Feature

จุดเปลี่ยนแห่งศาลาคนเศร้า : แมนฯ ยูฯ vs สเปอร์ส เกมที่อาจทำให้โค้ชคนหนึ่ง "อยู่ไม่ไหว" | Main Stand

3 สัปดาห์ของศึกฟีฟ่าเดย์ ที่ยาวนานจบลงไปแล้ว ได้เวลาออกสตาร์ทกับฟุตบอลลีกที่หลายคนรอคอย 

 

และในสุดสัปดาห์นี้ เกมระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด vs สเปอร์ส คือศึกใหญ่เปิดหัวที่น่าจับตามองที่สุด ว่ากันว่าพวกเขาคือทั้ง 2 ทีมที่คุณไม่มีทางเดาออกว่าพวกเขาจะมีรูปเกมแบบไหนในแต่ละสัปดาห์ 

เดาทางยากขนาดนี้ ยังมีเดิมพันสูงมาก นี่จะเป็นเกมที่ส่งผลต่อเก้าอี้ของ ไมเคิล คาร์ริค และ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ด้วย ... ใครแพ้ คนนั้นนั่งไม่ลง 

ติดตามเรื่องทั้งหมดกับ MAIN STAND 

 

ยูไนเต็ด อยู่ในจุดที่ดีกว่า 

สโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด จบซีซั่น 2025-26 ด้วยความคาดหวัง แต่เมื่อซีซั่น 2026-27 เริ่มขึ้น ทีมของ ไมเคิล คาร์ริค ที่เคยได้รับการมองว่า "ใกล้ลงตัว" กลับกลายเป็นต้องมาตั้งหลักนับ 1 กันใหม่ และเก็บแต้มได้เพียงแค่ 5 คะแนน จาก 5 เกมที่ลงสนาม 

ตอนนี้พวกเขาตามหลัง แมนฯ ซิตี้ ถึง 10 แต้ม ตั้งแต่เดือนกันยายน ... พวกเขาอยู่ช่วงที่กำลังแย่ แต่ถึงอย่างนั้นหากเทียบกับผู้มาเยือนอย่าง สเปอร์ส แล้ว ยูไนเต็ด ดูดีกว่า

สิ่งที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ดูดีกว่าคือ เรื่องของรูปเกม ยูไนเต็ด มีแนวทางการเล่นที่เห็นได้ชัดมากกว่า อย่างน้อยในเรื่องของเกมบุกและการยิงประตู ยูไนเต็ด ยิงได้ 5 ประตู จาก 5 เกม และพวกเขายังเป็นทีมที่มีโอกาสลุ้นยิงประตูมากที่สุดในลีกถึง 113 ครั้ง และนับเป็นค่า xG อยู่ที่อันดับ 4 ของลีกที่ 9.89  ... แม้ส่วนใหญ่จะมาจากการยิงนอกกรอบก็เถอะ 

โดยรวมเกมรุกของฝั่งปีศาจแดงอาจจะยังไม่กลมกล่อมนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ใจชื้นได้คือเรื่องของนักเตะหลายคนไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน พร้อมสำหรับเกมนี้ทั้งหมดโดยเฉพาะในกลุ่มตัวหลัก แถมยังจะได้ คาร์ลอส บาเลบา และ อาหมัด ดิยัลโล่ กลับมาเป็นตัวเลือกในเกมนี้อีก 

ด้าน สเปอร์ส ของ เด แซร์บี้ หนักกว่ามากในแง่ของทรงฟุตบอล พวกเขาเสียประตูง่ายไม่แพ้กับ ยูไนเต็ด แต่เรื่องการยิงประตูและสร้างโอกาส สเปอร์ส ยังเป็นทีมที่หาแนวรุกที่ลงตัวไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าใครควรจะเล่นตรงไหน ทีมมีการสลับสับเปลี่ยน แต่ก็ยังหาไม่เจอว่าใครเป็นตัวความหวังในเกมรุกของพวกเขากันแน่ เพราะ 5 นัดหลัง พวกเขายิงได้แค่ 2 ลูก ซึ่งมีถึง 4 เกมที่ยิงประตูใครไม่ได้เลย 

ยิ่งในช่วงโปรแกรมทีมชาติที่ ยาน ปอล ฟาน เฮคเค่อ และ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟ่น 2 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟต้องเดินกระเผลกออกจากสนามกับการรับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะฟิตเต็มร้อยหรือไม่ในเกมที่กำลังจะมาถึง นอกจากทั้งคู่แล้ว สเปอร์ส ยังมีนักเตะเจ็บอีกหลายคนอาทิ  เปโดร ปอร์โร, ชาวี ซิม่อนส์, วิลสัน โอโดแบร์ และ เดยัน คูลูเซฟสกี้

สิ่งที่ สเปอร์ส เหนือกว่า ยูไนเต็ด ในนี้คือสถิติการเจอกันในพรีเมียร์ลีก 6  เกมหลังสุดที่ ไก่เดือยทอง เอาชนะได้ถึง 4 จาก 6 เกมหลังสุด ที่ทั้ง 2 ฝั่งพบกัน ... ทว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้ทำให้เกม ๆ นี้เข้มข้นหรือน่าติดตามเท่ากับสถานการณ์ของกุนซือของทั้ง 2 ฝั่งมากกว่า หากใครแพ้ในเกมนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นข่าว "ตกงาน" อย่างจริงจังเลยก็เป็นได้

 

เกมที่ผู้ชนะได้ทุกอย่าง 

ตอนนี้ทั้ง คาร์ริค และ เด แซร์บี้ เป็นโค้ชที่อยู่ในข่ายตัวเต็งของโค้ชที่จะโดนไล่ออก .... พวกเขาเข้ามาทำงานกันในช่วงครึ่งหลังของซีซั่นที่ผ่านมา หลายคนอาจบอกว่าทั้งคู่ควรได้รับเวลาและความอดทน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะก่อนซีซั่นจะเริ่ม ความคาดหวังของทั้ง 2 ทีมสูงลิบ

ทั้งคู่ต่างเดิมพันเกมนี้ไว้สูงมาก เพราะการแพ้กับชนะ สถานการณ์หลังเกมจะต่างกันลิบลับ ฝั่งผู้ชนะจะหายใจได้สะดวกและโล่งมากขึ้น เพราะความกดดันทั้งหมดจะไปลงที่ผู้แพ้แทน เรียกได้ว่าเป็นแมตช์ที่นอกจากจะสู้เพื่อให้ตัวเองรอดแล้ว ยังเป็นการเชือดอีกคนในทางอ้อมด้วย 

อย่างไรก็ตามแม้จะบอกว่า ยูไนเต็ด ดีกว่าแต่ทีม ๆ นี้ก็มักจะทำอะไรที่เราคาดเดาไม่ได้เสมอ จนถึงตอนนี้ คาร์ริค ยังหาแนวทางของตัวเองสำหรับซีซั่นนี้ไม่เจอเลย เขาโดนตำหนิหลายเรื่องทั้งเรื่องการเปลี่ยนตัวช้า การแก้เกมที่ไม่ดี และปัญหาทับซ้อนจากการมีนักเตะเป็นตัวเลือกที่มากขึ้น ทำให้เขาคิดมากเกินไป หา 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดเหมือนในช่วงรับไม้ต่อจาก รูเบน อโมริม ในช่วงปลายซีซั่นที่แล้วไม่ได้เลย 

ความไม่มั่นคงนี้นี่เองที่ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่พร้อมจะแพ้ตลอดเวลา และเราไม่มีทางรู้เลยว่านักเตะของ ยูไนเต็ด จะสร้างความผิดพลาดส่วนตัวจนนำไปถึงการเสียประตูตอนไหน ? 

ปัญหานี้เคยหายไปแล้วในช่วงปลายซีซั่นก่อน และถ้า คาร์ริค อยากจะให้ปัญหานี้หายไปอีกครั้ง พวกเขาต้องเริ่มต้นจากการชนะเกมนี้ และสร้างความมั่นใจกลับมาให้นักเตะทุกคน ... พวกเขาเสียประตูและเสียโอกาสเป็นผู้ชนะจากปัญหาเดิม ๆ แบบนี้บ่อยครั้ง และเพื่อให้ได้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทาง และเขาสามารถควบคุมสถานการณ์ของทีม ๆ นี้ได้อีกครั้ง เกมนี้ไม่มีข้ออ้างแล้ว แม้ไม่ใช่งานง่ายก็ตาม 

 

เด แซร์บี้ ไม่แพ้ก็พอไหว... 

จริงอยู่ที่ สเปอร์ส ต้องการชัยชนะ แต่เกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในคืนวันเสาร์ ทีมของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ อาจมาในรูปแบบที่เซอร์ไพรส์ เพราะเราเชื่อว่าเขาคงเคยเห็นจุดอ่อนของ ยูไนเต็ด มาแล้วในช่วงต้นซีซั่นนี้  

ยูไนเต็ด มักจะแพ้ภัยตัวเองเมื่อเจอกับทีมที่เล่นบอลช้าแต่แน่นอน เน้นปลอดภัยไว้ก่อนและยืนพื้นด้วยเกมรับที่มีระเบียบวินัย ... การเจอทีมตั้งรับอาจจะทำให้ ยูไนเต็ด ครองบอลได้มากกว่า แต่ความไม่คลิกกันในเกมรุก และการขาดความเฉียบคม มันฆ่าพวกเขาได้โดยทางอ้อม 

เนื่องจากพวกเขาเสียประตูส่วนใหญ่จากการโดนสวนกลับ นักเตะกลับมาเล่นเกมรับไม่ทัน ซึ่งเมื่อพวกเขาพลาดเสียประตูก่อนเมื่อไร ปัญหาการร้อนรน เล่นด้วยการสูญเสียความสงบ และการตาลีตาเหลือก มักจบด้วยการเสียประตูเพิ่ม ซึ่ง ฮัลล์, เอฟเวอร์ตัน และ แมนฯ ซิตี้ ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในการเจอกับ ยูไนเต็ด ก่อนหน้านี้

สิ่งนี้คือสิ่งที่ เด แซร์บี้ อาจจะต้องทบทวนเรื่องการเล่นเกมรุกอย่างมีสมาธิและระมัดระวังเอาไว้ก่อน เพราะนี่ไม่ใช่ตัวตนของ เด แซร์บี้ เลย เนื่องจากเขาเป็นคนที่ชอบบอลคอนโทรล และใช้นักเตะเล่นเกมรุกเป็นจำนวนมาก เพื่อเปิดแผลคู่แข่ง และยิงประตูไปเรื่อย เรียกได้ว่าเป็นบอลเกมรุกแบบธรรมชาติเลยก็ว่าได้ 

ถ้า เด แซร์บี้ เปิดหน้าแลกแบบไม่กลัวแพ้ นั่นอาจจะเข้าทาง เข้าจังหวะการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ ... เกมนี้ เด แซร์บี้ จำเป็นต้องใช้ความหลากหลายและพลิกแพลง อดทนรอจังหวะให้ ยูไนเต็ดพลาดเองบ้าง มากกว่าการยึดมั่นในปรัชญาของตัวเองจนมากเกินไป เพราะการเปิดหน้าใส่ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อาจจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองของ เด แซร์บี้ ก็ได้

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ต่างฝ่ายต่างอยากจะชนะในเกมนี้ เพราะมันจะกลายเป็นสปริงบอร์ดสำหรับฤดูกาลที่เหลืออยู่ ... แต่อย่างไรเสีย สเปอร์ส ในฐานะผู้มาเยือน พวกเขาไม่จำเป็นต้องชนะอย่างเดียว เพราะการเสมอก็อาจจะทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในจังหวะที่ดี และตั้งหลักใหม่ในเกมต่อไปในลีกที่จะได้เล่นในบ้านตัวเองเจอกับน้องใหม่อย่าง โคเวนทรี 

ส่วนฝั่ง ยูไนเต็ด นั้นการเล่นในบ้าน และฟอร์มย่ำแย่ในช่วงหลัง บวกกับการเป็นต่อก่อนเกมในระดับหนึ่ง ผลเสมอเกมนี้จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของ คาร์ริค ดีขึ้นเลย 

พวกเขายังมีเกมยากรออยู่อีกเยอะมาก เพราะจากนี้คือการเยือน แอตฯ มาดริด ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยเยือนคู่อริทางประวัติศาสตร์อย่าง ลีดส์ ... ถ้าพวกเขาชนะ สเปอร์ส ไม่ได้ งานหนักที่รออยู่ก็ดูจะยากขึ้นไปอีกเท่าตัว 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหนักถึงขั้นแพ้คาบ้านในเกมนี้ อาจจะเป็น คาร์ริค ที่อยู่ไม่ไหว … เพราะ อันโตนิโอ คอนเต้ เหมือนจะแต่งตัวรอ และพูดถึงตำแหน่งกุนซือ "ทีมดังของพรีเมียร์ลีก" อยู่หลายหน 

ถ้าอยากจะออกจากศาลาคนเศร้าและดับเทียนการโดนไล่ออก ชัยชนะเกมนี้มีค่ามากกว่า 3 แต้มแน่นอน อยู่ที่ว่า คาร์ริค กับ เด แซร์บี้ จะจัดการกับเกมแห่งความกดดันที่เดิมพันสูงนี้อย่างไร ? 

ใครที่วางหมากพลาด และเป็นผู้แพ้ในเกมนี้ มีโอกาสที่จะอยู่ไม่ไหวจากสถานการณ์ความกดดันที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวของพวกเขาแน่นอน 

 

แหล่งอ้างอิง

https://theanalyst.com/articles/man-utd-vs-tottenham-prediction-premier-league-10-2026
https://www.independent.co.uk/sport/football/man-utd-tottenham-premier-league-michael-carrick-b3063639.html
https://www.fourfourtwo.com/person/coaches-managers/manchester-united-vs-tottenham-hotspur-is-the-battle-of-the-sack-race-favourites-its-too-early-for-either-to-go

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand