Feature

รีซ เจมส์ : ลดระดับบุกแหลก เพื่อแลกกับการยืนระยะ | Main Stand

ช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา รีซ เจมส์ คือหนึ่งในแบ็กขวาที่มีฟอร์มการเล่นคงเส้นคงวามากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยคุณสมบัติที่มีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง รวมถึงโดดเด่นทั้งเกมรุกและเกมรับ

 

สถานะของเขาได้รับการยกระดับจากดาวรุ่งสู่ดาวโรจน์ในแคมป์ เชลซี ณ ปัจจุบัน มีเพียงสิ่งเดียวที่คอยขัดขวางพัฒนาการ นั่นก็คือ "อาการบาดเจ็บ" ที่คอยรบกวนเขาอย่างต่อเนื่อง 

แต่จนถึงตอนนี้ เหมือนว่าสภาพร่างกายของแข้งรายนี้จะดีขึ้นกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา แล้ว เชลซี ทำอย่างไร ถึงช่วยให้ รีซ เจมส์ ยืนระยะลงเล่นได้หลายนัดต่อเนื่อง? มาติดตามไปพร้อมกันได้ที่ Main Stand  

 

สัญชาตญาณบุกแหลกตั้งแต่เด็ก

ในสมัยที่ รีซ เจมส์ เป็นนักเตะเยาวชน เขาได้รับการปลูกฝังความเป็นนักฟุตบอลมาจากครอบครัว เพราะว่าทั้งคุณพ่อ ไนเจล รวมไปถึง โจชัว และ ลอเรน ที่เป็นพี่ชายและน้องสาวของ รีซ เจมส์ ต่างก็เป็นนักฟุตบอลเหมือนกัน

และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ รีซ เจมส์ เลือกเล่นกีฬาฟุตบอล ก็เพราะว่าเขามี ดิดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของ เชลซี เป็นไอดอลในดวงใจตั้งแต่วัยเด็ก

นั่นจึงทำให้ในช่วงแรกที่ รีซ เจมส์ เข้าสู่เส้นทางฟุตบอลเยาวชนกับ เชลซี เขาถูกส่งลงไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า ก่อนที่เวลาต่อมา นักเตะจะขยับไปเล่นปีก ด้วยการใช้ความเร็วและทักษะที่เขามี

การที่ เจมส์ ได้รับเลือกให้เป็นกองหน้าตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งก็คือ เขาอยากจะเจริญรอยตามไอดอลอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา แต่อีกมุมหนึ่ง หนูน้อย รีซ เจมส์ น่าจะมีสัญชาตญาณการเล่นเกมรุกอยู่ในตัวที่เยอะพอสมควร เพราะนักเตะทำผลงานการถล่มประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนได้รับการยอมรับจากโค้ชชุดเยาวชน ณ เวลานั้น

วันเวลาผ่านไป เชลซี ชุดเยาวชนกลับประสบปัญหาผู้เล่นขาดแคลน โดยเฉพาะตำแหน่งกองกลาง นั่นทำให้โค้ชชุดเยาวชนตัดสินใจให้ รีซ เจมส์ ถอยลงมายืนเป็นกองกลางช่วยทีมแบบชั่วคราว

และด้วยความสามารถเฉพาะตัว ทำให้ รีซ เจมส์ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าพอใจในการยืนตำแหน่งกองกลาง ซึ่งการโยกตำแหน่งลงต่ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องลดทอนความเข้มข้นของเล่นเกมรุกลง แต่สิ่งที่เขาได้รับเพิ่มเติม คือการจ่ายบอลที่มีความเฉียบคมมากขึ้น

จนเมื่อ รีซ เจมส์ มีอายุได้ประมาณ 14-15 ปี ภายในอะคาเดมีก็เต็มไปด้วยผู้เล่นตำแหน่งกองกลางอยู่หลายคน ทำให้ไม่ค่อยได้โอกาสลงเล่นมากเท่าที่ควร

ส่งผลให้ รีซ เจมส์ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอีกครั้ง ซึ่งถ้าเขาได้กลับไปเล่นเป็นตัวรุกอีกครั้ง เจมส์ ก็อาจไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากนัก เพราะคุ้นเคยวิธีการเล่นมาอยู่แล้ว

แต่กลายเป็นว่า รีซ เจมส์ ถูกโค้ชชุดเยาวชนจับไปเล่นในตำแหน่งที่เด็ก ๆ หลายคนมักจะมองข้ามอย่าง "แบ็กขวา" ซึ่งภายหลัง รีซ เจมส์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ เชลซี ว่า 

"ตอนที่ผมมาถึงเชลซีครั้งแรก ผมเล่นเป็นกองหน้า แต่หลังจากนั้นก็ย้ายไปเล่นกองกลางอยู่ 2 ฤดูกาล แล้วตอนผมอายุ 15 ปี ผมพบว่าตัวเองต้องเล่นแบ็กขวา เพราะมีผู้เล่นที่ดีกว่ามากมายในแดนกลาง ผมเกลียดการเล่นแบ็กขวาอยู่นาน 2-3 ปี และไม่เคยอยากจะเล่นตรงนั้นเลย"

"แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้น ผมเริ่มรู้สึกชอบมัน ผมคิดว่าผมคงจะไม่ได้เล่นกองกลางอีกต่อไปแล้ว และนี่คือตำแหน่งใหม่ของผม จากนั้นผมก็เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกตอนอายุ 17 ปี ซึ่งผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับ เชลซี มาตั้งแต่เด็กแล้ว เลยรู้สึกดีใจมาก"

แล้วการที่ เชลซี เลือกให้ รีซ เจมส์ ยืนเป็นแบ็กขวา มันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นและจุดที่สร้างชื่อให้นักเตะได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการฟุตบอลอาชีพ

 

ฉายแววจนได้ขึ้นชุดใหญ่

หลังจรดปากกาเซ็นสัญญาอาชีพกับทาง เชลซี ในปี 2016 รีซ เจมส์ ก็เริ่มพัฒนาฝีเท้าของตัวเองและได้รับการไต่เต้าในชุดเยาวชน ตั้งแต่ชุด U-18 ไปจนถึงชุด U-23

กลางปี 2018 รีซ เจมส์ ในวัย 19 ปี ได้รับโอกาสให้ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมอื่น ซึ่งก็เป็นทาง วีแกน แอธเลติก ที่ตอนนั้นอยู่ลีกแชมเปี้ยนชิพเป็นทีมที่อาสาดึงไปใช้งาน

ช่วงเวลาที่ รีซ เจมส์ ค้าแข้งกับ "เดอะ ลาติกส์" ดาวรุ่งรายนี้ถือเป็นผู้เล่นที่โค้ชไว้วางใจให้ลงสนามอย่างต่อเนื่องแม้อายุยังน้อย ทั้งการยืนเป็นแบ็กขวา และลงเล่นเป็นกองกลางตัวรับในบางเกม

โดยที่ฤดูกาล 2018-19 รีซ เจมส์ ลงเล่นให้ วีแกน รวมทุกรายการ 46 นัด ทำไป 3 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ ซึ่งถือว่าเขามีส่วนกับประตูค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับการเป็นผู้เล่นเกมรับ และ เจมส์ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ วีแกน แอธเลติก อยู่รอดบนลีกแชมเปี้ยนชิพต่อไป

ฟอร์มที่โดดเด่นของ รีซ เจมส์ ไปเข้าตาต้นสังกัดแม่อย่าง เชลซี และมีลุ้นที่จะได้โอกาสขึ้นสู่ชุดใหญ่ หลังจากที่ไปยืมตัวสะสมชั่วโมงบินเพียงแค่ 1 ฤดูกาลเท่านั้น

เข้าสู่ฤดูกาล 2019-20 เชลซี แต่งตั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เข้ามาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ เนื่องจากปีนั้น ทีมถูกสั่งห้ามซื้อตัวผู้เล่น จากการละเมิดกฎเซ็นผู้เล่นดาวรุ่งต่างชาติโดยอายุยังไม่ถึงเกณฑ์

การลงโทษแบนห้ามซื้อนักเตะใหม่ บังคับให้ เชลซี ต้องผลักดันดาวรุ่งจากอะคาเดมีขึ้นมา ซึ่งในปีนั้น แฟน ๆ เชลซีต่างก็ได้เห็นเด็กปั้นจากศูนย์ฝึกค็อบแฮม ลงสนามเป็นตัวหลักอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น แทมมี่ อับราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, ฟิดาโย่ โทโมริ, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, เมสัน เมาท์ รวมไปถึง รีซ เจมส์

ผลงานแรก ๆ ที่สร้างชื่อให้ รีซ เจมส์ กลายเป็นที่รู้จักบนหน้าสื่อของอังกฤษ เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2019 เป็นเกมลีกคัพ ที่ เชลซี ถล่มเอาชนะ กริมสบี้ ทาวน์ ด้วยสกอร์ 7-1 ซึ่งนัดนั้น เจมส์ ลงเล่นเป็นแบ็กขวาตลอด 90 นาที แถมยังทำไป 1 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ด้วย

2 เดือนหลังแจ้งเกิดบนสังเวียนลูกหนังอังกฤษ รีซ เจมส์ ก็สร้างชื่อบนเวทีใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมที่ เชลซี เปิดบ้านเจอกับ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ของกุนซือ เอริค เทน ฮาก

ครึ่งแรก เชลซี พลังหนุ่มโดน อาแจ๊กซ์ ชุดรวมดาวเด่นบุกมาขึ้นนำถึง 1-3 ซึ่งช่วงพักครึ่ง แลมพาร์ด ควรที่จะต้องส่งตัวรุกลงมา เพื่อยกระดับเกมรุกและทวงประตูกลับมาหวังกอบกู้ศรัทธาจากแฟนบอล

แต่กลายเป็นว่า แลมพาร์ด เลือกส่ง รีซ เจมส์ ที่เป็นแบ็กขวา ลงมาแทนแบ็กซ้ายอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ ต่อด้วยการส่ง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงมาแทน เมสัน เมาท์

เมื่อกรรมการเป่านกหวีดเริ่มครึ่งหลัง กลายเป็นว่า เชลซี มาเจอจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ผู้เล่นของ อาแจ๊กซ์ มาโดนใบเหลืองแดงไล่ออกถึง 2 คนภายในเวลาแค่ 2 นาทีติด ๆ กัน ทำให้ เชลซี เดินหน้ายิงประตูตีตื้นไล่มาเรื่อย ๆ และยังเหลือเวลาให้ได้ลุ้นทวงประตูคืนอีกประมาณ 20 นาที ซึ่งตอนนั้น เชลซี ตามหลังอยู่ 3-4

จนในนาทีที่ 74 เชลซี ได้ลูกเตะมุม เปิดเข้าไปให้ คูร์ท ซูม่า ขึ้นโหม่งบอลไปชนคาน แต่ยังมี รีซ เจมส์ ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา จัดการยิงสวนฝ่าแนวรับของ อาแจ๊กซ์ เข้าไป เชลซี ตามตีเสมอได้สำเร็จ จบเกมด้วยสกอร์ 4-4

ประตูที่ รีซ เจมส์ ยิงใส่ อาแจ๊กซ์ กลายเป็นหนึ่งในเกมคัมแบ็กที่สุดยอดของแฟน ๆ เชลซี จากฝีเท้าของเด็กในอะคาเดมีที่เพิ่งขึ้นมาเฉิดฉายกับชุดใหญ่เป็นปีแรก

 

บุกหนักจนร่างกายรับไม่ไหว

ฤดูกาล 2020-21 ซีซั่นที่ 2 ในฐานะผู้เล่นชุดใหญ่ของ เชลซี รีซ เจมส์ ได้รับหน้าที่เป็นผู้เล่นตัวหลักมากกว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งการเข้ามาของเทรนเนอร์ชาวเยอรมันอย่าง โธมัส ทูเคิ่ล ตัวของ รีซ เจมส์ ก็ระเบิดฟอร์มเป็นยอดวิงแบ็กในทันที

ซีซั่นนั้น รีซ เจมส์ และ เบน ชิลเวลล์ คือคู่วิงแบ็กขวา-ซ้ายที่ยอดเยี่ยมในแผน 3-4-2-1 ของ โธมัส ทูเคิ่ล จนช่วยให้ เชลซี ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ด้วยการพลิกเฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้เป็นสมัยที่ 2

แถมฤดูกาลต่อมา ทีมชุดนี้ยังสานต่อความสำเร็จเพิ่มเติมด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลกแบบเก่า หรือ อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ ในปัจจุบัน

ซึ่งสไตล์การเล่นของวิงแบ็กในยุคทูเคิ่ล คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เชลซี มีไพ่ตายในการเล่นเกมรุก จนบางสื่อแซวว่า เชลซี มีตำแหน่ง "วิงแบ็กกึ่งกองหน้า" อยู่ในทีม และทำให้คู่แข่งมากหน้าหลายตาต่างต้องหาวิธีการรับมือกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม พอวิงแบ็กซ้ายขวาชุดเดิม ๆ พยายามวิ่งเลาะริมเส้นขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง มันก็ย่อมส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว ซึ่งทั้ง เจมส์ และ ชิลเวลล์ ก็ได้รับผลกระทบแบบนั้น

สำหรับตัวของ ชิลเวลล์ เคยบาดเจ็บหนักที่เอ็นไขว้หน้าหัวเข่าจนต้องพักยาวไปร่วม 7 เดือน และพอหายกลับมา ตัวนักเตะก็ไม่เคยกลับไปอยู่จุดพีคเหมือนตอนได้แชมป์ยุโรปอีกเลย

ส่วนในรายของ รีซ เจมส์ นับตั้งแต่ฤดูกาล 2021-22 รีซ เจมส์ มีอาการบาดเจ็บมากถึง 13 ครั้ง ใช้เวลารักษาตัวรวมนานกว่า 546 วัน และพลาดการลงเล่นให้ เชลซี ไปมากกว่า 100 นัด ซึ่งตัวเลขเกินกว่าครึ่งเกิดจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่บริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง หรือกล้ามเนื้อแฮมสตริง

สาเหตุสำคัญที่เขาบาดเจ็บตรงจุดนั้นอยู่บ่อยครั้ง ก็มาจากเรื่องของการใช้งานที่มากเกินไป จริงอยู่ที่ รีซ เจมส์ เป็นวิงแบ็กที่เก่งเรื่องการเล่นเกมรุกมาก ๆ แต่การส่งเขาลงสนามแบบที่ขาดตัวแทนคอยหมุนเวียน มันก็ทำให้กล้ามเนื้อต้องรับภาระมาก จนเกิดการโอเวอร์โหลดและบาดเจ็บในที่สุด

ต่อให้ รีซ เจมส์ จะเคยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษากล้ามเนื้อแฮมสตริงมาแล้ว แต่พอกลับไปใช้งานในรูปแบบเดิม รีซ เจมส์ ก็ต้องบาดเจ็บซ้ำอีกครั้งกระทบต่อทีมที่ไม่สามารถใช้งานเขาได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย    

 

ลดทางวิ่ง เพิ่มทางบอล

ช่วงเวลาที่ รีซ เจมส์ โชว์ฟอร์มระดับโลกออกมา ก็เริ่มจากตอนที่เขากลายเป็นวิงแบ็กขวาตัวท็อปในพรีเมียร์ลีก แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่มา ๆ หาย ๆ ทำให้แข้งรายนี้ต้องขาดโอกาสที่ควรจะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ

จนกระทั่งการเข้ามาของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือชาวอิตาเลียน พร้อมด้วยบรรดาทีมสตาฟที่ดึงมายกชุดจาก เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2024-25 ภารกิจชิ้นแรก ๆ ที่ มาเรสก้า และทีมสตาฟช่วยกันดูแลแบบเต็มที่ คือ เรื่องสภาพร่างกายของผู้เล่น

โดยในกลุ่มผู้ช่วยของ มาเรสก้า มีอยู่ 1 คนที่คอยรับหน้าที่ดูแลสภาพร่างกายของนักเตะชุดใหญ่ ได้แก่ มาร์กอส อัลวาเรซ (Marcos Alvarez) โค้ชฟิตเนสชาวสเปนวัย 54 ปี

สำหรับตัวของ มาร์กอส อัลวาเรซ มองผิวเผิน ทีมอื่น ๆ อาจจะคิดว่าเขาคงเป็นแค่โค้ชฟิตเนสทั่ว ๆ ไปของ เชลซี แต่แท้จริงแล้ว เขาคือโค้ชฟิตเนสนักวางแผนที่ช่วยเหลือทีมมากกว่าแค่เรื่องสภาพร่างกาย

ตามหลักแล้ว โค้ชฟิตเนสก็จะดูแลเรื่องสภาพร่างกายของนักกีฬา ตรวจเช็คมวลไขมันและมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงควบคุมด้านโภชนาการ ซึ่ง มาร์กอส อัลวาเรซ กำชับผู้เล่นว่า ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และได้สารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงเครื่องปรุงจำพวกเกลือกับซอสมะเขือเทศ

นอกจากนี้ อัลวาเรซ ยังดูแลเรื่องของความแข็งแกร่งและความอึดของผู้เล่น พร้อมทั้งฝึกฝนสภาพจิตใจ และแนะนำวิธีรักษาโมเมนตัมในการปิดเกมให้ได้ สิ่งเหล่านี้ คือบทบาทหน้าที่หลักของ มาร์กอส อัลวาเรซ เพราะเขาต้องการจะเปลี่ยนให้นักเตะชุดนี้กลายเป็นเครื่องจักรที่วิ่งได้ไม่มีหมด

แถม อัลวาเรซ ยังได้ทำงานร่วมกับ ไบรซ์ คาวานาห์ (Bryce Kavanagh) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายดูแลประสิทธิภาพ ซึ่งคอยกำกับตั้งแต่เรื่องของโปรแกรมการซ้อมไปจนถึงภาพรวม เพื่อให้สุดท้ายแล้ว ผลออกมามีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมาย

ซึ่งหนึ่งในนักเตะที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานของทีมสตาฟมากที่สุด ก็คือ รีซ เจมส์ เพราะนับตั้งแต่ที่ เจมส์ ได้รับการดูแลภายใต้การทำงานจากทีมสตาฟของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า สภาพร่างกายของเขาก็ดูดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด

เริ่มตั้งแต่การควบคุมจำนวนนาทีลงเล่นในแต่ละเกม เพื่อเป็นการค่อย ๆ เรียกความฟิตให้กับนักเตะ จากที่ลงเล่นสัปดาห์ละ 1 เกมในเวลาประมาณ 70 นาที แต่มาจนถึงตอนนี้ รีซ เจมส์ สามารถลงเล่นให้ เชลซี 2 เกมต่อสัปดาห์ได้แล้ว

อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามกันเยอะ แต่ถือว่าได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจในเรื่องของการดูแลสภาพร่างกาย นั่นก็คือ การปรับตำแหน่งการเล่น 

จากที่ เจมส์ เคยเล่นเป็นวิงแบ็กที่ต้องวิ่งขึ้นสุดลงสุด มีค่าเฉลี่ยระยะทางการวิ่งอยู่ที่ประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อเกม แต่ในยุคของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า เขาจะวางให้ รีซ เจมส์ เริ่มต้นด้วยการเป็นฟูลแบ็กฝั่งขวา ก่อนจะหุบเข้ามายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กฝั่งขวา จากระบบ 4-2-3-1 ก็ปรับมาเป็น 3-2-4-1 ให้ เจมส์ คอยเล่นเกมรับเป็นหลัก และเติมไปช่วยเกมรุกในบางครั้ง ส่วนกองหลังที่มีบทบาทในการเติมเกมรุกบ่อย ๆ จะเป็น มาร์ก กูกูเรย่า มากกว่า

หรือในบางเกม รีซ เจมส์ ก็จะได้รับคำสั่งให้ยืนเป็นกองกลาง คอยช่วยป้องกันเกมรับจากด้านข้าง เวลาที่ริมเส้นลอยสูงแล้ววิ่งลงมาเล่นเกมรับไม่ทัน แถม รีซ เจมส์ ยังสามารถออกบอลสั้นสลับยาวจากแนวลึก รวมถึงมีทีเด็ดลูกยิงไกลจากแถวสองด้วย กลายเป็นว่าค่าเฉลี่ยระยะทางการวิ่งของ รีซ เจมส์ ลดลงไปเยอะเหลือเพียงแค่ 6.8 กิโลเมตรต่อเกมเท่านั้น

สรุปแล้ว วิธีการทั้งหมดของ มาเรสก้า รวมถึงทีมสตาฟ ต่างมีความตั้งใจที่จะดูแลสภาพร่างกายให้กับนักเตะ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น โรเมโอ ลาเวีย, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า หรือแม้แต่ตัวของ รีซ เจมส์ เพื่อให้แข้งเหล่านี้สามารถอยู่ช่วยทีมได้แบบต่อเนื่อง อันจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน

ซึ่งในรายของ รีซ เจมส์ คือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มากที่สุด ด้วยคำนิยามที่สั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายอย่าง "วิ่งให้น้อย ออกบอลให้เยอะ" แม้ต้องลดระดับการเล่นเกมรุกบุกแหลก แต่ก็แลกมาด้วยการยืนระยะในการลงสนามที่ต่อเนื่อง และทำให้ทัพสิงห์บลูส์โชว์ฟอร์มเฉิดฉายเช่นทุกวันนี้    

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.transfermarkt.com/reece-james/profil/spieler/472423
https://www.transfermarkt.com/reece-james/leistungsdaten/spieler/472423
https://theprideoflondon.com/why-reece-james-subbed-half-time-new-chelsea-injury-fears
https://ca.sports.yahoo.com/news/enzo-maresca-reveals-tactical-reason-133000663.html
https://www.squawka.com/en/news/reece-james-chelsea-striker-never-wanted-to-be-right-back/
https://www.transfermarkt.com/reece-james/verletzungen/spieler/472423

Author

พงศทร​ อริ​ย​ภู​ชัย

เด็กสิงห์บลู​ส์เมืองคอน​ คลั่งฟุตบอล​ ชอบมวยปล้ำ

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand