Feature

เอแดร์ซง "The Engine" : เส้นทางยอดนักสู้ สู่ว่าที่มิดฟิลด์ใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด | Main Stand

ท่ามกลางกระแสการสร้างทีมใหม่ภายใต้โครงสร้างบริหารยุคใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชื่อของ เอแดร์ซง กลายเป็นดีลแรกในซัมเมอร์นี้ 

 

มิดฟิลด์พลังไดนาโมชาวบราซิลวัย 26 ปีจาก อตาลันต้า มาพร้อมกับ 2 สิ่งในความรู้สึกในสายตาของแฟนบอลปีศาจแดง ส่วนหนึ่งคือความตื่นเต้น และอีกส่วนหนึ่งคือเครื่องหมายคำถาม 

และวันนี้ MAIN STAND จะพาคุณไปรู้จักเขาให้มากขึ้น หาคำตอบด้วยตัวคุณเองว่าเขาเหมาะสมกับ ยูไนเต็ด ยุคใหม่หรือไม่ ? 

 

นักสู้ที่มาด้วยใจ

ก่อนจะเจาะลึกเรื่องตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่เข้าใจยาก เราจะเริ่มที่ความเป็นคนของเขาก่อน สิ่งนี้อาจทำให้แฟนบอลปีศาจแดงอาจรู้สึกดีขึ้นมาได้

ในซีซั่น 2025-26 ยูไนเต็ด คว้า เบนยามิน เชชโก้, มาเธอุส คุนญ่า, ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ เซนเน่อ ลัมเมนส์ มาร่วมทีม ... 1 ซีซั่นในเวลา 9 เดือนกว่า ๆ ผ่านไป ผลงานของนักเตะทั้ง 4 คนออกมาดี น่าประทับใจ และเหนือสิ่งอื่นใดคือพวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม ช่วยยกระดับจากทีมที่เคยจบอันดับ 15 ขึ้นมาเป็นทีมที่จบอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ 

นอกจากฝีมือฝีเท้าที่ทั้ง 4 คนแสดงออกมาแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเริ่มต้นได้ดีและเป็นที่รักของแฟนบอลได้โดยใช้เวลาไม่นานคือ "ใจ" ของพวกเขา นักเตะทั้ง 4 คนนี้สามารถย้ายไปทีมอื่นได้ แต่พวกเขาเลือก ยูไนเต็ด เพราะเป็นทีมในฝัน มาที่นี่โดยปฏิเสธข้อเสนอจากที่ต่าง ๆ แม้ ปีศาจแดง จะถูกตัดสินว่าอยู่ในยุค "ตกต่ำ" ก็ตาม 

เอแดร์ซง เองก็เป็นเช่นนั้น มีรายงานจากสื่อหลายเจ้าว่า ก่อนหน้านี้ตัวของเขาก็เคยได้รับการทาบทามจาก แอตฯ มาดริด ทีมจากลีกสเปนซึ่งเป็นประเทศที่นักเตะจากอเมริกาใต้ปรับตัวได้เข้ากับวัฒนธรรมได้ดีมากกว่า แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าจะรอข้อเสนอเพื่อย้ายไป แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น ... นี่ดูจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีหากเอาบรรทัดฐานของ 4 ชื่อที่กล่าวมาเป็นที่ตั้ง 

นอกจากนี้ เรื่องหัวจิตหัวใจและคาแรกเตอร์ของ เอแดร์ซง เองก็น่าสนใจ มีเรื่องเล่าถึงวัยเด็กของเขามากมายที่บอกว่า สิ่งที่พาเขามาถึงจุดนี้เพราะความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ๆ มันคือแรงถีบจากรากเหง้าที่แทบไม่เคยมีเงินเก็บในช่วงอายุคน โตมาแบบวิถีคนพื้นเมือง ทำให้เข้าถึงความสะดวกสบายได้ยาก 

ตัวของเขาเคยบอกกับแม่ว่า อยากจะเป็นนักฟุตบอลสร้างชีวิตใหม่ให้ครอบครัว ซึ่งเขาก็พยายามจนทีมเล็ก ๆ อย่าง เดสปอร์ติโว บราซิล เห็นแววตั้งแต่อายุ 12 ปี จังหวะนั้นเขาจะต้องย้ายออกจากบ้านเกิดที่ มาตูโกรสซู ดู เพื่อไปยังเมืองใหญ่ที่เซา เปาโล แม่ของเขาได้ฝากฝังเอาไว้ว่า "มีเงินก้อนเดียวที่พอจะส่งแกไปที่นั่น แต่เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อตั๋วให้แกกลับมาหรอกนะ" ... จุดนี้เองนี้ทำให้เขาพร้อมเจอทุกอุปสรรคที่ขวางหน้าตั้งแต่วันนั้น 

การเล่นที่ เดสปอร์ติโว บราซิล ทำให้ เอแดร์ซง ได้ไปค้าแข้งในลีกประเทศจีนกับ ซานตง ลู่เนิ่ง ตั้งแต่อายุ 16 ปี การไปที่นั่นยากมากสำหรับเด็กวัยเพิ่งทำบัตรประชาชน แต่เขาก็ต้องไปเพื่อโอกาส เพื่อโบนัส เบี้ยเลี้ยงต่าง ๆ ในยุคที่ลีกจีนกำลังบูมเงินสะพัดมากในเวลานั้น 

การไปที่จีนแม้จะได้เงินเยอะแต่ก็เป็นช่วงวัดใจ นักเตะบางคนไปเอาเงินก้อนแล้วเปลี่ยนไปหลังมีรายรับ มีชีวิตสุขสบาย แต่ เอแดร์ซง เล่าว่าเขายังทำงานหนักทุกวันและฝันจะไปให้ไกลกว่านั้น อยากจะไปเล่นในยุโรป อยากจะลงเล่นในรายการใหญ่ ๆ อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เขาจึงพิสูจน์ว่าเงินไม่ได้เปลี่ยนเขา 

การยืมตัว 1 ปีกับ ลูเหนิง สิ้นสุดลง เจ้าตัวกลับมาระเบิดฟอร์มกับ เดสปอร์ติโว บราซิล จนทำให้เส้นทางนักเตะอาชีพที่แท้จริงเริ่มจากตรงนั้น อายุ 18 ปี เขาย้ายไป ครูเซโร่ พออายุ 20 ปี เขาย้ายไป โครินเธียนส์ จนกระทั่งฟอร์มไปเข้าตาของ วอลเตอร์ ซาบาตินี อดีตผู้อำนวยการกีฬาชื่อดังของ โรม่า ที่ทำงานกับทีม ซาแลร์นิตาน่า ในปี 2022 

ซาบาตินี่ อ่านเกมนักเตะจากอเมริกาใต้ได้แม่นยำมาแต่ไหนแต่ไหน เขาคนนี้คือคนที่พา ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ และ เปาโล ดีบาล่า มาที่ เซเรีย อา นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ทำให้ โรม่า ซื้อตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ และ มาร์กินญอส

ซาบาตินี่ เห็นนักเตะที่มีศักยภาพที่พัฒนาได้อย่าง เอแดร์ซง เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาพบว่า นักเตะชาว บราซิลรายนี้มีทัศนคตินอกสนามที่พร้อมจะเล่นเกมอาชีพในระดับสูงเหมือนกับรายชื่อที่เขานำพามาก่อนนี้ จากนั้นก็ดึงตัวมายัง ซาแลร์นิตาน่า ด้วยราคาถึง 6.5 ล้านยูโร หลายกระแสตอนนั้นบอกว่าแพงเกินไปสำหรับทีมระดับหนีตกชั้น แต่ เอแดร์ซง ก็ใช้เวลา 3 เดือนที่นั่นยึดตัวหลัก และเคยมีข่าวกับทีมอย่าง เปแอสเช และ อินเตอร์ มิลาน 

อึดใจเดียวที่ เซเรีย อา เมื่อตลาดซื้อฤดูกาล 2022-23 เริ่ม อตาลันต้า ที่นำโดย จานปิเอโร่ กาสเปรินี่ ก็ซื้อเขาต่อในราคา 22.5 ล้านยูโร พร้อมบอกว่า คุณภาพ ความกล้าหาญ พละกำลัง คือสิ่งที่เขาจะเข้ามาจับคู่กับกัปตันจอมเก๋าอย่าง มาร์เท่น เดอ รูน ได้ ... และจากนั้นเขาก็กลายเป็นแข้งแถวหน้าของสโมสรจาก แบร์กาโม่ จนถึงวันที ยูไนเต็ด เข้าใกล้การคว้าตัวเขาเรื่อย ๆ แล้ว

นักเตะบราซิลที่ไม่ติดเที่ยว ไม่ชอบออกสื่อ และชอบใช้เวลากับภรรยาและลูกในหยุด มีใจอยากย้ายมาเล่นให้กับ ยูไนเต็ด แถมมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ ... นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่ใช่เล่น 

 

The Engine

เอแดร์ซง เป็นนักเตะประเภทไหนกันแน่ ? หากเราอธิบายเป็นช่วงเป็นฉากโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงคงยากจะน่าเชื่อถือ เพราะฟุตบอลอิตาลีก็ไม่ได้หาดูง่าย ๆ ในช่วงหลัง ๆ  ดังนั้นเราควรเริ่มจากการที่เขาอธิบายตัวเองก่อน 

เอแดร์ซง เคยอธิบายถึงมุมมองต่อแนวคิดและการเล่นของตัวเองว่า "จุดเด่นของผมคือความสามารถในการครองบอลและความแข็งแกร่ง ผมเป็นผู้เล่นที่ใช้ร่างกายเป็นหลัก ผมต้องฟิตร่างกายเสมอ"

"ผมสามารถเล่นได้ทั้งเกมรับและเกมรุก ผมถนัดในการบุกเข้าพื้นที่ว่าง และนั่นคือวิธีส่วนใหญ่ที่ผมทำประตูได้ (ยิง 6 ลูกในลีกซีซั่นแรกให้ อตาลันต้า) เมื่อผมเห็นว่ามีพื้นที่ว่างเปิดขึ้น ผมจะเป็นคนที่มองเห็นและพยายามพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น" 

ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาบอกมาจะตรงกับที่สื่อหลายเจ้าเขียนถึงเขา โดยหนึ่งในเกมที่เขาโดดเด่นมาก ๆ คือเกมนัดชิง ยูโรป้า ลีก ฤดูกาล 2023-24 ที่ อตาลันต้า เข้าชิงกับ เลเวอร์คูเซ่น ทีมที่ไม่เคยแพ้เลยตลอดทั้งซีซั่น จนกระทั่งเกมนี้ พวกเขาโดน อตาลันต้า จัดไป 3-0 แบบสู้ไมได้ 

อเดโมล่า ลุคแมน เป็นคนยิงแฮตทริก แต่แดนกลางในวันนั้นเป็นของ เอแดร์ซง ... และถ้าคุณมีเวลาว่าง ลองเปิดรีรันเกมนั้น หรือไฮไลต์ของเขาในเกมดังกล่าวดูสักรอบก็ได้ คุณจะพบว่าเขาวิ่งไปทั่วทุกที่ในสนาม ดับลิน อารีน่า ทุกครั้งที่ เลเวอร์คูเซ่น ได้ครองบอล ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ ๆ และพร้อมแย่งบอลเสมอ เขาเอาชนะการดวลทั้งบนพื้นและอากาศ และหลายครั้งเขาเป็นคนจุดประกายการเริ่มต้นบุกของ อตาลันต้า ด้วย 

Calcio England เว็บไซต์บทความเกี่ยวกับฟุตบอลอิตาลีในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ อธิบายเพิ่มว่า "ถ้าคุณเป็นแฟน อตาลันต้า คุณจะไม่แปลกใจเลยกับสิ่งที่ เอแดร์ซง ทำตอนไม่มีบอล เขาเป็นพวกไม่ยอมอ่อนข้อ ยืนตำแหน่งฉลาด และมีแรงวิ่งได้ทั้งเกม ... เขาไม่ใช่คนวิ่งเร็ว แต่การคาดการณ์ต่างหากที่ทำให้เขาดูเร็วยิ่งกว่า" 

มีการเขียนถึงอีกว่า ตำแหน่งถนัดจริง ๆ ของเขาคือเบอร์ 8 ตอนที่เล่นให้ อตาลันต้า โดยมีเบอร์ 6 อย่าง เดอ รูน เป็นคนคุมจังหวะ ทำให้เขาสามารถเติมเกมไปข้างหน้าได้ เขาจึงถูกเรียกว่า "The Engine" หรือตัวพลังงานของ อตาลันต้า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

แมนฯ ยูไนเต็ด เผชิญปัญหา "แดนกลางเปิดโล่ง" มานานหลายฤดูกาล การได้ เอแดร์ซง เข้ามาจะเหมือนกับการมีเกราะกำบังชั้นดี เขารู้วิธีการบีบพื้นที่ยามที่ทีมเสียบอล เพื่อไม่ให้คู่แข่งโต้กลับเร็วได้ง่ายๆ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ ยูไนเต็ด อยากจะลองเสี่ยงกับเขาด้วยค่าตัวราว 40 ล้านปอนด์ตามข่าว

 

ข้อควรระวัง 

แม้ว่าสถิติและสไตล์การเล่นจะดูสมบูรณ์แบบ แต่อภิมหาดีลสู่พรีเมียร์ลีกย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องประเมินอย่างรอบคอบ

ประการแรก หาก ยูไนเต็ด จะต้องการใช้เขาเป็นเบอร์ 6 ยืนต่ำคอยตัดเกมและคุมจังหวะเกมแบบที่ กาเซมีโร่ ทำ บางที่เขาอาจจะต้องปรับตัวกับเรื่องนี้บ้าง 

มีประเด็นที่น่าสนใจคือในช่วงหนึ่ง กาสเปรินี่ พยายามปรับเขาไปเล่นเบอร์ 6 โดยทำงานคู่กับ เทิน โคปไมเนอร์ส ผลที่ออกมาดูไม่ดีนัก เรื่องความเนียนในการออกบอล การกำหนดจังหวะเปลี่ยนแกนเกมของเขา ถูกใช้คำว่า "ไม่เคยเข้าที่เข้าทางเลย"  

และมันก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะไม่นานนัก กาสเปรินี่ ก็จับเขามาเล่นเป็นมิดฟิลด์แทน และให้ โคปไมเนอร์ส ขึ้นไปเล่นเป็นตัวรุก ซึ่งผลงานในฤดูกาล 2023-24 ดีขึ้นมาก โคปไมเนอร์ส เล่นดีจนได้ย้ายไปอยู่ ยูเวนตุส ส่วน เอแดร์ซง ก็มีข่าวกับ ยูไนเต็ด หลังจากนั้นไม่นาน 

จะให้พูดก็คือ การให้เขาเป็นเบอร์ 6 แบบที่ กาเซมีโร่ เป็น ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยง เพราะเขาเป็นเบอร์ 8 แบบ บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ มากกว่า 

อย่างไรเสียด้วยประสบการณ์และการมองเกมที่โตขึ้นตามอายุ เขาอาจจะพัฒนามาเป็นเบอร์ 6 ได้ เพียงแต่อาจจะยังไม่ใช่เบอร์ 6 ที่เหมาะสมที่สุดในเร็ว ๆ นี้ ... โชคยังดีที่ ยูไนเต็ด มีข่าวจะเสริมทัพในแดนกลาง 2-3 คน ดังนั้นก็พออนุมานได้ว่าพวกเขาอาจจะมีแผนรองรับเรื่องนี้ไว้อยู่แล้วก็เป็นได้ 

ส่วนเรื่องอื่นที่น่ากังวลและเชื่อว่าแฟนผีหลายคนก็น่าจะคิดแบบนั้น นั่นคือการย้ายจาก เซเรีย อา มาอยู่ในพรีเมียร์ลีก คือการปรับตัวครั้งใหญ่ และยูไนเต็ด เองก็เจ็บปวดกับดีลักษณะนี้มาไม่น้อย อาทิ ราสมุส ฮอยลุนด์ และ โจชัว เซิร์กเซ่ ที่ค่าตัวรวมกันเกิน 100 ล้านปอนด์ 

นักเตะหลายคนของอตาลันต้าดูเก่งกาจเกินจริง เนื่องจากระบบการเล่นที่เฉพาะตัวและเข้มข้นในยุคของกาสเปรินี่ แต่เมื่อย้ายออกจากทีม มักประสบปัญหาในการปรับตัวกับระบบอื่น อาทิ โคปไมเนอร์ส ที่กำลังย่ำแย่กับ ยูเวนตุส, คริสเตียน โรเมโร่ ที่โฉ่งฉ่างกับ สเปอร์ส รวมถึง ฟรองค์ เคสซิเย่

ความเข้มข้นของเกมระหว่างเซเรียอาและพรีเมียร์ลีกแตกต่างกันอย่างมาก และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า เอแดร์ซง จะรับมือกับมันได้หรือไม่ แม้เซเรีย อา จะเน้นแท็กติกที่เข้มข้น แต่พรีเมียร์ลีกขับเคลื่อนด้วยความเร็วและการตัดสินใจที่เร็วกว่าหนึ่งจังหวะเสมอ เอแดร์ซงจะต้องปรับตัวไม่ให้โดนรุมเพรสซิ่งจนเสียกระบวน

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของเขาเรื่องเทคนิคการเอาตัวรอด ความแข็งแรง และเรื่องของเทคนิคการใช้แขนและร่างกายบังบอล บางทีเขาอาจจะเซอร์ไพรส์แฟน ๆ ปีศาจแดงก็เป็นได้ ... จะออกหัวหรือก้อยไม่สามารถฟันธงได้จริง จนกว่าที่เราจะได้เห็นเขาลงเล่นกับปีศาจแดงเต็ม ๆ สักระยะ 

ท้ายที่สุด โดยสรุป เอแดร์ซง อาจไม่ใช่ กาเซมีโร่ ในช่วงพีก และไม่ใช่ โทนี่ โครส สายวางบอลยาว แต่เขาคือนักเตะสไตล์ขุมพลัง ที่จะเชื่อมโยงแดนหลังและแดนหน้าเข้าด้วยกัน และถ้าเป็นไปได้ดี เขาอาจเป็นส่วนสำคัญในการขจัดปัญหาแดนกลางที่เปื่อยยุ่ยของ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/%C3%89derson_(footballer,_born_1999)
https://ea.atalanta.it/news/ederson-first-words-as-an-atalanta-player/
https://www.getfootballnewsitaly.com/2026/atalantas-ederson-what-the-midfielder-can-offer-at-manchester-united/
https://medium.com/@natejacon/the-armchair-aficionados-report-%C3%A9derson-da-silva-997d03bbb2e3
https://breakingthelines.com/player-analysis/ederson-the-relentless-brazilian-workhorse-whos-reinvigorating-atalantas-midfield/
https://calcioengland.com/2024/05/26/the-rise-of-ederson/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ