีโค้ชที่พาทีมทำผลงานได้ตามเป้าทุกปี ตบเท้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบบไม่ขาด และใช้งบประมาณขาเข้า-ขาออก แบบสมดุล แม้จะมีบางคนที่ซื้อเข้ามาแพง อาทิ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ ที่ซื้อมาจาก แมนฯ ซิตี้ ด้วยราคา 95 ล้านยูโร หรือ ชูเอา เฟลิกซ์ ที่ทุบสถิตินักเตะแพงสุดของสโมสร 126 ล้านยูโร แต่อย่างน้อย แอตฯ มาดริด ก็มีนักเตะขาออกที่ทำเงินมหาศาลให้กับทีมได้อยู่เสมอ

15 ปีที่ผ่านมา แอตเลติโก มาดริด ต้องขายนักเตะตัวหลักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้ง ราดาเมล ฟัลเกา, ดิเอโก้ คอสต้า, อองตวน กรีซมันน์, โรดรี้ และอีกหลาย ๆ คน แต่ถามว่าพวกเขาเคยทรุดจนเสียทรงขนาดเล่นแย่เป็นคนละทีมเลยหรือไม่ ? ... คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน เพราะในทุก ๆ ปี พวกเขายังคงเป็นตัวแสบคอยตัดแต้ม บาร์ซ่า กับ มาดริด ในลีก อีกทั้งยังเป็นมือพิฆาตแห่งรอบน็อกเอาต์ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เขี่ยทีมยักษ์ใหญ่ตกรอบมาแล้วมากมาย

เหนือสิ่งอื่นใดคือ "ความเป็นคน" หรือ "คาแรกเตอร์" ของ ซิเมโอเน่ นั้น ถือว่าเป็นคนที่ไม่มีใครเหมือน กล่าวคือเมื่อมีเขาเป็นเฮดโค้ช นักเตะในทีมก็พร้อมจะเคารพ และเชื่อในตัวเขาเสมอ อาจจะมีบางคนที่แตกแถวบ้าง แต่ก็น้อยมาก ๆ เท่าที่จะออกมาเป็นข่าวซุบซิบก็เห็นจะมีแต่ ชูเอา เฟลิกซ์ คนเดียวเท่านั้น

การมี ซิเมโอเน่ อยู่ เปรียบเสมือนการมีศูนย์รวมจิตใจของทีม คาแรกเตอร์ของเขาสามารถทำให้หลายอย่างลุล่วงไปได้ และบางครั้งมันก็แก้ปัญหาได้มากกว่าการใช้เงินด้วยซ้ำ

สิ่งที่ยืนยันได้คือ นักเตะหลายคนที่ย้ายออกไปในภายหลังก็ตัดสินใจกลับมา เพราะตระหนักว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้อะไรที่ดีเท่านี้ที่ไหนอีกแล้ว แม้นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องวิ่งจนเหงื่อท่วมตัว หรือเสียสละความสำเร็จส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของทีมก็ตาม

อองตวน กรีซมันน์ เป็นตัวอย่างล่าสุด ที่ย้ายไป บาร์เซโลน่า แต่ก็กลับมาโดยเร็ว ขณะที่ ดิเอโก้ คอสต้า, เฟร์นานโด ตอร์เรส, ยานนิค การ์ราสโก้ และ ฟิลิเป้ หลุยส์ ก็เคยกลับมาที่สนาม บิเซนเต้ กัลเดรอน หรือ เอสตาดิโอ เมโทรโปลิตาโน่ เช่นกัน ... พูดง่าย ๆ คือแค่ ซิเมโอเน่ เรียกร้อง ลูกทีมก็พร้อมจะทำโดยที่ไม่ต้องหาเหตุผลเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้พอจะสรุปได้ว่า ซิเมโอเน่ ไม่ใช่แค่โค้ช แต่เขาแทบจะเป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศของสโมสรแห่งนี้

"การสงสัยในตัว โชโล่ ซิเมโอเน่ เป็นเรื่องบ้าบิ่น และงี่เง่าที่สุด" โรดริโก้ เดอ ปอล อดีตนักเตะของ แอตฯ มาดริด ออกตัวให้ ซิเมโอเน่ เมื่อไม่กี่ปีก่อน หลังจากมีช่วงหนึ่งที่ทีมทำผลงานไม่ดี และมีข่าวลือว่าแฟนบอลเริ่มเบื่อ อยากจะเปลี่ยนโค้ชใหม่มาแทนที่เขา

"เขาเป็นหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในโลก เขารู้แน่ชัดว่าเขาต้องการและทีมต้องการอะไร และเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็เป็นเพราะทุกคน และเมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็เป็นเพราะทุกคนเช่นกัน นี่คือสโมสร นี่คือทีม ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีหรือร้าย เราทุกคนต่างรู้ว่าเรามีหน้าที่รับผิดชอบของเรา"

"เรารู้ว่า ซิเมโอเน่ คือหัวหน้าทีมนี้ เขาคือผู้บริหารเรือลำนี้ และพวกเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำนี้ เราเชื่อในสิ่งที่เขาบอกเรา และเหนือสิ่งอื่นใด ก็เพราะวิธีการถ่ายทอดความรู้ของ เอล โชโล่" ทุกคำพูดของ เดอ ปอล ตอบทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

ดูเหมือนว่านักเตะของ แอตฯ มาดริด จะถูกปลูกฝังความเชื่อใน "ลัทธิ" ของ ซิเมโอเน่ อย่างเต็มที่ และเชื่อคำพูดของโค้ชอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นคือบรรยากาศที่คุณสัมผัสได้ และเมื่อคุณถามคำจำกัดความของ ซิเมโอเน่ กับอดีตลูกทีมของเขา คุณแทบจะไม่เคยเห็นใครว่าร้าย บางคนถึงกับเรียกเขาว่า "เทพเจ้า" อาทิ ติอาโก้ เมนเดส ที่บอกว่า

"ผมคิดว่าสำหรับพวกเรา สำหรับทุกคนในสโมสร เขาเปรียบเสมือนพระเจ้า" เขากล่าว "เขาเข้ามาที่สโมสรและเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง"

"สิ่งที่เขาพูดเป็นจริงเสมอ ถ้าเขาขอให้พวกเรากระโดดจากสะพาน พวกเราก็กระโดด ผมคิดว่าเขารู้เรื่องฟุตบอลดีมาก พวกเราทุกคนเชื่อฟังเขา และเรารู้สึกภูมิใจมากที่มีเขาเป็นโค้ช"

จะมีกุนซือกี่คนบนโลกนี้ที่สามารถสร้างตัวตนฝังเข้าไปในความคิดและหัวใจของลูกทีมตัวเองได้ขนาดนี้บ้าง ? ... และเมื่อคุณรวมทุกอย่างที่ ซิเมโอเน่ ทำไว้ คุณจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเขาจึงเป็นราชาผู้อยู่ยั้งยืนยงของ แอตฯ มาดริด ตั้งแต่ปี 2011 จนกระทั่งทุกวันนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.reddit.com/r/atletico/comments/1jh8n99/can_someone_explain_the_history_of_atletico/?rdt=62211
https://www.goal.com/en/news/why-atletico-madrid-players-love-simeone/blta20972a51b80bd8e
https://www.skysports.com/football/news/11838/10293117/how-atletico-madrid-s-team-has-changed-in-diego-simeone-s-reign
https://theathletic.com/5397193/2024/04/11/atletico-madrid-dortmund-champions-league-diego-simeone-warriors/
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-12816505/PETE-JENSON-reinvention-Diego-Simeone-Atletico-Madrid-boss-shrugs-defensive-tactics-attacking-flair.html
https://onefootball.com/es/noticias/diego-simeone-on-antoine-griezmann-alvaro-morata-partnership-there-are-no-secrets-38464280

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand