
ความเก๋าเกมและพา เรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จมายาวนาน ทำให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไม่เคยต้องกลัวว่าใครจะหาญกล้าขึ้นมาท้าชิงอำนาจในตำแหน่งประธานสโมสรของเขา
จนกระทั่งผลงานที่ตกต่ำใน 2 ซีซั่นหลัง ข่าวแย่ ๆ เริ่มหลุดออกมา และมันทำให้ "มาเฟีย" อย่างเปเรซประกาศท้าว่า ใครที่แอบกระทำการโค่นล้มเขาอย่างลับ ๆ จงอย่าทำตัวเป็นอีแอบ เปิดเผยตัวเองออกมาห้ำหั่นกันซึ่ง ๆ หน้าเลยดีกว่า
และเขาคนนั้นก็รับคำท้า ... เอ็นรีเก้ ริเกลเม่ ปรากฏตัวและพร้อมเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานสโมสรคนใหม่ ด้วยคำพูดว่า "ผมมาเพื่อชนะ"
ชายวัย 37 ปีคนรายนี้คือใคร มาจากไหน เหตุใดจึงหาญกล้าท้าชนกับ เปเรซ ตรง ๆ ? ติดตามกับ MAIN STAND
สำเนียงเม็กซิกันที่ตามหา
ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประกาศกร้าวว่า พร้อมจัดการเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ทันที เพราะอยากให้คนที่จ้องจะโค่นอำนาจของเขาปรากฏตัว โดย เปเรซ เคยเปรยไว้ว่า "ถึงไอ้คนที่มีสำเนียงเม็กซิกัน" เพื่อเป็นการบอกใบ้ว่าคู่แข่งของเขาคือใคร .... และชัดเป๊ะแล้วว่าชายปริศนาคนนั้นคือ เอ็นรีเก้ ริเกลเม่
เอ็นรีเก้ ริเกลเม่ ไม่ใช่ชาวเม็กซิกัน เขาเป็นนักธุรกิจชาวสเปน ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทที่ชื่อว่า ค็อกซ์ กรุ๊ป (Cox Group) เขาเกิดที่เมืองค็อกซ์ แคว้นอาลีกันเต้ แต่เหตุผลที่เขาเป็นคนสำเนียงเม็กซิกันแบบที่ เปเรซ ว่า เพราะเขาทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย เดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโกอยู่บ่อย ๆ

บริษัท ค็อกซ์ กรุ๊ป ของเขา คือบริษัทธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ริเกลเม่ ที่เป็นผู้ก่อตั้ง ค็อกซ์ กรุ๊ป เริ่มสร้างบริษัทนี้ตั้งแต่เป็นบริษัทระดับสตาร์ทอัพ จนทุกวันนี้บริษัทมีมูลค่าในตลาดที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในการซื้อกิจการ Iberdrola Mexico ด้วยมูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์ โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มสถาบันการเงินระดับโลกถึง 7 แห่ง
พูดง่าย ๆ ก็คือธุรกิจของเขากำลังไปได้สวยสุดขีด ชนิดที่นายทุนพร้อมอุ้มเพราะเห็นศักยภาพที่ยังไปได้อีกไกล ... และคนที่พาบริษัทมาไกลได้ขนาดนี้ภายในเวลาไม่ถึง 15 ปี ชัดเจนแล้วว่า เอ็นรีเก้ ริเกลเม่ เองก็เป็นผู้นำองค์กรที่พิสูจน์ตัวเองได้แล้วในระดับหนึ่ง
คนหนุ่มที่กล้าลงมือทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าคิดใหญ่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นรอง ... ว่ากันว่าเขาคนนี้มีความคล้าย ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ในวัยหนุ่มมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะเรื่องนิสัยใจคอและหัวคิดด้านการเมือง ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เขาน่ารู้จักมากขึ้น พร้อมกับคำถามว่า เขาเจ๋งแค่ไหนกับภารกิจนี้ ?
พร้อมลุยเสมอเมื่อเห็นโอกาส
ประการแรกคือ ริเกลเม่ เป็นคนที่ทะเยอทะยานและเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก เขาเป็นคนประเภทที่เมื่อลงแข่งก็มักจะตั้งเป้าหมายที่ชัยชนะเสมอ "เมื่อผมลงมือทำ ผมทำมันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ" นี่คือคำพูดที่เขาอธิบายตัวเองในการช่วงของการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด
การมาครั้งนี้ของเขาถูกวิเคราะห์ว่า เขาเห็นโอกาส ช่วงเวลาที่สโมสรห่างไกลถ้วยแชมป์ 2 ปีติดต่อกัน นักเตะในทีมเริ่มสูญเสียคาแรกเตอร์ความเป็นมาดริด ขณะที่ผู้กุมบังเหียนอย่าง เปเรซ ก็อายุมากขึ้นทุกวัน และยังมีข่าวเรื่องการทุจริตในองค์กรออกมาเป็นระยะ ๆ

แม้การวิเคราะห์ของสื่อสเปนจะบอกว่า ริเกลเม่ แทบไม่มีโอกาสจะเอาชนะ เปเรซ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมเขาเลยก็คือ เมื่อเขาถูกท้าทายให้เปิดหน้ามาวัดกันในการเลือกตั้ง มวยรองอย่างเขาก็เดินลงสนามอย่างกล้าหาญ และคุณเองก็ต้องยอมรับว่า เขาสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ดีในระดับหนึ่งด้วยในตอนนี้
แม้ความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นในตัวเองของเขา จะมีความคล้ายกับ เปเรซ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ริเกลเม่ มีความเป็นคนที่ตรงไปตรงมาพร้อมปะทะ ... หาก เปเรซ เป็นคนที่กุมยุทธศาสตร์ไว้ในมือแล้วชอบใช้การจัดการหลังฉาก ริเกลเม่ ก็เป็นอีกขั้วที่พร้อมเปิดเผยสิ่งที่ตัวเองคิด และพร้อมจะแสดงออกแบบชัดเจนว่าถ้าเลือกเขา แนวทางขององค์กรจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้
ในช่วงหนึ่งของการออกรายการ The Wild Project ริเกลเม่ ถูกพิธีกรถามว่า เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า เป็นคู่แข่งที่ต้องพึ่งพาและขับเคลื่อนซึ่งกันและกันจริงไหม ? ถ้าขาดทีมใดไป ลา ลีกา จะไม่เหมือนเดิมหรือเปล่า ? ก่อนที่ ริเกลเม่ จะตอบว่า
"ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสโมสร เรอัล มาดริด และเป็นมาดริดิสต้า ผมอยากจะเห็น บาร์เซโลน่า ไปเล่นใน เซกุนด้า ดิวิชั่น มาก ๆ เลย"
"ผมจะยินดีมากถ้ามันเป็นแบบนั้น ให้โดนยุบไปได้เลยยิ่งดี ผมคิดว่ามันไม่น่าสร้างปัญหาอะไรมากมาย แม้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจะเป็นประวัติศาสตร์ในวงการฟุตบอล แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมต้องการคือ ผู้ชนะมีได้แค่ทีมเดียวเท่านั้น และมันต้องเป็น เรอัล มาดริด อย่างแน่นอน"
จุดนี้อาจพอวิเคราะห์ได้ว่า แม้มันจะเป็นการพูดจาที่ขาดความเป็นนักการทูต แต่ ริเกลเม่ ที่เป็นสมาชิกของสโมสร เรอัล มาดริด ตั้งแต่อายุ 17 ปี อาจจะต้องเริ่มสะสมคะแนนเสียงของตัวเอง และเขาเลือกฝั่ง มาดริดิสต้า หรือฝั่งฮาร์ดคอร์ไว้เป็นพวก เพราะสิ่งที่เขาพูด คือสิ่งที่หลายคนคิด ขาดก็แต่ผู้นำที่กล้าบอกว่าจะทำให้คำพูดต่าง ๆ ที่ดูโอหังเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง ... นั่นคือวิธีที่เขาใช้พูดถึงคู่แข่ง

ริเกลเม่ พยายามวางตัวเป็นตัวแทนของมาดริดยุคใหม่ ชูประเด็นเรื่องความโปร่งใส การให้สมาชิกมีส่วนร่วม ตามแบบขององค์กรสมัยใหม่มากขึ้น โดยผู้ร่วมงานใน ค็อกซ์ กรุ๊ป บอกว่า ริเกลเม่ เป็นนักขายวิสัยทัศน์ชั้นยอด สิ่งที่เขามองเกมมักเน้นไปที่การโฟกัสที่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ระยะยาวมากกว่าการบริหารแบบอนุรักษ์นิยม เขามักจะไม่ใช่ผู้บริหารแบบ One Man Show ... แม้เขาจะเป็นคนที่ออกหน้าสื่อเก่ง แต่เบื้องหลังของเขามีคนเก่ง ๆ จากหลายวงการรายล้อมคอยเป็นกุนซือในด้านต่าง ๆ ด้วย
ตอนนี้เขากำลังเล่นเกมแบบที่ เปเรซ เคยใช้เมื่อปี 2000 นั่นคือการประกาศว่าจะคว้าตัว หลุยส์ ฟิโก้ หัวใจดวงสำคัญของ บาร์เซโลน่า มาในปี 2026 นี้ ริเกลเม่ บอกว่าจะคว้าตัว เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ โรดรี้ 2 นักเตะจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ ... ถ้าทำไม่ได้ พร้อมควักเงินตัวเองจ่ายคืนสมาชิกสโมสรแบบเต็มจำนวน
พร้อมกันนี้ เขายังทำให้โปรเจกต์เป็นไปในรูปแบบของ "เรอัล มาดริด ต้องกลับมาเป็นของคนมาดริด" ด้วยการนำเสนอ ราอูล กอนซาเลซ และ เฟร์นานโด เอียร์โร่ 2 ตำนานกัปตันทีมยุค 1990-2000 อันเรืองรอง ขึ้นมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกีฬา และ ผู้อำนวยการระบบเยาวชน ตามลำดับ
มาเพื่อชนะ ... แต่อาจไม่ใช่ตอนนี้
แม้จะเปิดตัวได้ดุดันร้อนแรง กลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว แต่การที่ ริเกลเม่ จะเอาชนะ "มาเฟีย" อย่าง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้ตั้งแต่การลงเลือกตั้งครั้งแรกนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยาก
เปเรซ มีเครดิตมหาศาลจากการบริหารงานตลอดอาชีพของเขา กับถ้วยแชมป์ 37 รายการ โดยเป็นแชมป์ยุโรปถึง 7 สมัย การปรับปรุง ซานติอาโก เบอร์นาเบว ไปจนถึงการบริหารงาน จนสโมสรนี้กลายเป็นทีมที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงที่สุดในโลก

ที่สำคัญ คนที่มีสิทธิ์โหวตในการเลือกตั้งนี้คือสมาชิกของสโมสร ซึ่งเมื่อถึงตอนที่ต้องเลือกระหว่างประธานสโมสรที่พาทีมประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กับ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงวัย 37 ปี ที่ไม่เคยบริหารสโมสรฟุตบอลระดับสูง ความมั่นใจในตัวของ เปเรซ และ ริเกลเม่ ถือว่าห่างกันพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ดังที่เรากล่าวไว้ข้างต้น ริเกลเม่ บอกเสมอว่าเขามาเพื่อชนะ แต่อีกนัยหนึ่งคือ เขาเป็นคนวางแผนการระยะยาวเสมอ ที่เขาบอกว่า "จะชนะ" เขาอาจไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่หมายความถึงอนาคตข้างหน้าก็เป็นได้
การเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ก็ไม่ต่างอะไรกับการเมืองสนามใหญ่ การมาของ ริเกลเม่ ในครั้งนี้อาจเป็นแค่การเปิดตัวและสร้างฐานเสียงให้ตัวเองมากกว่า เพราะคุณต้องไม่ลืมว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่ เปเรซ มีคู่แข่งในการเลือกตั้งจริง ๆ จัง ๆ และยังพร้อมกล้าเปิดหน้าแลกทุกเม็ดแบบนี้

การมาของ ริเกลเม่ ในตอนนี้อาจไม่ได้หมายความถึงชัยชนะ แต่มันคือการแสดงตัวตน และพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า หรือไม่ได้เป็นผู้สมัครที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาท้าทายอีกต่อไป
ได้โปรดอย่าลืม แม้จะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ เปเรซ ก็คนธรรมดาทั่วไป อายุของเขามากขึ้นในทุก ๆ วัน ตอนนี้เขาอายุ 79 ปีแล้ว หากในการเลือกตั้งสมัยหน้า ชายผู้กุมคะแนนโหวตในห้องประชุมสมาชิกสโมสรอย่าง เปเรซ เกิดวางมือลง ใครล่ะจะเป็นตัวเต็งคนมาสืบทอดอำนาจนี้ ?
แหล่งอ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=nRk_2M2r0Lc
https://www.beinsports.com/en-us/soccer/la-liga/articles/who-is-enrique-riquelme-the-possible-rival-to-florentino-in-real-madrid-elections-2026-05-13
http://si.com/soccer/who-is-enrique-riquelme-taking-on-florentino-perez-real-madrid-president
https://www.reddit.com/r/realmadrid/comments/1tpw56f/what_are_riquelmes_actual_chances_against_perez/
https://onefootball.com/en/news/florentino-perez-vs-enrique-riquelme-the-key-steps-towards-a-possible-real-madrid-vote-42900700