Feature

โรนัลโด้ - ฟิโก้ - รุย คอสต้า : ยูโร 2004 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ "ครั้งแรก" ที่น้ำตาสอนให้ CR7 กลายเป็นราชา | Main Stand

ว่ากันว่า ความผิดหวังครั้งแรกนั้นเจ็บแบบฝังใจเสมอ ... และความเจ็บปวดนั้นจะเป็นเหมือนครูที่สอนให้เราหาวิธีก้าวข้ามมันให้ได้ 

 

นี่คือเรื่องราว "ครั้งแรก" ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่น้ำตาของเขาปรากฏให้คนทั้งโลกเห็นแบบไม่อายใคร … สู่การกลับมาใหม่ ในฐานะราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโปรตุเกส และอาจรวมถึงโลกลูกหนังใบนี้ด้วย 

 

ดาวรุ่ง "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" 

โปรตุเกส มีทีม "ยุคทอง" หรือ "โกลเด้น เจเนอเรชั่น" ของพวกเขาเมื่อครั้งอดีต ... ยุคที่ หลุยส์ ฟิโก้, รุย คอสต้า, เฟร์นานโด เคาโต้, เอมิลิโอ เปเช่ และ วิคเตอร์ บาย่า พาทีมคว้าแชมป์โลกรุ่น U-20 เมื่อปี 1991 

ทีมชุดนั้นเติบโตขึ้นมาและผสมผสานกับนักเตะรุ่นน้องเก่ง ๆ อีกหลายคนทั้ง เปาเลต้า, นูโน่ โกเมส, แซร์โจ้ คอนไซเซา, ซิเมา ซาโบรซ่า และคนอื่น ๆ ในเวลาต่อมา แต่ปัญหาก็คือทีมที่ถูกเรียกว่า "ยุคทอง" กลับไม่สามารถคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์อะไรได้เลย 

จนกระทั่งเวลาเดินทางมาถึงปี 2003 ซึ่งถือเป็นช่วงที่นักเตะเหล่านี้เปลี่ยนตัวเองจากดาวรุ่ง กลายเป็นเหล่าตัวเก๋า เข้าสู่ช่วงใกล้ฝั่งของอาชีพนักฟุตบอล พวกเขาก็ได้พบกับนักเตะดาวรุ่ง ที่พวกเขารู้สึกว่าเข้ามาสู่ทีมด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง และทำให้บรรยากาศของทีมฮึกเหิมขึ้น เมื่อเห็นเด็กอายุ 18 ปี ที่ชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงซ้อม 

เดือนสิงหาคม 2003 หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ตัดสินใจเรียกตัว โรนัลโด้ (ในยุคนั้นผู้คนรู้จัก โรนัลโด้ R9 ของบราซิลมากกว่า) ปีกดาวรุ่งจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาติดทีมชาติเป็นครั้งแรก ณ เวลานั้น โรนัลโด้ ในวัย 18 ปี ไม่ใช่นักเตะเก่งนรกแตกแบบเด็กเทพในยุคนี้อย่าง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ ลามีน ยามาล ถ้าคุณถามแฟนบอลในยุคนั้น พวกเขาจะพูดถึง โรนัลโด้ แบบเสียงแตก บางคนชอบเขาเพราะความกล้าเลี้ยงกล้าลุย ขณะที่บางคนก็บอกว่า พวกนักเตะบ้าเลี้ยง เล่นฟุตบอลชายเดี่ยวเพื่อเป็นฮีโร่อย่างเขาคงไปไหนได้ไม่ไกล 

"เมื่อผมได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมชาติโปรตุเกส ผมได้เริ่มพูดคุยกับโค้ชและผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อทำความเข้าใจฟุตบอลของประเทศจากคนในที่รู้จริง พวกเขาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เล่นหลายคน และความคิดเห็นโดยทั่วไปคือ ผมควรเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด ... หนึ่งในนั้นคือการสร้างผู้นำคนใหม่ในห้องแต่งตัว" สโคลารี่ เปิดเผยกับ FourFourTwo เมื่อปี 2011 

ตอนนั้น แม้แต่ หลุยส์ ฟิโก้ เจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ ปี 2001 ที่เป็นเหมือนพี่ใหญ่ในแคมป์ทีมชาติ ณ เวลานั้นเองก็ยังตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ เขามองว่าสำหรับ โรนัลโด้ ที่ยังไม่ทันได้เป็นตัวหลักในสโมสร อาจจะเร็วเกินไปสำหรับทีมชาติ เพราะตัวรุกรุ่นพี่อย่าง หลุยส์ บัว มอร์เต้ หรือ ชูเอา ปินโต้ อาจเหมาะกว่าในเกมระดับนี้ 

ทว่า "บิ๊กฟิล" ไม่คิดแบบนั้น กุนซือผู้เคยพา บราซิล คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2002 เชื่อว่าทีมที่ดีจะต้องมีการผสมผสานให้เกิดเคมีที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องมีนักเตะรุ่นเดียวกันที่สนิทกันทั้งหมด แต่จำเป็นต้องมีคนที่ดูแตกต่าง แต่ความแตกต่างนั้นจะช่วยทำให้บรรยกาาศในการซ้อม การเตรียมตัว และการแข่งขันของผู้เล่นคนอื่น ๆ ในแคมป์เปลี่ยนไป และ โรนัลโด้ ก็ได้แสดงสิ่งนั้นให้ ฟิโก้ เห็นตั้งแต่การซ้อมกับทีมชาติครั้งแรก

"พวกเราเห็นได้ทันทีตั้งแต่เขาลงซ้อมครั้งแรกว่า เขามีบางสิ่งที่พิเศษมาก ๆ เขาเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินวัย ไม่เคยเกรงกลัวที่จะเลี้ยงบอลใส่กองหลังรุ่นพี่ และความปรารถนาในการเป็นคนที่เก่งที่สุดของเขานั้นชัดเจนมาตั้งแต่ต้น" ฟิโก้ เปลี่ยนความคิดในทันที เมื่อ โรนัลโด้ ลงสับขา จี้เข้าใส่ทุกคนที่ขวางหน้า และโมโหทุกครั้งที่รุ่นพี่ดึงหรือพยายามเตะเขานอกเกม 

ฟิโก้ และ รุย คอสต้า คู่หูแห่งยุคทอง เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไม บิ๊กฟิล จึงใส่เด็กคนนี้เข้าเป็นส่วนผสมของทีม เพราะคนที่ไม่เคยกลัวใครแบบนี้จะทำให้บรรยากาศในเกมเร่าร้อน นั่นคือสิ่งที่โปรตุเกสชุดนี้ขาดหายไป เดิมทีพวกเขาเอาชนะเกมได้ก็จริง แต่พอถึงเกมสำคัญ เกมที่ต้องเจอทีมใหญ่ มักตกม้าตาย ... นั่นอาจจะเป็นเพราะกลัวคู่แข่งเกินไป ซึ่ง สโคลารี่ มองว่าเคมีของ โรนัลโด้ จะทำให้ทุกคนเลิกกังวลกับเรื่องไร้สาระ และคิดแต่เรื่องจะเอาชนะคู่แข่งเท่านั้น 

การคิดแต่จะเอาชนะนี่แหละที่มันสำคัญมากในตอนนี้ ... เพราะอีก 1 ปีหลังจากนั้น ฟุตบอล ยูโร 2004 ที่โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพจะเริ่มการแข่งขัน ซึ่ง บิ๊กฟิล ถูกจ้างเข้ามาทำงานนี้เพื่อพาทีมคว้าแชมป์เท่านั้น 

ดังนั้นนับตั้งแต่ประเดิมทีมชาตินัดแรกด้วยการลงมาเป็นตัวสำรองแทน ฟิโก้ ในเกมพบ คาซัคสถาน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2023 โรนัลโด้ ก็ไม่เคยหลุดจากผังทีมชาติของ บิ๊กฟิล อีกเลย ... เช่นเดียวกันกับพี่ ๆ ที่ตอนนี้ไม่มีใครสงสัยในตัวของ โรนัลโด้ แล้ว เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า ด้วยคาแรกเตอร์ที่ "ไม่ได้ต้องการเป็นแค่คนเก่ง แต่ต้องการเป็นเบอร์ 1 ของโลก" ทำให้ทุกคนอยากจะสนับสนุนเขา เพื่อส่งเขาไปสู่จุดนั้น เขาคือปัจจุบัน และอนาคตของโปรตุเกส ในศึกสุดท้ายของเหล่ากลุ่มผู้เล่น โกลเด้น เจเนอเรชั่น อย่างชัดเจน  

 

ทัวร์นาเมนต์แรกในนามทีมชาติโปรตุเกส ของ "CR7"

ความเจ๋งของ โรนัลโด้ ก็คือหลังจากติดทีมชาตินัดแรก เขากลับไปเล่นให้กับสโมสรด้วยความร้อนแรงแบบเดียวกัน รุย คอสต้า เล่าว่าเขาชอบดูการเล่นของ โรนัลโด้ มาก เพราะในยุคสมัยของเขา ไม่เคยเห็นคนที่เล่นด้วยเทคนิคและใช้ความเร็วขนาดนั้นเลย 

ช่วงอุ่นเครื่องก่อนเข้าทัวร์นาเมนต์ โรนัลโด้ เล่นดีมาก และตัวของเขาก็เริ่มเฟิร์มขึ้นหลังผ่านการดูแลร่างกายมาอย่างดี เมื่อเข้ามารายงานตัวในแคมป์ทีมชาติ ทุกคนแซวเขากันใหญ่เรื่องนี้ แต่นั่นแหละมันเป็นแรงสะท้อนกลับไปยังทุก ๆ คนในทีมชุดนั้นเพื่อบอกว่า แม้แต่คนที่อายุน้อยที่สุดในทีมชุดนี้ ยังรู้สึกว่าตัวเองต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุดเพื่อแบกรับความหวังของทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ดังนั้น พวกคุณในฐานะรุ่นพี่ จะลุยทัวร์นาเมนต์ด้วยความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ 

สโคลารี่ เริ่มนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ด้วยการเจอกับ กรีซ ในเกมนั้นเขาเก็บ โรนัลโด้ ไว้บนม้านั่งสำรอง ก่อนจะถูกเปลี่ยนลงมาในช่วง 15 นาทีสุดท้ายที่ทีมตามหลังอยู่ 0-1 เพื่อหวังให้ทุกอย่างเป็นแบบที่คิดว่าโชคชะตาได้วางไว้ ... นักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามอง ลงมายิงประตูชัยท้ายเกมในนัดเปิดสนาม มันเป็นพล็อตที่เยี่ยมยอด แต่ใครกันจะล่วงรู้อนาคต จากบทที่น่าจะส่งให้เป็น "ฮีโร่" โรนัลโด้ ในวัย 19 ปี กลับลงมาและกลายเป็น "ซีโร่" แทน เพราะเขาไปทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ ทำให้ กรีซ ยิงประตูขึ้นนำ 2-0 

แม้เขาจะเป็นคนโหม่งประตูตีไข่แตก 1-2 ในช่วงท้ายเกม แต่สุดท้ายเจ้าภาพก็แพ้ในนัดเปิดสนาม สำหรับสื่อจะมีอะไรสนุกไปกว่าการขยี้ "ว่าที่ดาวเด่น" ที่ทำผิดพลาดอย่าง โรนัลโด้ อีก คำวิจารณ์บอกว่าเขาเป็นพวกชอบทำตัวเด่นจนเกินไป จนเป็นภัยต่อส่วนรวม

ทว่าเมื่อคุณตัดสภาพมาที่ สโคลารี่ และรุ่นพี่ในทีมชาติ พวกเขาให้กำลังใจ โรนัลโด้ และเชื่อว่ายิ่งเริ่มต้นยากเท่าไหร่ ชัยชนะหลังจากนี้ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น ขณะที่ตัวของเขาเองก็ไม่รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้โลกแตกแต่อย่างใด  กลับกัน มันทำให้เขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองมากขึ้นอีกด้วย ... นี่คือจุดเริ่มต้นของความโรคจิตฉบับ โรนัลโด้ ที่ชอบเล่นภายใต้ความกดดันและถูกจับตามองแบบที่เราได้เห็นมาตลอด 

โปรตุเกส ผ่านรอบคัดเลือกด้วยการเก็บ 6 แต้มหลังจากนั้น (ชนะ รัสเซีย และ สเปน) ก่อนจะผ่าน อังกฤษ ในการดวลจุดโทษรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งก่อนเกมนั้น สื่ออังกฤษยกย่องว่า เวย์น รูนี่ย์ จาก เอฟเวอร์ตัน เป็นนักเตะที่เก่งกว่า แม้แต่สื่อในโปรตุเกสก็ยังลงรูป รูนี่ย์ ก่อนแข่งมากกว่า โรนัลโด้ ด้วยซ้ำ โดยมีการนำ รูนี่ย์ ไปเปรียบเทียบกับ เปเล่ (สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เป็นคนพูด) 

ขณะ โรนัลโด้ ในวัย 19 ปี ที่เกิดในปี 1985 เช่นเดียวกับ รูนี่ย์ แต่อายุเยอะกว่า 261 วัน ถูกสื่อสัมภาษณ์ก่อนเกม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถามเกี่ยวกับเขาเลย มักจะโยงไปหาเรื่องของ รูนี่ย์ เป็นประจำ แต่ โรนัลโด้ ก็ไม่ยอมตายไมค์หรือสิโรราบแม้แต่คำพูด เขาตอบสื่ออังกฤษ เป็นภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องให้ล่ามแปลว่า  

"เราเป็นนักเตะคนละประเภท อย่าเอามาเทียบกันเลย" ก่อนที่ โรนัลโด้ จะพูดถึงเหตุการณ์ที่ รูนี่ย์ เคยพุ่งเปิดปุ่มใส่เขาในซีซั่นนั้น และบอกว่า "เป็นธรรมดาเมื่อคุณต้องเจอกับคนที่เร็วและคล่อง คุณก็ต้องใช้วิธีแบบนี้แหละเพื่อหยุดพวกเขา" โรนัลโด้ ตอบพร้อมรอยยิ้ม  

เกมนั้นจบลงด้วยการเสมอกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ จนต้องดวลจุดโทษ โรนัลโด้ เป็นคนอาสา ขอรับหน้าที่ยิงเป็น 1 ใน 5 คนแรก (เจ้าตัวยิงเป็นคนที่ 4) ก่อนจะยิงเข้าไปอย่างเฉียบขาด ซึ่งภาพจำของเกมนั้นคือ ริคาร์โด้ ผู้รักษาประตูของโปรตุเกส ที่ถอดถุงมือเซฟ ก่อนลงมายิงเองจนกลายเป็นฮีโร่ 

การชนะอังกฤษสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในแคมป์ สโคลารี่ เล่าว่า ณ ตอนนั้น ลูกทีมของเขาไม่กลัวใครอีกแล้ว ขณะที่ตัวของ โรนัลโด้ เองก็ยิ่งเล่นยิ่งเด่น ตามที่ รุย คอสต้า ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า เร็วและเลี้ยงบอลเก่ง พร้อมด้วยร่างกายที่แข็งแรงแบบนี้ไม่มีให้เห็นบ่อย ๆ  การท้าดวลของเขาถูกตัดมาเป็นไฮไลต์ในแทบทุกนัด ไม่ว่าจะเป็นการสับขา หรือใช้ทริกต่าง ๆ ซึ่งถ้าไม่เจ๋งจริง ๆ ไม่มีใครกล้าเอามาใช้ในทัวร์นาเมนต์แบบนี้ 

รุย คอสต้า เองก็เล่าว่า ณ ทัวร์นาเมนต์นั้น เขารู้ทันทีว่า โรนัลโด้ เก่งมากพอที่จะรับไม้ต่อจากกลุ่มยุคทอง เช่นเขาและ ฟิโก้  ... โดยเฉพาะการทำประตูจากลูกโหม่งในเกมกับ เนเธอร์แลนด์ รอบรองชนะเลิศ ยิ่งเป็นอะไรที่ทำให้ทั้งทีมเชื่อว่า ด้วยกลุ่มนักเตะยุคทอง และการเข้ามาของ โรนัลโด้ พวกเขามีทีมที่พร้อมจะเป็นแชมป์ทัวร์นาเมนต์นี้ 

น่าเสียดาย ... ที่พวกเขาหลงคิดแบบนั้นเร็วไปหน่อย แต่ใครล่ะจะไม่คิด ในเมื่อคู่ชิงคือ กรีซ ที่เข้ารอบมาถึงเกมชิงถ้วยแบบพลิกล็อก ... ถ้าพวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อน อาจจะพอมองได้ว่าโปรตุเกสอาจจะประมาทจนแพ้ภัยตัวเอง แต่นี่พวกเขาได้เรียนรู้และเห็นว่าแล้วว่า กรีซ ชุดนี้มีดีอะไร ดังนั้นด้วยคุณภาพทีมที่เหนือกว่า การเป็นเจ้าภาพ และการวางแท็กติกแก้ทางก่อนเกม มองดูแล้ว โปรตุเกส ไม่น่าจะพลาดแชมป์ยุโรปสมัยแรกในยูโร 2004 ครั้งนี้เลย 

 

น้ำตาที่สอนให้รู้ว่า "โลกฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้"

เกมกับ กรีซ เป็นอะไรที่เจ็บปวดแบบที่ทุกคนเห็น โปรตุเกส เหนือกว่าทุกอย่างในแง่ของรูปแบบการเล่นและวิธีการ แต่ปัญหาคือ กรีซ ดันเหนือกว่าเรื่องเดียว นั่นคือตัวเลขบนสกอร์บอร์ด 

อ็อตโต้ เรฮาเก้ล ยอดกุนซือชาวเยอรมัน ได้สร้างฟุตบอลที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัยในเกมรับ รวมถึงวางหมากเฉพาะในการยิงประตูด้วยการเล่นลูกตั้งเตะและลูกกลางอากาศ ... ซึ่งแท็กติกเฉพาะทางแบบนี้ โปรตุเกสที่ไม่เก่งเรื่องเกมรับ หรือการตั้งรับลูกกลางอากาศก็โดนเล่นงานจนได้ จากการโหม่งเข้าไปของ อันเจลอส ชาริเตอัส ในนาทีที่ 57 

โปรตุเกส จะพยายามแค่ไหนก็เจาะไม่เข้า ส่วน โรนัลโด้ ก็พยายามทำทุกอย่าง ทั้งเล่นตามแท็กติก ไปจนถึงการพยายามจะเล่นแบบโซโล่เพลย์ แต่ไม่ว่าเขาจะงัดไม้ไหนออกมา ก็ไม่มีอะไรทำลายเกมรับของ กรีซ ได้เลย .. โรนัลโด้ ได้รู้ว่าความมั่นใจและความพยายามไม่ใช่รางวัลของชัยชนะ ในที่สุดพวกเขาก็แพ้ไป 0-1 

ทันทีที่เสียงนกหวีดยาวดังขึ้น โรนัลโด้ ทิ้งตัวลงกับพื้นและร้องไห้แบบไม่อายใคร ... เขายอมรับไม่ได้ ถึงขั้นที่บอกว่า นี่เป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่ยุติธรรมเลย ทีมที่ดีกว่ากลับเป็นฝ่ายที่แพ้ 

"ผมร้องไห้ เพราะอีกก้าวเดียวเราจะได้คว้าโทรฟี่แล้ว ... เราเป็นทีมที่ดีมากจริง ๆ เราทุ่มเททุกอย่างที่มีสำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ การแพ้แบบนี้คิดว่าเป็นเรื่องยุติธรรมไหม ? ขอโทษทีที่ต้องพูด แต่ผมคิดว่าไม่นะ ..." โรนัลโด้ ตอบคำถามนักข่าวที่ถือไมค์ไปจ่อปากเขาหลังเกมจบ 

ความผิดหวังเกินกว่าจะรับความจริงได้ แต่โลกฟุตบอลก็เป็นแบบนี้ ไม่มีความยุติธรรมเสมอไป มีแต่ผู้แพ้และผู้ชนะ ซึ่งสิ่งสำคัญของผู้แพ้คือ เมื่อคุณแพ้ คุณได้เรียนรู้อะไรจากวันนั้นบ้าง ? ซึ่งโชคดีที่ โรนัลโด้ เองก็เป็นเช่นนั้น ความพ่ายแพ้ทำให้เขาจำความรู้สึกผิดหวังได้แม่นยำ ก่อนจะเอาสิ่งนั้นมาเป็นสารตั้งต้น สู่อาชีพค้าแข้งของเขาที่ "ล้มเป็นร้อยครั้ง แต่ก็กลับมาชนะเป็นร้อยครั้ง" จนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตลอดกาล"

"ตอนปี 2004 ผมอายุแค่ 19 ปี นั่นคือนัดชิงชนะเลิศรายการใหญ่ครั้งแรกของผม มันเป็นฝันร้ายและความเจ็บปวดที่ผมไม่มีวันลืม ผมร้องไห้หนักมากในวันนั้น" 

"ผมบอกกับตัวเองเสมอว่า ผมติดค้างแฟนบอลโปรตุเกสอยู่ และผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า จะต้องพาทีมกลับมาสู่นัดชิงชนะเลิศให้ได้อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้นั้นให้กลายเป็นน้ำตาแห่งความสุขให้ได้ ... ความพ่ายแพ้นั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะในวันนี้" โรนัลโด้ กล่าวในอีก 12 ปีต่อมา ที่เขาพาทีมชาติโปรตุเกส คว้าแชมป์ ยูโร 2016 ซึ่งเป็นโทรฟี่ระดับเมเจอร์แรกในนามทีมชาติอีกด้วย 

ตอนนี้ช่วงเวลาอันยาวนานได้จบลงแล้ว โรนัลโด้ ในวัย 41 ปี ประกาศเลิกเล่นทีมชาติโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ ... แม้จะมีคนชอบและไม่ชอบเขาปะปนกันไป แต่ที่สุดแล้ว ถ้าพูดถึงนักเตะโปรตุเกสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยังไงเสีย โรนัลโด้ ก็คงต้องเป็นเบอร์ 1 ในทุกด้าน เรื่องนี้แม้แต่ หลุยส์ ฟิโก้ รุ่นพี่ที่เคยแบกความกดดันในนามทีมชาติก็ออกมายอมรับว่า โรนัลโด้ มาถึงจุดนี้ได้ก็ยิ่งกว่ายอดคนแล้วด้วยซ้ำ 

"ผมเห็นเล่นกับเขาตั้งแต่อายุ 18 ปีและผมขอยืนยันว่า ไม่ใช่แค่ผมที่เคารพเขา" ฟิโก้ ในฐานะตัวแทนของทีมชุดปี 2004 กล่าว

"โรนัลโด้ ยอดเยี่ยมตั้งแต่ตอนนั้นที่ผมเริ่มรู้จักเขา ไม่ว่าผู้คนจะพูดอะไรลบ ๆ เกี่ยวกับตัวเขา แต่ความจริงคือ เขาคือผู้นำเอาชื่อเสียงมาสู่ประเทศ และเป็นแบบอย่างให้นักฟุตบอลโปรตุเกสทุกคน ความกระหายที่จะพัฒนาตัวเอง อยากเอาชนะเสมอ และรักในการแข่งขันที่ดุเดือดราวกับมีชีวิตอยู่เพื่อมัน ... ถ้าไม่ใช่ ประวัติศาสตร์ คุณจะเรียกเขาว่าอะไรล่ะ ?"  

หน้าฉากของเขากับทีมชาติโปรตุเกสจบลงไปแล้ว ฉากจากลาของเขาก็ทำใจได้ยาก ไม่ต่างจากฉากแรกที่เขาเดินเข้ามาที่นี่เลย ... สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ที่สุดแล้ว ยอดมหาบุรุษก็ยังเป็นคนธรรมดา ที่ต้องเจอปัญหาให้แก้อยู่เสมอ และไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน แต่สุดท้ายก็คือมนุษย์ ... มนุษย์ที่มีความเทา ๆ ทั้งดีและแย่ปะปนกันไป มีคนรักที่เขาเป็นแบบนี้ เช่นเดียวกันมีคนที่ ชอบ เกลียด หรือเฉย ๆ นั่นเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนจะมอง และตัดสินเขาผ่านเลนส์ของคุณเอง 

แล้วสำหรับคุณล่ะ ? ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนวันอำลาทีมชาติโปรตุเกส ... คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในมุมมองของคุณเป็นแบบไหน ? 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.uefa.com/uefaeuro/history/news/02a9-219918ed170d-6c169663735b-1000--the-magic-of-euro-2004-and-its-lasting-impact-on-europea/
https://thesefootballtimes.co/2021/06/15/the-complete-story-of-euro-2004-when-golden-generations-tumbled/
https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/50387887/cristiano-ronaldo-portugal-career-best-moments-key-stats-retirement-international-soccer
https://sports.yahoo.com/articles/luis-figo-quickly-corrected-host-180000436.html
https://en.wikipedia.org/wiki/UEFA_Euro_2004

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand