Feature

เทียบพระเจ้า : ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงใครได้... และ เมสซี่ ทำให้เห็นแล้วว่า "ไม่จริง" | Main Stand

มีคนบอกว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ และมันคงง่ายกว่าถ้าคุณหันไปเปลี่ยนแปลงตัวเองแทน 

 


ลีโอเนล เมสซี่ พิสูจน์ว่ามันไม่จริง... เขาไมได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่สามารถเปลี่ยนใจผู้คนเกือบทั้งประเทศได้ ... จากเกลียดเป็นรัก จากแช่งชักเป็นศรัทธา จากก่นด่ากลายเป็นเสียงเชียร์ 

ศรัทธาระดับมหาศาลนี้เกิดขึ้นตอนไหน และ เมสซี่ ทำอย่างไรให้ได้มันมา ?  ติดตามกับ MAIN STAND 

 

อาร์เจนไตน์เหมือนกัน ... แต่ไม่เหมือนกัน 

การเกิดเป็นคนที่เก่งมาก ๆ จนอยู่ในระดับยอดของพีระมิดนั้นมีราคาต้องจ่าย เหตุผลก็เพราะว่าทุกคนจะคิดว่าคนเก่งอย่างคุณสามารถบันดาลอะไรก็ได้ ชัยชนะก็ไม่ใช่เรื่องยาก เว้นเสียแต่ว่าคุณพยายามไม่มากพอที่จะคว้ามัน 

ลีโอเนล เมสซี่ ถูกคนอาร์เจนตินามองแบบนั้นมาก่อน ... ก่อนที่เขาจะกลายเป็นพระเจ้าเหมือนในทุกวันนี้

หลายคนคงรู้กันว่า เมสซี่ ถูกเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า มหาบุรุษลูกหนังของชาวอาร์เจนไตน์มาตั้งแต่เขาเริ่มมีชื่อเสียงในวงการ ผู้คนในอาร์เจนตินา ไม่ได้เปิดรับ เมสซี่ 100% เหมือนกับในทุกวันนี้ในช่วงแรก เพราะเหตุผลหลายด้าน ทั้งเรื่องปูมหลัง การใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิด และแม้กระทั่งเรื่องของการเมือง 

คนอาร์เจนตินาไม่ได้ชอบ เมสซี่ แบบหมดใจตั้งแต่แรก ว่ากันว่าวันที่เขาย้ายจากอาร์เจนตินามาที่สเปน ในช่วงปี 2001-2002 มันคือช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันกับที่ อาร์เจนตินา ประสบปัญหาเศรษฐกิจแบบที่คนทั้งประเทศต้องพยายามดิ้นรนเพื่อผ่านเหตุการณ์นี้  ขณะที่ เมสซี่ เข้าสู่อ้อมกอดของ บาร์เซโลน่า ที่สเปนเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ 

แม้ที่ บาร์ซ่า เมสซี่ จะกลายเป็นนักเตะเบอร์ 1 ของโลกสำเร็จ แต่ก็ยังมีแนวคิดแปลก ๆ เกิดขึ้นมากมายในเชิงลบเกี่ยวกับเขา เช่น เมสซี่ เคยคว้าโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส (ถ้วยชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้) เหมือนที่ มาราโดน่า เคยทำได้ พวกเขาเชื่อว่า UCL ของยุโรปง่ายกว่า เพราะแนวรับไม่ได้ดุดัน เตะแหลก เล่นแรงเหมือนกับฝั่งอเมริกาใต้ 

ส่วนในเรื่องเชิงการเมืองนั้น โทมัส อับราฮัม นักเขียนและนักปรัชญาชาวอาร์เจนไตน์ ระบุว่า ชาวเปรอนิสต์ (กลุ่มการเมืองในอาร์เจนตินา) หลายคนไม่ชอบเมสซี่ เพราะ เมสซี่ ไม่เคยเลือกฝั่ง หรือแสดงจุดยืนทางการเมือง... ไม่เหมือน มาราโดน่า ที่เปิดตัวชัดเจนว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายและเป็นเพื่อนซี้ของ ฟิเดล คาสโตร ผู้นำแห่งคิวบา และ อูโก้ ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศเวเนซุเอลา

นั่นทำให้แม้ เมสซี่ จะเป็นชาวอาร์เจนไตน์ เหมือนกับ มาราโดน่า แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนมากเท่า ซึ่งมันก็แปลกดีที่คนกลุ่มนี้เล่นงานนักเตะที่เก่งที่สุดของชาติ (อย่างน้อยก็ในยุคนี้) จนเขาหมดอาลัยตายอยาก เกิดความรู้สึกไม่อยากจะเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาขึ้นมาจริง ๆ 

 

เส้นทางที่โดนกัดไม่ปล่อย

จากสิ่งที่ร่ายมาในข้างต้น ถ้าคุณถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ เมสซี่ ล่ะ ? คำตอบก็คือมันไม่เกี่ยวหรอกถ้าเขาไม่ใช่นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันคงไม่มีใครสนใจว่าเขาจะมีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร หรือลึก ๆ แล้วเขารักประเทศไหนมากกว่ากันระหว่างบ้านเกิดกับประเทศที่ให้โอกาสครั้งใหม่ในชีวิต 

เพราะความเก่งคับโลกนี่แหละที่ทำให้เขาต้องแบกอะไรเอาไว้หลายอย่างมากมาย คนรักก็มี คนไม่ชอบและรอเหยียบย่ำซ้ำเติมก็ไม่น้อย ซึ่งโทมัส อับราฮัม คนเดิมก็เคยใช้ประโยคที่เปรียบเทียบเมสซี่ว่า "เขาใช้ชีวิตเหมือนนิยายเรื่อง 'เรื่องเล่าจากสองเมือง' (A Tale of Two Cities) ด้วยเหตุผลหลายประการ เมสซี่ทำให้ชาวอาร์เจนไตน์แตกแยกกัน แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา" 

เมื่อไรที่ เมสซี่ พลาด เมื่อนั้นเขาจะโดนเล่นงาน และเขาเคยยอมแพ้มาแล้ว ... เรื่องเกิดขึ้นจากการที่ เมสซี่ เป็นคนที่พลาดจุดโทษในเกม โคปา อเมริกา ปี 2016 ที่ อาร์เจนตินา แพ้ ชิลี ในช่วงฎีกา 2-4 ... การแพ้นัดนี้ทำให้ เมสซี พาทีม "แพ้นัดชิง" ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ทั้งในฟุตบอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ 2016 

นั่นทำให้ชาวอาร์เจนตินาสายหัว เพราะในขณะเดียวกัน เมสซี่ กับฟอร์มที่บาร์เซโลน่านั้นต้องเรียกว่าครองโลกสำเร็จ คว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน ลงแข่งรายการไหนแทบจะจองแชมป์รายการนั้น แตกต่างกันเหลือเกินกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทีมชาติ 

แฟนชาวอาร์เจนไตน์ ผิดหวังกับความพ่ายแพ้ ทั้ง ๆ ที่มีนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เมสซี่ ดังนั้นพวกเขาจึงแดกดัน และยกเอา มาราโดน่า มาข่ม ... บอกว่าพระเจ้าของพวกเขามีแค่ ดีเอโก้ มาราโดน่า ผู้เสกแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัยเท่านั้น 

ส่วน เมสซี่ นั้นยังเข้าใจความหมายของชัยชนะสำหรับชาวอาร์เจนตินาอยู่หรือเปล่า ? เพราะเขาย้ายออกจากอาร์เจนตินาไปอยู่สเปนตั้งแต่ยังเด็ก เขาเล่นให้สโมสรในสเปน เพื่อนของเขามีแต่คนสเปน ... ความกดดันลักษณะนี้ ทำเมสซี่ต้องหลั่งน้ำตาจากความผิดพลาด และไม่นานนักเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นแหละที่เหล่า "นักแซะ" ทั้งหลายต้องสะอึกจริง ๆ เพราะพวกเขารู้แก่ใจว่าการมี เมสซี่ อยู่ในทีมช่วยเพิ่มโอกาสการเอาชนะมากแค่ไหน   

 

พลังอันยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง 

"สำหรับผม ทีมชาติจบลงแล้ว ผมทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว มันเจ็บปวดที่ไม่สามารถเป็นแชมป์ได้ นี่เป็นรอบชิงชนะเลิศสี่ครั้งแล้ว ผมพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ... ผมคิดว่านี่ (การเลิกเล่นทีมชาติ) เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะสำหรับผม แล้วก็สำหรับพวกคุณทุกคน"

"ผมคิดว่ามีหลายคนที่ต้องการแบบนี้ และเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่พอใจ ตอนนี้ผมจะไม่พยายามอีกต่อไป และจะไม่มีการย้อนกลับไปอีกแล้ว"

การประกาศเลิกของ เมสซี่ เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2016 และหลังจากนั้น 2 เดือน เหล่านักแซะ หรือกลุ่มมือถือสากปากถือศีลก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะพวกเขาได้รู้แล้วว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป เพราะการที่ เมสซี่ เลิกเล่นทีมชาติ ส่งผลร้ายแรงแค่ไหน ทุกคนย่อมรู้ดี 

ทุกคน ทุกฝ่าย กลับมาขอร้องให้เขากลับมาเล่นทีมชาติอีกครั้งตั้งแต่ประธานาธิบดีที่ต่อสายตรงถึงเขาไปจนถึงคนไม่มีอันจะกิน แม้แต่คนที่เคยวิจารณ์เมสซีก็ยังต้องขอโทษในที่สุด แคมเปญ 'พาเมสซีกลับมา' เคลื่อนไหวไปทั่วประเทศ แม้กระทั่งการสร้างรูปปั้นเหมือนจริงเพื่อเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนใจ  

สุดท้าย เมสซี่ ก็เลิกเล่นทีมชาติได้แค่ 2 เดือน เขากลับมาอีกครั้ง และเขายืนยันด้วยตัวเองว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นเพราะเขารักชาติ และจะทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองอย่างมีความสุขกับความสำเร็จที่จะต้องมาถึงในอีกไม่นาน 

แม้ในฟุตบอลโลก 2018 อาร์เจนตินา จะตกรอบเพราะฝรั่งเศสไป แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือหลังจากทัวร์นาเมนต์นั้นจบลง เมสซี่ ผู้ไม่เคยได้ถ้วยแชมป์ระดับเมเจอร์กับทีมชาติเลยตั้งแต่ค้าแข้งจนถึงอายุ 34 ปี กลับคว้าแชมป์ 4 รายการใหญ่ได้ภายในเวลา 3 ปี ... นั่นรวมถึงฟุตบอลโลก 2022 ที่เป็นรายการที่เขาประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้าของจริง 

เรื่องนี้มันคือเรื่องที่เราต้องเคารพหัวใจของเขาอย่างแท้จริง ... เรื่องฝีเท้าคงไม่มีใครสงสัยในตัวของเขา แต่ถ้าเขาเลิกตั้งแต่ปี 2016 เขาคงไม่สามารได้รับการเรียกขานว่า "G.O.A.T" ได้อย่างสง่างามเหมือนที่เป็นในทุกวันนี้  

การกลับมาเล่นทีมชาติและยอมแบกรับคำวิจารณ์ต่าง ๆ อีกครั้ง กลายเป็นความกล้าที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ตอนนี้ไม่ว่าชาวอาร์เจนไตน์จะทำงานอาชีพอะไร จะมีแนวคิดทางการเมืองแบบไหน มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว 

เมสซี่ แสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงเสียงจริง ต่อให้คุณจะเคยชิงชังเขาแค่ไหน ในวันที่เขาประกาศแขวนสตั๊ด ณ ตอนนี้ คุณไม่สามารถปฏิเสธตัวเองที่จะยกย่องสรรเสริญ ลีโอเนล เมสซี่ จากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแน่นอน 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://sports.yahoo.com/soccer/article/lionel-messis-argentina-career-by-the-numbers-soccer-legend-to-play-final-international-match-200000234.html
https://www.bbc.com/sport/football/articles/c20e6wv1pdwo
https://www.nytimes.com/athletic/7666916/2026/10/06/lionel-messi-argentina-final-game-benin/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

ปฐวี ยอดเนียม

Man u is No.2 But YOU is No.1

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ