
ครั้งหนึ่ง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส เคยถูกสื่ออังกฤษยกให้เป็น "แชมป์โลก" จากชัยชนะในเกมกระชับมิตรเพียงแมตช์เดียว ... และนั่นได้กลายเป็นข้อถกเถียงอันลือลั่น จนนำมาซึ่งการชิงชัยของสโมสรยุโรป และก้าวสู่รางวัล บัลลงดอร์ ในปัจจุบัน
วูล์ฟแฮมป์ตัน แชมป์โลก ?
ฤดูกาล 1953–54 ถือเป็นยุคทองของ วูล์ฟแฮมป์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ สแตน คัลลิส พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเกาะอังกฤษได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรแรก ๆ ของอังกฤษ ที่ติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง พร้อมจัดแมตช์กระชับมิตรยามค่ำคืน โดยเชิญทีมจากต่างประเทศมาร่วมลับแข้งที่รังเหย้า โมนิวซ์ สเตเดียม อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1953 อาทิ ทีมรวมดาราแอฟริกาใต้, เซลติก (สกอตแลนด์), ราซิ่ง คลับ (อาร์เจนตินา) เป็นต้น
กระทั่งปี 1954 เกมกระชับมิตรแมตช์แรกในเดือนพฤศจิกายน วูล์ฟแฮมป์ตัน ได้เชิญ สปาร์ตัก มอสโก จากสหภาพโซเวียต มาแข่งและเอาชนะไปได้ 4-0 ก่อนที่เกมสองในเดือนธันวาคม จะเจอกับ บูดาเปสต์ ฮอนเวด ยอดทีมจากฮังการี
แมตช์ดังกล่าวได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะนาทีนั้นทีมชาติฮังการีคือทีมระดับท็อปของโลก พวกเขาเพิ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิก ในปี 1952 ก่อนที่จะคว้ารองแชมป์ฟุตบอลโลก 1954 มาหมาด ๆ โดยผู้เล่นกำลังสำคัญมาจาก บูดาเปสต์ ฮอนเวด นำโดย เฟเรนซ์ ปุสกัส และ ซานดอร์ โคชิส เจ้าของรางวัลดาวซัลโวฟุตบอลโลก
ที่สำคัญ ฮังการี ยังเพิ่งสร้างความชอกช้ำให้กับทีมชาติอังกฤษ ด้วยการบุกมาชนะในเกมอุ่นเครื่องถึงเวมบลีย์ 6-3 ในปี 1953 และยังเปิดบ้านถล่ม 7-1 ที่บูดาเปสต์ในปีถัดมา จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีเลยทีเดียว
ท่ามกลางผู้ชม 54,998 คน เมื่อเสียงนกหวีดดัง บูดาเปสต์ ฮอนเวด เล่นได้ดีกว่าพร้อมจบครึ่งแรกด้วยการนำ 2-0 แต่ครึ่งหลัง วูล์ฟแฮมป์ตัน ฮึดสู้ จนสามารถยิงแซงรวดเดียวพลิกกลับมาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ 3-2
ด้วยความยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้น ประกอบกับการชนะทีมจากฮังการี อันเปรียบเสมือนล้างตาให้กับทีมชาติกลาย ๆ ทำให้หนังสือพิมพ์อังกฤษต่างพากันเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของ วูล์ฟส์ อย่างยิ่งใหญ่ โดยสื่อหลายฉบับรวมถึงเดลีเมล์ถึงกับประกาศให้พวกเขาเป็น "แชมป์โลก" เลยทีเดียว
แน่นอนว่ามีข้อความถูกป่าวประกาศออกไป หลายคนจึงฉงนใจว่า วูล์ฟส์ จะเป็นแชมป์โลกได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้เผชิญหน้ากับอีกหลายทีมที่แข็งแกร่งในยุโรปเลย
ยุติข้อถกเถียง
หนึ่งในคนที่ไม่เห็นด้วยก็คือ กาเบรียล อาโนต์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส ที่ผันตัวมาเป็นนักข่าวฟุตบอลชื่อดังของหนังสือพิมพ์ L'Equipe
เขาคัดค้านข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1954 โดยให้เหตุผลว่า วูล์ฟแฮมป์ตัน จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสโมสรชั้นนำระดับโลกก่อน จึงจะสามารถตัดสินสถานะได้อย่างแน่ชัด
"ก่อนที่เราจะประกาศว่า วูล์ฟแฮมป์ตัน ไร้เทียมทาน ให้พวกเขาไปแข่งขันที่มอสโกและบูดาเปสต์ก่อน และยังมีสโมสรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น เอซี มิลาน และเรอัล มาดริด"
"ควรมีการจัดการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรโลก หรืออย่างน้อยก็การแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป ที่ใหญ่กว่า มีความหมายมากกว่า และมีชื่อเสียงมากกว่าถ้วยกระชับมิตร" อาโนต์ ระบุ
พร้อมกันนี้ อาโนต์จึงได้เสนอให้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่เจ้าตัวพยายามผลักดันมาแเล้ว โดยให้ทีมชั้นนำในทวีปมาแข่งขันกันเพื่อวัดกันว่าทีมใดเก่งที่สุด แทนที่จะดูจากผลงานแข่งขันกระชับมิตรและการรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์
แนวคิดนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นการถือกำเนิดของศึก "ยูโรเปียนคัพ" ในปี 1955 ... ซึ่งเหล่าสโมสรที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรกก็ไม่มีชื่อของ วูล์ฟแฮมป์ตัน และจนถึงวันนี้พวกเขาก็ไม่เคยคว้าแชมป์รายการนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ก้าวสู่ "บัลลง ดอร์"
เมื่อได้ข้อสรุปในการหาสโมสรที่เก่งที่สุดในยุโรปออกมาเรียบร้อย อาโนต์ยังได้มีแนวคิดที่จะมอบรางวัลให้แก่นักฟุตบอลที่ดีที่สุดในยุโรปด้วยเช่นกัน
เขาและเพื่อนนักข่าวจึงได้ร่วมก่อกำเนิดรางวัล Ballon d’Or (บัลลง ดอร์) ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ลูกบอลทองคำ (Golden Ball) ในปี 1956 โดยมีนิตยสาร France Football ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ในเครือของ L'Equipe เป็นผู้จัด
รางวัลนี้จะให้ผู้สื่อข่าวฟุตบอลจากหลายประเทศที่ติดตามการแข่งขัน เป็นผู้ลงคะแนนเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุโรปในแต่ละปี แทนที่จะปล่อยให้การถกเถียงว่าใครเก่งที่สุดจบลงด้วยความคิดเห็นส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
ครั้งแรกมีนักข่าว 16 คน จาก 16 ชาติ ร่วมโหวต ประกอบด้วย ออสเตรีย เบลเยียม เชโกสโลวาเกีย อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮังการี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สกอตแลนด์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี เยอรมนีตะวันตก และ ยูโกสลาเวีย
นักข่าวแต่ละคนจะจัดอันดับผู้เล่น 5 คน โดยอันดับ 1 ได้ 5 คะแนน และที่เหลือลดหลั่นลงไปตามลำดับ จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งหมดมารวมกันเพื่อหาผู้ชนะ
ในการประกาศรางวัลครั้งแรก ผู้ชนะตกเป็นของ สแตนลีย์ แมทธิวส์ ปีกขวาชาวอังกฤษวัย 41 ปี ของ แบล็กพูล ที่เพิ่งพาทีมคว้ารองแชมป์ลีกสูงสุด พร้อมโชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อย จนได้รับฉายาว่า "พ่อมดแห่งการเลี้ยงบอล" รวมถึงยังได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในเรื่องน้ำใจนักกีฬา และสมรรถภาพร่างกายที่ค้าแข้งได้อย่างยาวนาน
แมทธิวส์ได้รับเสียงโหวต 47 คะแนน เฉือนชนะ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ ที่เพิ่งพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพสมัยแรก (44 คะแนน) ไปอย่างฉิวเฉียด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารางวัลนี้ไม่ใช่เพียงแค่การยกย่องความสำเร็จในเวทียุโรปเท่านั้น แต่ยังยกย่องความสำเร็จในด้านอื่น ๆ ตามมุมมองที่แตกต่างกันของนักข่าวผู้คร่ำหวอดในวงการ
ถึงวันนี้ บัลลงดอร์ ถูกจัดขึ้นมาแล้วรวม 70 ครั้ง โดยมีการเปลี่ยนเกณฑ์ไปตามแต่ละสมัย จากจุดเริ่มต้นที่มอบให้เฉพาะนักฟุตบอลสัญชาติยุโรป สู่การเปิดกว้างแก่นักฟุตบอลทั่วโลกในปัจจุบัน