Feature

ติเพื่อก่อหรือสายล่อฟ้า : เจ้านายไม่ใช่พ่อ...แต่ด่าออกสื่อแล้วได้อะไร ? | Main Stand

ลิซานโดร มาร์ติเนซ ให้สัมภาษณ์แบบไม่กลัวตกงาน หลังวิจารณ์ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง เจสัน วิลค็อกซ์ และคำพูดของเขาคงสะเทือนไปถึงทุกคนในกลุ่มบอร์ดบริหารเป็นแน่แท้ 

 


จริง ๆ แล้วในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เขาควรก้มหน้าก้มตาเล่นให้เต็มที่ตามหน้าที่ตัวดีกว่าหรือไม่ ? 

การวิจารณ์แบบเผ็ดร้อน และกล่าวถึงเจ้านาย หรือหัวหน้างานในเชิงลบจะนำพาสิ่งที่ดีและสิ่งที่แย่ยังไงบ้าง ? ... สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้มันคืออะไรกันแน่ ?

 

ควรหรือไม่กับสิ่งที่ ลิซานโดร ทำ ? 

นักเตะอาชีพ มีหน้าที่เพื่อเล่นฟุตบอลอย่างเต็มที่ โฟกัสอยู่กับหน้าที่และงานในส่วนของตัวเองเป็นหลัก 

ถ้าผลงานในสนามดี ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง ไม่ว่าจะเรื่องบรรยากาศในทีม หรือความกดดันจากสิ่งเร้ารอบตัว ... แต่กลับกันถ้าผลงานไม่ดี การหาเหตุผลมากมายก็จะเริ่มขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "หาแพะ"  

สำหรับ ลิซานโดร ด้วยคาแรกเตอร์ของเขามีความเป็นผู้ชนะ มีอารมณ์ร่วมในเกมสูง และไม่ยอมใครง่าย ๆ การพ่าย แอตเลติโก มาดริด ด้วยฟอร์มสุดห่วยด้วยวิธีการที่สู้ไม่ได้ทุกกระบวนท่า ... นั่นแหละที่น่าจะทำให้เขาเหลืออด และเลือกจะพูดประโยคนั้นออกมา

"ผมต้องพยายามข่มอารมณ์ตัวเองไว้เยอะมาก แต่บางครั้งมันก็คือภาพสะท้อน คือกระจกเงาสำหรับสโมสรของเราในเวลานี้ ผมคาดหวังมากกว่านี้จากผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเรา ผมต้องพูดกันตามตรง" 

หลังจากนั้นก็วงแตกกันเลยทีเดียว ... นักเตะของทีมหลายคนโดนถามเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดแบบเขา ยูริ ตีเลอมันส์ บอกว่า "ผมไม่มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้"

ขณะที่ ไมเคิล คาร์ริค กุนซือของทีมที่ ลิซานโดร ออกมาปกป้อง ก็ตอบกับสื่อแบบตีกรรเชียงหนีด้วยคำตอบคล้ายกันว่า "ผมคงไม่สามารถให้ความเห็นเพิ่มเติมได้จริง ๆ เพราะผมยังไม่ได้เห็นมัน"

การวิจารณ์หรือไม่พอใจคนที่ตำแหน่งสูงกว่า หรือกลุ่มผู้บริหารสามารถทำได้หรือไม่ ? คุณจะเอาคำตอบแบบไหนล่ะ ? ถ้าตอบในเชิงหลักการก็ต้องบอกว่า สามารถทำได้ แต่เมื่อคุณได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ บริบท ช่องทาง และ กาลเทศะ แล้วล่ะ 

ว่ากันตามทฤษฎีแล้ว ลิซานโดร สามารถทำแบบนั้นได้ และเป็นเรื่องที่ควรจะทำด้วยในบางช่วงเวลาเพราะองค์กรที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ต้องการ "ฟีดแบ็ก" เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข หากผู้บริหารทำผิดพลาดหรือกำหนดทิศทางที่ไม่เหมาะสม การที่พนักงานหรือคนทำงานชี้ให้เห็นปัญหาถือเป็นเรื่องดีต่อองค์กร 

แต่ว่ากันตามกาลเทศะแล้วก็เป็นอะไรที่เสี่ยงมาก เพราะนี่ไม่ใช่การพูดกันแบบ 1-1 หรือในห้องประชุม มันคือการให้สัมภาษณ์สดกับสื่อ และการพูดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการหักหน้า หรือสร้างแรงกดดันสาธารณะ ... ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรื่องมักจะจบลงด้วยการที่ผู้บริหารองค์กรมักจะออกมาปกป้องศักดิ์ศรี 

ซึ่งตอนนี้ ... กระบวนการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นหลังจอไปแล้วก็ได้ 

 

ขอโทษแล้ว...แต่อย่าคิดว่าจะจบ 

หลังสัมภาษณ์สุดร้อนแรงไปได้ 9 ชั่วโมง สุดท้ายก็จบลงตามตำรา ลิซานโดร มาร์ติเนซ โพสต์แถลงการณ์ "ขอโทษ" แม้จะไม่มีคำว่าขอโทษก็ตาม โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่าเป็นอารมณ์ร้อนหลังเกม แต่นอกจากเรื่องของอารมณ์แล้ว ตัวของเขาก็มีความรู้สึกจากใจจริงว่าอยากให้ทีม ๆ นี้มีความมุ่งมั่น ปรารถนาที่จะเอาชนะในการแข่งขันมากกว่านี้ ... พร้อมทั้งบอกว่าตัวของเขาในฐานะนักเตะก็มีส่วนผิดเช่นกัน และจากนี้เขากับเพื่อนร่วมทีมจะพยายามทำผลงานให้ดีขึ้น 

การจบเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง ประการแรก ยูไนเต็ด จัดการหลังบ้านได้ไวมากกับเรื่องนี้ อย่างน้อย ลิซานโดร ก็จบเรื่องนี้ และไม่ได้กล่าวถึงทีมในเชิงลบต่อไป ทำให้ความสงบกลับมาสู่ทีมได้เร็วขึ้น ... อย่างน้อยก็เร็วกว่าการออกมาซัดกันบนหน้าสื่อระลอกสอง

แต่ว่าเรื่องนี้ต้องปรบมือให้บอร์ดบริหารของทีมหรือไม่ ? ... พวกเขาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อทีมก็จริงที่ยุติการวิจารณ์ที่นำมาสู่การแตกแยกนี้ แต่คำถามคือพวกเขาได้เอาสิ่งที่เกิดขึ้นไปคิดพิจารณาเพิ่มหรือไม่ ?  ถ้าพวกเขาทำเต็มที่ และนี่เป็นเรื่องของในสนามอย่างเดียว ทำไมทีม ๆ นี้เปลี่ยนทั้งโค้ช ซื้อทั้งนักเตะ และปล่อยคนที่คิดว่าจะเป็นปัญหาออกไปจากทีมแล้ว แต่ปัญหาก็ไม่ได้หายตาม

เหลืออย่างเดียวแล้วล่ะที่ทีม ๆ นี้ไม่ได้เปลี่ยน นั่นคือเจ้าของทีมนั่นแหละ ซึ่งแน่นอนว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ การมีสโมสรฟุตบอลอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทรัพย์สินที่สร้างกำไรได้มากมหาศาล ใครจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ ? 

การแสดงออกของ ลิช่า เปรียบเหมือนการบูชายัญที่บอกว่าเขาสุดจะทนแล้ว ... และถ้าบอร์ดบริหารเอาไปคิดต่อ ก็อาจจะได้ทางแก้ดี ๆ ของปัญหาที่เกิดขึ้นภายในทีม ๆ นี้ก็ได้ 

ยกเว้นเสียแต่ว่าปัญหานี้จะถูกจัดการแบบเดิม ๆ นั่นคือการเอาคำติเพื่อก่อนี้มาซุกไว้ใต้พรม รักษาแค่หน้าตาของสโมสร แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง ... เหมือนกับที่ อีดี้ อามีน อดีตประธานาธิบดีและผู้นำเผด็จการทหารแห่งประเทศยูกันดาเคยพูด "ที่นี่มีเสรีภาพในการพูดนะ แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่าหลังจากพูดไปแล้ว คุณจะมีอิสรภาพในชีวิตหรือไม่"

 

พูดเหมือนจำ...แต่ทำเหมือนเดิม 

คำวิจารณ์ที่ดี ถ้านำไปคิดตามก็อาจจะได้ประโยชน์ และการแก้ไขปัญหาจริง ๆ ก็อาจจะทำให้ในอนาคตไม่มีนักเตะคนไหนมากล่าวร้ายซัดกันเองผ่านสื่อแบบนี้ 

หากยังจำกันได้ปลายเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา มาร์ก กูกูเรย่า ผู้เล่นของ เชลซี ก็เหลืออดกับการทำงานของบอร์ดบริหารสิงห์บลูส์ ที๋ไม่ได้ทุ่มซื้อนักเตะคุณภาพดีพร้อมใช้งาน มุ่งซื้อแต่นักเตะอายุน้อยมาเพื่อทำกำไร แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ในการแข่งขันระดับสูง และการเปลี่ยนโค้ชที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ 

กูกูเรย่า พูดหนักกว่า ลิซานโดร ด้วยซ้ำ เขายังบอกอีกว่า นักเตะทุ่มเทซ้อมอย่างหนักทุกวัน แต่พอถึงช่วงเวลาที่เกมมีความหมายจริง ๆ กลับพบว่าทีมยังห่างไกลจากการลุ้นความสำเร็จในระดับท็อป นั่นคือสิ่งที่สโมสรต้องแก้  ... ซึ่งก่อนหน้านี้แฟนบอล เชลซี และตำนานนักเตะของทีมก็ออกมาพูดเรื่องนี้บ่อยมาก จนที่สุดนักเตะในทีมอย่าง กูกูเรย่า ต้องออกมาจัดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

คล้อยหลัง 3 เดือน กูกูเรย่า ย้ายออกไปอยู่ เรอัล มาดริด ... โดยไม่ชัดเจนนักว่ามันเป็นเหตุผลด้านฟุตบอล หรือเรื่องคำวิจารณ์ของเขา เพราะสุดท้ายเขาก็ไม่ได้มาแถลงขอโทษแบบที่ ลิซานโดร ทำ 

แต่ที่แน่ ๆ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือ บอร์ดบริหารเชลซี เปลี่ยนแนวทางตามที่เขาพูดจริง ๆ ทั้งการจ้างโค้ชระดับท็อปของยุโรปอย่าง ชาบี อลอนโซ่ มาคุมทีม ขณะที่นักเตะที่เข้ามาเสริมทัพก็ไม่เน้นดาวรุ่งเป็นหลัก แต่เป็นของดีพร้อมใช้ อาทิ มอร์แกน โรเจอร์ส และ เอมี่ มาร์ติเนซ

ผลที่ตามมาก็แบบที่เราเห็น เชลซี กลายเป็นทีมที่ตั้งหลักได้ไว กลายเป็นคนละทีมจากซีซั่นที่แล้ว แม้จะยังไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่พวกเขาก็อยู่บนเส้นทางที่กำลังจะเดินทางไปถึงจุดนั้นในอนาคต 

ตัดภาพกลับมาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ล่ะ การพูดของ ลิช่า จะช่วยทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นเหมือนที่ เชลซี ทำหรือไม่ ? ... หรือที่สุดแล้วเสียงของเขาจะไม่มีค่า การเปิดหน้าบอกสิ่งที่ทีมต้องการของเขาจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสิ่งที่ได้กลับมาอาจเป็นแค่การโดนขายออกจากทีม เพราะ ร็อบ ดอร์เซ็ตต์ ผู้สื่อข่าวฟุตบอลของ Sky Sports News ก็เพิ่งออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า "อนาคตของเขาตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน" 

การติเพื่อก่อของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เปรียบเสมือนกับเขาเป็นสายล่อฟ้า ทุกคนในทีมอาจคิดแบบเขาแต่ไม่กล้าพูด ถ้าปัญหานี้ถูกแก้ มันก็อาจเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่ากับส่วนรวมก็ได้

อย่างไรก็ตามความจริงก็คือ เมื่อเขากล้าพูด มันก็มีราคาต้องจ่ายเหมือนกัน โดยเฉพาะกับองค์กรที่บูด ๆ เบี้ยว ๆ อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้ ... จากข่าวที่คุณเคยเห็นเกี่ยวกับบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ช่วงหลัง คุณคิดว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร ? 

ลงมือทำจากปัญหาที่นักเตะสะท้อนออกมา หรือแค่ตัดนักเตะคนนั้นทิ้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ? ... ลองถามใจคุณดู 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.skysports.com/football/news/13599417/lisandro-martinez-man-utd-defender-releases-statement-to-clarify-outburst-but-does-not-apologise
https://www.nytimes.com/athletic/7689539/2026/10/14/manchester-united-lisandro-martinez-interview/
https://www.nytimes.com/athletic/7687161/2026/10/13/lisandro-martinez-manchester-united-interview/
https://www.standard.co.uk/sport/football/cucurella-chelsea-fc-maresca-rosenior-b1277167.html

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ